ดาวเคราะห์ลำดับที่สามในระบบสุริยะที่ชื่อว่าโลก เป็ดาวเคราะห์ที่มีน้ำและสิ่งมีชีวิตที่ถือกำเนิดขึ้นเมื่อ 4,500 ล้านปีก่อน โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ใช้เวลา 365 วัน หรือที่เรียกว่า “ปี” และมีดวงจันทร์
ซึ่งเป็ดาวบริวารถาวรเพียงหนึ่งเดียวของโลก
นั่นคือสิ่งที่มนุษย์ค้นพบและสามารถพิสูจน์ได้เกี่ยวกับโลกใบนี้
ที่พวกเราทุกคนอาศัยอยู่ อีกทั้งยังมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์
บางเชื้อชาติก็ผสมผสานกลมกลืนจนยากที่จะแยกออก ในโลกมนุษย์นี้
ยังมีความลับอีกมากมาย ที่ยังคงถูกซุกซ่อนไว้ใต้พรม เพื่อรอเวลาใคร
สักคนมาพิสูจน์
มนุษย์เป็สัตว์ประเสริฐที่สูงส่งทางความนึกคิด ถูกเชื่อว่าวิวัฒนาการมาจากลิง แต่เนื่องด้วยความหลากหลายทางชาติพันธุ์นี้เอง
จึงไม่แปลกที่จะมีความแตกต่างทางวัฒนธรรม ทางความคิดและทางความเชื่อ บ้างก็นับถือในพระเ้า บ้างก็นับถือพระอาทิตย์หรือบรรพบุรุษ และบ้างก็นับถือในภูตผีปีศาจ ทุกกลุ่มทุกเชื้อชาติมีความเชื่อที่แตกต่างกันออกไป ถูกถ่ายทอดความเชื่อจากอดีตจนมาถึงปัจจุบัน
ซึ่งดูเหมือนจะเป็เื่ที่ดี หากมีสิ่งใดยึดเหนี่ยวจิตใจในการดำรงชีวิต แต่หากมองในทางกลับกันก็เหมือนเป็ดาบสองคม ถ้ามีผู้ใดมาลบหลู่ความเชื่อของกลุ่มตน ก็มักหนีไม่พ้นการทะเลาะวิวาทด้วยวาจาอย่างไม่จบสิ้น หรือร้ายแรงไปกว่านั้นก็ทำร้ายกันจนถึงขั้นเอาชีวิต
เช่นเดียวกับสถานการณ์ในปัจจุบันที่เป็อยู่ มีคนจำพวกหนึ่งซึ่งอ้างตนว่าสามารถัักับสิ่งที่มองไม่เห็นได้ คนจำพวกนี้ช่างโง่เขลาเบาปัญญา แสร้งรู้ในเื่ที่ตนไม่รู้
แต่กับบางคนแม้เขาััได้จริงแต่ก็พยายามปิดหูปิดตา เพื่อไม่อยากรับรู้มันเลยด้วยซ้ำ ทั้งที่เป็เื่ที่หลายคนพยายามค้นหา
และพิสูจน์ความจริงมาโดยตลอด ว่าสิ่งนี้มีจริงบนโลกหรือเพียงอุปทานหมู่
สิ่งที่เป็ความเชื่อมาแต่บรรพบุรุษ ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นจนถึงปัจจุบัน
ความเชื่อเกี่ยวกับโลกหลังความตาย ิญญาและสิ่งลี้ลับ สิ่งที่ไม่อาจััและมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
ความมหัศจรรย์ของสิ่งนี้ก็คือ ถ้าบุคคลใดอ้างตนว่าสามารถรับรู้ว่าโลกหลังความตายเป็อย่างไร สามารถััและมองเห็นสิ่งที่บุคคลธรรมดาไม่อาจเห็นได้ ผู้คนจะสรรเสริญบุคคลนั้นว่าเป็ผู้มีญาณวิเศษหรือผู้มีััที่สามและเป็ผู้ที่น่าเคารพนับถือ เพราะได้รับพลังที่เหนือธรรมชาติมา
