
ยามจื่อ (๒๓.๐๐ - ๐๑.๐๐ น.)
ราตรีกาลดึกสงัด วายุคลั่งโหมกระหน่ำ หอบเอาละอองฝนจากทะเลตงไห่สาดซัดเข้ามาใต้ชายคาเพิงพักซอมซ่อท้ายตลาดค้าเนื้อสัตว์ กลิ่นคาวโลหิตสุกรผสมปนเปกับกลิ่นสุราโรงราคาถูก คละคลุ้งจนชวนให้ผู้คนทั่วไปต้องย่นนาสิกด้วยความสะอิดสะเอียน
หากแต่สำหรับเด็กหนุ่มสองคนที่ยืนเปียกปอนอยู่เบื้องหน้าเพิงพักนี้ มันกลับเป็กลิ่นแห่งความหวังเพียงหนึ่งเดียว
แสงตะเกียงน้ำมันวูบไหวตามแรงลม เผยให้เห็นร่างชายชราขาเป๋ผู้หนึ่ง นั่งขัดสมาธิอยู่บนแคร่ไม้ไผ่เก่าคร่ำครึ ใบหน้าซีกหนึ่งบิดเบี้ยวด้วยรอยแผลเป็จากไฟลวก ดูไปคล้ายอสุรกายในภาพวาดนรกภูมิ มือที่หยาบกร้านดุจเปลือกไม้กำลังประคองไหสุราขึ้นกระดก ดื่มกินราวกับมันคือน้ำทิพย์ชโลมใจ
"ถูเชวี่ยจื่อ" (ถูขาเป๋) คือนามที่ผู้คนในตลาดเรียกขาน ไม่มีใครรู้ที่มา ทราบเพียงแกเป็คนขายเนื้อพิการที่อารมณ์ฉุนเฉียวและเมามายตลอดทิวาราตรี
"ไสหัวไป..."
ถูขาเป๋วางไหสุราลงกระแทกแคร่ไม้ เสียงแหบพร่าดุจเสียงภูตพรายดังลอดไรฟัน โดยมิได้ปรายตามองผู้มาเยือน
"หมูหมด... ร้านปิด... เหลือแต่กระดูกเน่าๆ พวกเ้าจะเอาไปแทะเล่นหรือกระไร?"
เฉินมู่ ก้าวเดินออกมาจากเงามืด ประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมผิดวิสัยนักเลงข้างถนน
"ผู้น้อยมิได้มาซื้อเนื้อ... หากแต่พาคนมาฝากตัว"
เขาพยักเพยิดไปทาง จางเหว่ย ที่ยืนโงนเงนอยู่ข้างหลัง สภาพร่างกายบอบช้ำจากศึกในตรอกซากเรือ เืที่หางคิ้วยังคงไหลซึมผสมน้ำฝน
ถูขาเป๋เหลือบตามองเด็กหนุ่มร่างั์แวบหนึ่ง ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ
"กระดูกคนละเบอร์... เอ็นคนละเส้น... เ้าหนูนี่มันใช้แต่พละกำลัง ไร้ซึ่งปัญญาที่จะเรียนรู้วิถีแห่งมีด กลับไปซะ"
"วิถีแห่งมีดหรือวิถีแห่งการฆ่า... สุดแท้แต่ท่านผู้เฒ่าจะบัญญัติ" เฉินมู่มิได้ถอยหนี กลับล้วงเข้าไปในมือเพื่อนรัก หยิบ เหรียญอีแปะบุบเบี้ยว เหรียญนั้นออกมาวางลงบนเขียงเปื้อนเื
"นี่คือทรัพย์สินทั้งหมดที่เรามี... ข้าขอ 'ซื้อ' วิชาจากท่าน"
"ซื้อ?" ถูขาเป๋เลิกคิ้วข้างที่ดีขึ้น "ด้วยเงินหนึ่งอีแปะ?"
"มิใช่..." เฉินมู่ส่ายหน้า แววตาคมกริบ "หนึ่งอีแปะนี้ คือค่ามัดจำ... ส่วนค่าวิชา มันจะจ่ายด้วยแรงงานของมันเท่าที่ท่าน้า"
ถูขาเป๋จ้องมองเหรียญอีแปะเบี้ยวๆ นั้น ั์ตาที่ขุ่นมัวทอประกายอำมหิตวูบหนึ่ง
"หนึ่งอีแปะ... ซื้อสุรายังมิได้ คิดจะซื้อวิชาฆ่าคน?"
ชายชราคว้ามีดปังตอเล่มหนาหนักที่วางอยู่ข้างกายขึ้นมา พลิกข้อมือวูบเดียว
เคร้ง!
ประกายไฟแลบแปลบปลาบ เหรียญอีแปะนั้นถูกสับขาดครึ่งอย่างแม่นยำ รอยตัดเรียบกริบราวมิได้ออกแรง
จางเหว่ยเบิกตาค้าง ลืมความเ็ปไปชั่วขณะ
"ท่าน... ท่านทำได้อย่างไร?"
"เ้ามองเห็นกระไร?" ถูขาเป๋ถามเสียงเรียบ
"ข้าเห็นท่านฟันเหรียญ"
"ผิด!" ถูขาเป๋ตวาดเสียงกร้าว จนไหสุราะเื "คนโง่มองเห็นเพียงการปะทะ... คนฉลาดมองเห็นช่องว่าง!"
