เธอยื่นมือเข้าไปช่วยคนแปลกหน้าคนนั้นโดยไม่ได้แนะนำตัวเองให้เขารู้จักเลยว่า..เธอเป็ใคร
แม้เขาอาจจะพอเดาได้จากคำพูดเพียงไม่กี่คำที่เธอพูดกับเขาว่าอย่างน้อยเธอก็เป็ผู้หญิงที่มีการศึกษาแต่เธอก็ไม่อาจตำหนิเขาได้เลยที่เข้าใจผิดคิดว่าเธอเป็เพียงสาวรีดนม..
ขณะเดียวกัน เธอถือว่ามันเป็การดูิ่ชัดๆที่สาวรีดนม จะถูกผู้ชายแปลกหน้าจูบโดยปราศจากเหตุผลอันสมควรนอกเสียจากว่าเธอได้ให้ความช่วยเหลือเขาเพียงเล็กน้อยนั่น..
และเพราะว่าเธอไม่เพียงแต่โมโหแต่ยังต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่าเธอถูกิ่ศักดิ์ศรี สัญชาตญาณบอกเธออยู่ว่าควรจะโยนเหรียญกินีที่ผู้ชายคนนั้นให้ไว้ทิ้งไปและหวังแต่เพียงว่าจะไม่มีใครล่วงรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
แต่แล้วเธอก็บอกกับตัวเองอยู่ว่า..การทำเช่นนั้นย่อมทำให้ค่าของเงินสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์เพราะเหรียญทองกินีนี้สามารถนำไปซื้อหาอะไรได้ตั้งมากมายเพื่อให้พ่อนำไปมอบให้แก่ชาวบ้านยากจนหรือพวกที่เจ็บไข้ได้ป่วย
นับั้แ่า ทุกคนต่างต้องสู้กับความลำบากยากแค้นแม้แต่พวกหนุ่มๆ สาวๆ ก็ยังแทบจะหางานทำกันไม่ได้
สำหรับผู้ที่ไม่โชคดีพอที่จะได้เข้าไปทำงานที่ “เดอะฮอลล์” หรือในที่ดินของท่านเอิร์ลก็ต้องเลี้ยงชีพด้วยการปลูกผักหญ้าและเลี้ยงไก่เพียงไม่กี่ตัวไปตามเื่
เฮอเมียมองดูเหรียญทองในมือนี้อีกครั้ง พร้อมกับคิดไปเลยว่าถ้าเธอจะเอาเงินเหรียญนี้หย่อนลงในกล่องรับบริจาคเพื่อนคนยากจนซึ่งตั้งอยู่ในโบสถ์ซึ่งปรกติแล้วภายในกล่องดังกล่าวแทบจะไม่มีเศษเงินให้เห็นพ่อของเธอจะต้องดีใจอย่างมากเลยทีเดียว..
พ่อจะต้องอวยชัยให้พรผู้ที่ใจบุญบริจาคเงินจำนวนนี้อย่างมากมายทีเดียวซึ่งความรู้สึกซาบซึ้งที่พ่อมีต่อบุคคลผู้นั้นย่อมตรงข้ามกับความรู้สึกของเธอในยามนี้อย่างไม่ต้องสงสัยเลย
ทันทีที่จิตใจรับรู้แน่ชัดว่าบัดนี้เธอถูกจูบโดยผู้ชายคนหนึ่งที่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาก่อนและอาจไม่มีโอกาสได้พบเห็นกันอีกเลยมันทำให้เฮอเมียบังเกิดความโกรธแค้นขึ้นมาอีก
“เขากล้าดียังไง..กล้าดียังไงถึงมาทำกับฉันยังงี้..!แน่นอนเลยว่าจะต้องไม่มีผู้หญิงคนไหนเดินคนเดียวตามถนนในเมืองนี้ได้อย่างปลอดภัยอีกต่อไปตราบใดที่ยังมีคนอย่างนี้อยู่..”
มือที่กำแน่นด้วยฤทธิ์แรงแห่งโทสะกดเหรียญกินีในอุ้งมือจนรู้สึกเจ็บมันทำให้เธอต้องถามตัวเองอีกว่า ทำไมเธอถึงได้โง่ขนาดยอมรับเหรียญนี้มาจากเขาทำไมไม่คืนเขาไปเสียในทันใดเล่า..?
ในทำนองเดียวกันเธอก็ควรจะต้องรู้ว่าเขามีจุดประสงค์อย่างไรเมื่อปลายนิ้วเชยคางทำให้เธอต้องเงยหน้าขึ้น..