คนจำพวกที่แสร้งรู้ จึงพยายามสร้างและอุปโลกน์ตนขึ้นมา
ว่าเป็ผู้มีญาณวิเศษเพื่อที่จะให้คนเคารพ โดยสิ่งที่ตามมาคือชื่อเสียง
และเงินทอง ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งเหล่านี้หอมหวานเกินจะห้ามใจ
นำเอาความเชื่อของคนมาเปลี่ยนเป็ทรัพย์สินเงินตรา นั้นก็เพื่อประโยชน์ส่วนตนไม่ใช่เพื่อผู้อื่น มักเปล่งวาจาที่กลั่นกรองมาอย่างสวยหรู เพื่อให้คนที่ฟังหลงมัวเมาในอิทธิฤทธิ์จอมปลอมที่ตนสร้างขึ้น ทั้งที่ความเป็จริง ก็ไม่มีผู้ใดสามารถพิสูจน์ความจริงได้ในทางวิทยาศาสตร์ เว้นแต่จะใช้ใจและศรัทธาในการเชื่อมั่น
แต่สำหรับผม... สิ่งนี้ไม่เรียกว่าความพิเศษ แต่มันคือความโชคร้ายที่ได้มาโดยบังเอิญเสียมากกว่า เปรียบเสมือนแผลเป็ที่ติดตัวและไม่สามารถลบเลือนให้จางลงได้ ซึ่งผมไม่เคยยอมรับมัน ไม่เคยที่จะอยากได้พลังบ้า ๆ นี่ และไม่เคยคิดอยากขอบคุณสิ่งใดก็ตามที่ทำให้เื่วุ่นวายนี้เกิดขึ้นกับผม ถึงแม้บุคคลอื่นจะมองว่าเป็ความสามารถพิเศษก็ตาม
ใช่! ผมสามารถัักับสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ได้ หรือที่คนทั่วไปเขาเรียกว่าิญญา ผมสามารถมองเห็นพวกเขา ผมสามารถรับรู้ถึงการมีอยู่ของโลกหลังความตายได้ ผมได้ยิน ได้กลิ่น ได้รับรู้ถึงความโหยหาอาลัยของผู้ที่จากไป หรือความโกรธเกรี้ยวของิญญาที่อาฆาต จนบางทีมันก็ทำให้ผมแทบคลั่ง แม้จะแกล้งทำเป็ไม่เห็นก็ตาม แต่หูทั้งสองข้างของผมยังได้ยิน ทุกเสียงกรีดร้องมันก้องอยู่ภายในหัวของผม จนแทบอยากะเิออกมาให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย
ครั้งแรกที่ผมเห็นพวกเขา ยอมรับตามตรงว่าผมไม่สามารถรู้ได้เลยว่าสิ่งนี้ไม่ใช่มนุษย์ ผมไม่สามารถแยกออกได้ว่าสิ่งใดคือคนสิ่งใดคือผี แต่เมื่อผมได้พบเจอในทุกวัน จนกลายเป็กิจวัตรประจำวันไปแล้ว จึงได้รู้ว่าสิ่งที่ผู้คนต่างเรียกว่าิญญานั้นอยู่ปะปนกับมนุษย์มาอย่างช้านาน จนยากที่จะแยกออกจากกันได้ เปรียบเสมือนเชือกพันธนาการรัดแน่นจนไม่สามารถแก้ปมออก
ถ้าหากจะให้เล่าว่าเื่ทั้งหมดเกิดขึ้นมาได้อย่างไร คงต้องย้อนกลับไปตอนผมยังเรียนอยู่ชั้นประถม นั่นคือต้นเหตุของทุกอย่าง
ที่ทำให้ผมสามารถมองเห็นพวกเขา...