ชายชราชี้ปลายมีดไปที่กองซากสุกรที่วางกองพะเนินอยู่ด้านหลัง
"สรรพสิ่งในใต้หล้า ล้วนมีรอยต่อ ล้วนมีจุดเชื่อมโยง... ร่างกายคนเราก็เช่นกัน มีข้อต่อ มีเส้นเอ็น มีช่องว่างระหว่างกระดูก... หากเ้าใช้แรงปะทะแรง กระดูกของมันแข็งกว่ามีดของเ้า มีดเ้าก็จะบิ่น แต่หากเ้ามองเห็น 'ช่องว่าง' นั้น... ต่อให้ใช้ก้านหลิว ก็ปลิดชีพคนได้"
ถูขาเป๋โยนมีดปังตอใส่จางเหว่ย เด็กหนุ่มรับไว้อย่างทุลักทุเล
"คืนนี้มีซากหมูห้าสิบตัว... จง 'ชำแหละ' พวกมันให้แยกจากกันโดยสมบูรณ์ กระดูกส่วนกระดูก เนื้อส่วนเนื้อ อย่าให้มีเศษเนื้อติดกระดูกแม้แต่น้อย"
"หากฟ้าสางแล้วงานยังไม่เสร็จ... หรือใบมีดของข้ามีรอยบิ่นแม้แต่รอยเดียว... จงทิ้งแขนไว้ข้างหนึ่ง แล้วไสหัวไป!"
จางเหว่ยกำด้ามมีดแน่น ความเย็นเยียบของเหล็กแล่นผ่านฝ่ามือเข้าสู่หัวใจ เขารู้ดีว่านี่คือโอกาสเดียวที่จะเปลี่ยนชะตาชีวิตจาก "เหยื่อ" ให้เป็ "ผู้ล่า"
...
กาลเวลาคล้ายหยุดนิ่ง เสียงฝนยังคงตกกระหน่ำไม่ขาดสาย
ท่ามกลางความมืดมิดและกลิ่นคาวเื จางเหว่ยยืนหยัดอยู่หน้าเขียงไม้ สายตาจดจ้องไปที่ซากสุกรตรงหน้า
แรกเริ่มเดิมที เขาใช้วิธีเดิมๆ คือการเกร็งลมปราณเบ่งกล้ามเนื้อแล้วฟันลงไป
ปัง!
มีดจมลงในเนื้อ แต่ติดคาอยู่ที่กระดูก ดึงไม่ออก จางเหว่ยต้องออกแรงกระชากจนเหงื่อกาฬไหลพราก ใบมีดเริ่มมีรอยบิ่นเล็กน้อย
"โง่บัดซบ!" เสียงถูขาเป๋ด่าทอมาจากแคร่นอน "เ้ากำลังรบกับมัน... อย่ารบกับเนื้อสุกร! จงเป็หนึ่งเดียวกับมัน!"
จางเหว่ยหอบหายใจหนักหน่วง เขาหลับตาลงช้าๆ พยายามลบภาพความโกรธแค้น ลบความเ็ป เหลือเพียงััที่ปลายนิ้ว
มองหาช่องว่าง...
เขาใช้มือซ้ายลูบคลำไปตามสรีระของซากสัตว์ ััถึงรอยต่อของข้อกระดูก ััถึงแนวเส้นเอ็นที่ยึดรั้ง จินตนาการถึงโครงสร้างภายในที่ซ่อนอยู่ใต้ชั้นเนื้อ
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตาของเด็กหนุ่มเปลี่ยนไป... จากความเกรี้ยวกราดกลายเป็ความสงบนิ่งที่ลึกล้ำ
ฉับ...
ครั้งนี้เสียงที่เกิดขึ้นมิใช่เสียงกระแทกกระทั้น แต่เป็เสียงหวีดหวิวของใบมีดที่แหวกผ่านเนื้อหนัง
มีดปังตอในมือจางเหว่ยตวัดวูบผ่านข้อต่อหัวไหล่หมูอย่างนุ่มนวล ราวกับนาวาไหลผ่านช่องแคบ ขาหมูข้างนั้นหลุดออกจากลำตัวโดยง่ายดาย รอยตัดเกลี้ยงเกลาไร้รอยขรุขระ
เฉินมู่ที่นั่งสังเกตการณ์อยู่บนลังไม้เก่าๆ มุมห้อง ยกยิ้มมุมปากขึ้นเล็กน้อย
เขาหยิบเศษกระดาษห่อของเก่าๆ และถ่านไม้ขึ้นมา ขีดเขียนบางอย่างลงไปภายใต้แสงสลัว
‘รายการ: ค่าวิชาดาบ... ต้นทุน: 1 อีแปะ... ผลกำไรคาดการณ์: ประเมินค่ามิได้’
ตลอดราตรีกาลนั้น เสียงสับกระดูกดังเป็จังหวะสม่ำเสมอ
ฉับ... ฉับ... ฉับ...
ผสมผสานไปกับเสียงสายฝนและเสียงฟ้าร้อง กลายเป็บทเพลงแห่งการถือกำเนิดของพยัคฆ์ร้ายตัวใหม่
จางเหว่ยไม่ได้รู้ตัวเลยว่า ในทุกๆ ครั้งที่เขาเหวี่ยงมีด เขาไม่ได้กำลังแล่เนื้อสุกร... แต่เขากำลังชำแหละความอ่อนแอของตัวเองทิ้งไปทีละชิ้น