ซึ่งมันแสดงให้เห็นว่า ความคิดที่ว่าผู้ชายคนที่ไม่รู้จักหน้าค่าตาคนนั้นทั้งเขาเองก็เพิ่งเห็นหน้าเธอเป็ครั้งแรกด้วยเช่นกัน จะจูบเธอไม่ได้ผ่านเข้ามาในสมองเลย..!
ซึ่งเฮอเมียก็บอกกับตัวเองอยู่ว่า นี่เองคือสิ่งที่ปีเตอร์เคยพูดให้ฟังอยู่เสมอ ว่าหนุ่มๆ สาวในกรุงลอนดอนเวลาที่พบกันมักจะปฏิบัติต่อกันเช่นนี้
อันที่จริงเธอควรจะระวังตัวให้มากกว่านี้ั้แ่ตอนที่ได้ยินเสียงผู้ชายคนนั้นพ่นคำสบถออกมาแล้วควรจะเดาออกสิว่าเขาเป็คนประเภทไหน
“ฉันเกลียดเขาเหลือเกิน..!” เธอเอ่ยออกมาดังๆ
แล้วจึงได้พบว่าตัวเองกำลังคิดอยู่ว่าจูบแรกที่เธอได้รับนั้น มันไม่เหมือนกับที่เคยคาดหวังไว้เลย..!
เธอมักจะเพ้อฝันมองเห็นภาพการจุมพิตระหว่างหนุ่มสาวนั้นควรจะเป็อะไรที่บ่งบอกถึงความสุภาพนุ่มนวล
เป็จุมพิตที่ผู้มอบนำมาให้ด้วยความรักและผู้รับก็รับด้วยความรักเช่นเดียวกันมันควรจะเป็อะไรบางอย่างที่เตือนใจให้คิดถึงดอกไม้ เสียงดนตรีอันไพเราะและดาวประจำเมืองที่เรืองแสงจรัสขึ้นในฟากฟ้า
แต่ริมฝีปากของผู้ชายคนนั้นเต็มไปด้วยความแข็งกระด้างและวางอำนาจอย่างมากและเฮอเมียอดคิดไม่ได้ว่าทำให้เธอต้องตกอยู่ในฐานะจำเลยที่ไม่มีทางจะหลบหนีไปไหนได้อีกต่างหาก
“ถ้าใครจะเรียกวิธีการแบบนั้นว่าจูบละก็ฉันจะไม่ขอพบมันเห็นมันอีกเลย..!” เธอร้องร่ำด้วยความโมโห
แต่ลึกลงไปในใจเธอรู้อยู่ว่ามันไม่จริง..
เพราะใจจริงแล้วเธอปรารถนาที่จะได้รักและได้รับความรักตอบแทนจากใครสักคนอยู่..
มันเป็ส่วนหนึ่งของเื่ราวที่เธอสร้างจินตนาการขึ้นเพื่อความเพลิดเพลินของตนเองมันเกิดขึ้นในท่ามกลางการผจญภัยที่พาเธอลอยเลื่อนขึ้นไปถึงยอดเขาหิมาลัยหรือไม่ก็ลอยล่องไปตามลำน้ำในใจกลางทวีปแอฟริกาที่ชุกชุมด้วยจระเข้..!
และหลังจากนั้นเธอในฐานะวีรสตรีก็จะได้พบบุรุษหนึ่งผู้เป็ชายในฝันและแต่งงานกันในที่สุด..
จนกระทั่งบัดนี้วีรบุรุษในใจของเธอก็ยังไม่ปรากฏโฉมหน้า แต่ขณะนี้เธอแน่ใจแล้วว่าผู้ชายคนที่เพิ่งจูบเธอไปหยกๆ จะต้องเป็ผู้ร้ายในเื่นี้แน่นอน แต่เมื่อคิดไปถึงเปลือกตาที่หลุบลงมุมปากที่บิดขึ้นเธอก็ชักไม่อยากให้เขาเป็แค่คนร้ายเสียแล้วแต่เขาน่าจะเป็ปิศาจร้ายมากกว่า
“บางทีเขาอาจเป็ยังงั้นจริงๆ ก็ได้”เธอครุ่นคิดขณะโน้มตัวลงหยิบตะกร้าไข่ขึ้นมาคล้องแขนก่อนจะออกเดินช้าๆ มุ่งเดินหน้ากลับบ้าน..