ชีวิตของวินในวัยประถม พ.ศ.2555…
ผมชื่อวินเด็กชายธรรมดาคนหนึ่ง ที่ตอนนั้นยังเรียนอยู่ชั้นประถม ผมอาศัยอยู่กับครอบครัวในชนบท ซึ่งประกอบด้วย ผม พี่สาว น้าสาว
และยายที่ชรา พวกเราอาศัยรวมกันในบ้านไม้ใต้ถุนสูงหลังเก่า ไม่ได้หลังใหญ่มากนัก มีชานหน้าบ้านที่ยื่นออกมานอกชายคา เพื่อไว้ใช้ล้างจาน
มีตัวบ้านที่เอาไว้พักอยู่อาศัย ไม่มีห้องส่วนตัวของแต่ละคน แต่นอนรวมกันเสื่อผืนหมอนคนละใบและมีพื้นที่หลังบ้านเพียงเล็กน้อย ที่มีไว้เพื่อใช้ประกอบอาหารกินภายในครอบครัว ส่วนห้องน้ำเป็ลักษณะมุงด้วยสังกะสีเก่าถูกสร้างไว้อยู่นอกตัวบ้าน ใช้เวลาเดินเพียงไม่กี่ก้าวก็ถึง
หน้าบ้านเต็มไปด้วยไม้ผล แผ่กิ่งก้านสาขาร่มรื่นให้ร่มเงาแก่ตัวบ้านดียิ่งนัก ไม่ว่าจะเป็มะยม มะม่วง ฝรั่ง และต้นเชอร์รี่ อีกทั้งยังมีต้นมะขามใหญ่ อายุราว 20 ปี ที่ผมมักจะปีนขึ้นไปเล่นกับพี่สาวอยู่บ่อยครั้ง
ผมและพี่สาวอาศัยอยู่กับยายและน้าสาวมาั้แ่ยังเล็ก
โดยทราบแต่เพียงว่าพ่อและแม่ของพวกเรา ได้แยกทางกันั้แ่เราเกิด ด้วยเหตุผลความจำเป็อะไรบางอย่าง ซึ่งผมไม่อาจทราบได้ และทิ้งเราทั้งคู่ไว้ให้น้าและยายเลี้ยง เราไม่มีโอกาสแม้จะได้เห็นหน้าพ่อและแม่ จนบางทีก็เผลอลืมไปแล้วว่า พวกเราเกิดมาอย่างไร
ผมกับพี่เราทั้งคู่เป็แฝดชายหญิง เราทั้งสองไม่ได้ถูกกันนักหรอก ทะเลาะกันั้แ่ยังเด็ก แต่พอมองย้อนกลับไปใน่เวลานั้น ตอนที่เราทั้งคู่อายุเพียง 10 ขวบ ช่างเป็่เวลาที่แสนมีความสุข อบอุ่นหัวใจเกินจะบรรยาย แต่ก็เป็เพียงเวลาสั้น ๆ ที่ไม่อาจหวนคืนกลับมาได้อีกครั้ง เพราะชีวิตของผมกำลังเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล เพราะเหตุการณ์ครั้งนั้น
เป็รุ่งเช้าของวันเสาร์ เวลาราว 06.30 น.ท้องฟ้ามืดครึ้มดำทะมึนคล้ายพายุเข้า ม่านฟ้าสีขุ่นมัวและฝูงนกที่บินวนอยู่เหนือนภา โดยปกติแล้วท้องฟ้าควรสดใสดังเช่นเช้าของทุกวัน แต่วันนี้กลับแปลกไปเพราะมีลมกระโชกแรงพัดทุกสิ่งโดยไม่ปรานี แม้กระทั่งต้นไม้ใหญ่ยังทนต่อแรงของลมที่โถมเข้าปะทะไม่ได้ เป็ต้องเอนเอียงไปตามแรงลม บางกิ่งที่แห้งก็หักหล่นตามพื้น บางกิ่งก็ลอยปลิวมาตกที่หลังคาบ้าน
ไม่นานฝนใหญ่ก็เทลงมาอย่างกับฟ้ารั่ว เสียงฟ้าคำรามกึกก้องราวกับเสียงลั่นกลองศึก หยาดฝนกระทบหลังคาสังกะสีของบ้านไม้ชั้นเดี่ยว ฝนไหลจากหลังคาลงมายังรางน้ำฝน ส่งไปยังโอ่งัสีน้ำตาลเข้ม บริเวณฐานโอ่งเต็มไปด้วยตะไคร่น้ำสีเขียวใบมะขามอ่อน เนื่องจากการใช้งานมาเป็เวลานาน
ระหว่างที่เสียงฝนกลบเสียงทุกสิ่งรอบตัว มีเสียงจากเด็กน้อยสองคนพูดแทรกเสียงฝนขึ้นมา ซึ่งนั่นก็คือเสียงของผมและพี่
“วิไปปิดหน้าต่างเข้ามาหน่อยสิ ฝนจะกระเด็นเข้าบ้าน เดี๋ยวยายก็ด่าเอาหรอก”
“แกอยู่ใกล้กว่าฉันก็ไปปิดเองสิ นี่ฉันเป็พี่แกนะ”
“ออกมาก่อนไม่กี่นาที ฉันไม่นับหรอก”
“วิน!”
เสียงเกี่ยงกันไปปิดหน้าต่างของเด็กน้อยหญิงชายในวัย 10 ขวบ วิและวิน “วิ” เป็พี่สาวจอมเ้าระเบียบและขี้บ่นมาก แต่ก็เป็พี่ที่รักน้องมากเปรียบเสมือนเป็แม่คนที่สองของผม ส่วนผม “วิน” เป็น้องชายจอมแสบ ที่ดื้อชนิดลิงเรียกพี่ ใครบอกอะไรไม่เคยฟัง เหมือนพูดกรอกหูซ้ายทะลุหูขวา แต่ถ้าใครมายุ่งกับพี่สาวหรือรังแก น้องชายคนนี้ก็พร้อมออกหน้าให้เสมอ
“เอาล่ะ ๆ เดี๋ยวยายปิดเอง ถ้ารอพวกเอ็งสองคนเกี่ยงกันน้ำคงท่วมบ้าน พวกเราทั้งสี่คนคงได้ลอยคอคุยกันแน่”
เสียงแหบแห้งของหญิงชราใบหน้าเปื้อนยิ้ม ผิวหน้าเหี่ยวย่นเต็มไปด้วยริ้วรอย อายุราว 66 ปี ใส่เสื้อคอกระเช้าลายดอกทานตะวันสีโอลด์โรส ลุกขึ้นยืนช้า ๆ ด้วยไม้เท้า และค่อย ๆ เดินมาเพื่อไปปิดหน้าต่างบานไม้เก่า
“ทั้งสองคนทำไมไม่ช่วยยายปิด ให้ยายเป็คนทำได้อย่างไร ยายแก่แล้วนะลูก เป็พี่น้องต้องรักกันสิ เวลาน้าสอนไม่ฟังกันเลย”
เสียงนุ่มหวานของ “นุ่น” น้าสาววัย 35 ปี ซึ่งเป็น้องแท้ ๆ ของแม่พวกเรา ที่ดุสั่งสอนหลานทั้งคู่ด้วยความรัก ในมือของเธอถือกับข้าวที่พึ่งทำเสร็จออกมาจากหลังครัว กลิ่นหอมอบอวลลอยเตะจมูกของหลานทั้งสอง นั่นเป็เมนูโปรดของผมและพี่สาว คือไข่เจียวชะอม น้ำพริกกะปิและปลาทูทอดตัวสีเหลืองทอง
ทุกคนนั่งล้อมวงกินอาหารเช้าอย่างเอร็ดอร่อย ท่ามกลางเสียงฝนที่ตกลงมา ช่างเป็่เวลาที่แสนมีความสุข แม้จะไม่ได้มีฐานะร่ำรวยมากนัก แต่เปี่ยมไปด้วยความอบอุ่น ่เวลานั้นผมยังเด็กจึงไม่ได้ใส่ใจอะไรกับชีวิต
ตื่นเช้าขึ้นมามีคนทำอาหารเช้าไว้รอ ผมมีหน้าที่เพียงแต่งตัวและไปโรงเรียน ส่วนหน้าที่ทำงานบ้านเป็ของน้าและพี่ของผม ผมนี่มันคุณชายโดยแท้
ใครจะรู้ว่าความสุข ความอบอุ่นใจเป็ที่สุดเช่นนี้ กำลังจะหายไปในไม่ช้าและไม่อาจหวนคืนกลับมาตลอดกาล ความสุขกำลังจะทอดทิ้งผมแต่ความเศร้าจะเข้ามาเหนี่ยวรั้งและตราตรึงอยู่ในชีวิตผมไปอีกนาน…