มันช่างเป็ความคิดที่น่าหลงใหลเสียนี่กระไรมันทำให้เธอเกิดความอยากรู้ขึ้นมาว่าแม่จะว่าอย่างไรถ้าเธอกลับไปบ้านละเล่าให้แม่ฟังว่าเธอได้พบกับปิศาจบนถนนแชนเตอร์’ สเลนและปิศาจตนนั้นยังได้จูบเธอด้วย
ยิ่งไปกว่านั้นถ้าปิศาจตนดังกล่าวได้กระทำอย่างนั้นมันย่อมหมายถึงว่าบัดนี้เธอได้กลายเป็แม่มดไปแล้ว..!
บ่อยครั้งที่เธอจะได้ยินเื่ราวที่พวกชาวบ้านกระซิบกระซาบเล่าสู่กันฟังว่าในป่าทึบซึ่งปกคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ในที่ดินของท่านลุงบรรดาบริวารของซาตานได้เข้ามายึดพื้นที่ส่วนนั้นไว้และหญิงสาวผู้โฉดเขลาจะถูกพวกมันลวงล่อเข้าไป
ไม่มีผู้ใดรู้แน่ชัดว่าได้มีอะไรเกิดขึ้นกับเบทสีน้อยผู้น่าสงสารเธอสติไม่ใคร่ดีก่อนหน้าจะกลายเป็คนวิกลจริตซึ่งพวกชาวบ้านต่างเห็นพ้องต้องกันว่าซาตานนั่นเองที่เป็คนทำให้เธอกลายเป็คนบ้าไป
ซึ่งมารดาของเธอไม่เห็นด้วยกับความเชื่อแบบนั้นด้วยการกล่าวว่าเป็เื่เหลวไหลไร้สาระที่สุด เบทสีเกิดมาพร้อมด้วยความไม่สมประกอบทางสมองดังนั้น แม้แต่หมอก็ยังไม่อาจให้ความช่วยเหลือเธอได้
แต่พวกชาวบ้านพอใจที่จะเชื่อว่าเบทสีได้กลายเป็บริวารของซาตานมากกว่าเวลาที่เบทสีเดินผ่านชาวบ้านจะตัวสั่นงันงกด้วยความหวานหวั่น
ถ้าเบทสีบ่นอะไรพึมพำอยู่กับตัวเองเช่นที่มักจะทำอยู่เสมอชาวบ้านก็พากันเชื่อสนิทใจว่า เธอกำลังสาปแช่งใครก็ตามที่เธอไม่ชอบ
นอกจากนั้นยังมีเื่เล่าเกี่ยวกับเด็กสาวอีกคนหนึ่งที่หายตัวเข้าไปในราวป่าคืนแล้วคืนเล่าจนในที่สุดก็หายตัวไปอย่างลึกลับไม่มีใครได้พบเห็นเธออีกเลย
พ่อของเฮอเมียได้ให้คำอธิบายเกี่ยวกับเื่นี้ว่าเด็กสาวคนนั้นเป็นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากอนดอนเมื่อมาถึงหมู่บ้านแห่งนี้ได้เที่ยวชมธรรมชาติในเมืองชนบทจนจุใจแล้วก็เดินทางกลับไปเื่ก็มีอยู่เพียงเท่านี้
แต่พวกชาวบ้านก็ยังเชื่ออยู่นั่นเองว่าชะตากรรมของเด็กสาวคนนั้นน่าจะเป็แบบเดียวกันกับเบทสีคือเข้าไปเป็บริวารของซาตาน จนในที่สุดก็ไม่อาจกลับมาเป็คนได้อีก
เฮอเมียเฝ้าครุ่นคิดไปตลอดทางแม้จนใกล้จะถึงหมู่บ้านแล้วว่าที่จริง มันไม่น่าเป็ไปได้ ที่ปิศาจร้ายจะปรากฏกายขึ้นบนแผ่นหลังม้าที่มีสายพันธุ์ชั้นเยี่ยมและรูปร่างสง่างามขนาดนั้นหรือแต่งกายหรูหราราวเ้าชาย เพราะปีเตอร์เคยเล่าให้เธอฟังว่าจะมีช่างตัดเสื้อฝีมือยอดเยี่ยมในกรุงลอนดอนเท่านั้นที่จะสามารถตัดเสื้อผ้าบุรุษอย่างได้รูปทรงเหมาะเจาะราวกับร่างกายของบุคคลผู้นั้นถูกหลอมละลายและเทลงในเสื้อผ้าชุดดังกล่าวก็ไม่ปาน..