รักนี้เป็นของเธอ (จบ)

    บทที่ 6

    “ฉันต้องขอโทษด้วยค่ะ” เธอพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ฉันขับรถมาตั้งแต่แมนเชสเตอร์แล้วก็เลี้ยวผิดมาตลอดทางสงสัยว่าจะเพิ่มระยะทางให้กับตัวเองสัก 20 ไมล์ได้ละมังตอนที่ฉันเห็นประตูบ้านคุณนั่นน่ะ ฉันกำลังสิ้นหวังที่จะหาโรงแรมให้พบอยู่แล้ว”“เอาละ...” เขาพยักหน้าอย่างเข้าใจในคำอธิบาย “ผมจะรินกาแฟรอไว้ให้ตอนที่คุณโทรศัพท์ไปถึงแอนน์ แต่สงสัยว่าคุณคงไม่มีทางไปหาเขาคืนนี้ได้หรอก”“อะไรนะคะ” เมอร์ลินร้องอย่างตกใจ “แต่เมื่อกี้นี้คุณบอกว่าโรงแรมนั่นอยู่ห่างจากที่นี่เพียงแค่สองไมล์เท่านั้นนี่” เธอสั่นศีรษะอย่างไม่เข้าใจ “ฉันคิดว่าเมื่อกินกาแฟเสร็จแล้วฉันไปที่นั่นเลยก็ได้”“น่าเสียดายที่คุณคงจะทำอย่างนั้นไม่ได้หรอก” เขารินกาแฟใส่ลงในถ้วย“ทำไมล่ะคะ” เมอร์ลินไม่เข้าใจจริงๆ ในเมื่อเธอขับรถมาถึงที่นี่ได้ กับแค่ระยะทางสองไมล์ทำไมจะขับต่อไปไม่ได้เล่า“คุณจำลำธารเล็กๆ ที่คุณข้ามมาก่อนจะถึงที่นี่สักครั้งไมล์นั่นได้ไหมล่ะ” เขาหันมาถามตอนที่ขับรถผ่านลำธารแห่งนั้น เมอร์ลินแทบจะมองไม่เห็นอะไรเลยเพราะสายฝนกระหน่ำลงมาอย่างหนัก น่าจะคิดว่าตัวเองโชคดีด้วยซ้ำที่ยังขับรถอยู่บนถนนได้ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการข้ามลำธารแห่งนั้นมา เพราะถนนทั้งสายแทบจะไม่ผิดไปจากแม่น้ำเลย แต่ถ้าเขาพูดว่ามันมีลำธารอยู่ตรงนั้นเธอก็ต้องเชื่อ เพราะคงจะไม่มีใครสงสัยในคำพูดของผู้ชายคนนี้แน่“นั่นแหละ เวลานี้มันท่วมหมดแล้ว” แรนด์ยืดร่างขึ้น ดวงตาชาเย็นเมื่อเห็นสีหน้าที่บอกความไม่สบายใจของเธอ“คุณหมายความว่า ฉันไม่มีทางจะผ่านไปได้เลยหรือคะ” เธอครางออกมา อยากจะให้ตัวเองกลัวน้อยลงกว่านี้“นอกเสียจากว่ารถของคุณจะขับในน้ำเหมือนเรือได้คุณก็คงจะไปได้” เขาผงกศีรษะเหมือนกำลังทำความเข้าใจกับตัวเอง“แล้วในบริเวณใกล้ๆ กันนี่มีโรงแรมบ้างไหมล่ะคะ” เมอร์ลินเริ่มจะตกใจเมื่อนึกถึงว่าเธอจะต้องอยู่ที่นี่ และเผชิญหน้ากับผู้ชายคนนี้อยู่เพียงลำพัง เมื่อใดก็ตามที่เธอบอกให้เขารู้ว่าเธอเป็นใคร เมื่อนั้นเธอก็คงจะโชคดีอย่างที่สุดในชีวิตถ้าเขาไม่โยนเธอออกไปจากบ้าน“ลำธารสายนั้นอยู่บนทางเข้าส่วนตัวที่จะเข้ามาบ้านนี้” แรนด์ตอบเรียบๆ “มันไม่มีทางออกทางอื่นหรอกเพราะฉะนั้นก็เท่ากับคุณต้องติดอยู่ที่นี่จนกว่าน้ำจะลด”เธอจับสังเกตความไม่พอใจที่แฝงอยู่ในน้ำเสียง เมื่อเขาพูดเป็นทำนองว่าเธอจะต้องพักอยู่ที่นี่กับเขาก่อนได้อย่างชัดเจน“แล้วมันจะต้องใช้เวลานานสักเท่าไหร่ล่ะคะ”“ถ้าฝนมันหยุดตกในตอนนี้ ก็คงสักพรุ่งนี้ละมังที่น้ำจะลดลง” เขาตอบอย่างใช้ความคิดเมอร์ลินหันมามองออกไปนอกหน้าต่าง สายฝนยังคงกระหน่ำหนักไม่ขาดสาย ดูคล้ายกับว่ามันไม่มีทางจะหยุดตกลงมาได้เลย“ไม่ต้องห่วงหรอกน่า ถึงยังไงมันก็ต้องหยุดตกอยู่ดีแหละ” แรนด์ให้คำรับรองด้วยสีหน้าขัน ๆ แต่แววตาของเขาเหมือนจะท้าทายต่ออะไรบางอย่างอยู่เมอร์ลินครางเบา ๆ อยู่ในใจด้วยความสิ้นหวัง ก่อนหน้าที่เธอจะรู้ว่าเขาเป็นใครเธอก็กลัวเขาพอแรงอยู่แล้ว และยิ่งเมื่อมารู้ว่าเป็นสามีของซูซี่ ฟอร์เรสเตอร์ ผู้ยังเศร้าเสียใจไม่หายกับการตายจากไปของภรรยา มันก็ยิ่งทำให้เธออึดอัดใจมากยิ่งขึ้น“คุณนอนในห้องที่ผมให้คุณใช้เมื่อกี้นี้ก็ได้ ส่วนห้องที่อยู่ตรงกันข้ามน่ะมันเป็นห้องผม” เขาเสริมในตอนท้ายอย่างนุ่มนวล ราวกับเดาได้ว่าคำตอบที่เธอให้กับเขานั้นมันเป็นเหตุผลที่เนื่องมาจากความรู้สึกผิดหวัง“ขอบคุณในความกรุณาค่ะ...”“มันไม่ได้มีความกรุณาเข้ามาเกี่ยวข้อง ในเรื่องนี้หรอก” เขาตัดบททันที “คุณก็เห็นอยู่ว่าผมเองก็ไม่มีทางเลือกเหมือนกัน”แล้วเธอล่ะมีทางเลือกเช่นนั้นหรือ แต่ขณะเดียวกันเมอร์ลินก็ไม่อาจตำหนิความไม่พอใจที่เกิดขึ้นกับเขา เพราะการที่เธอบุกรุกเข้ามาอย่างนี้ได้ เขาไม่ใช่ผู้ชายประเภทที่จะต้องแสดงมรรยาทสุภาพกับผู้หญิงที่โง่พอจะทำให้ตัวเองหลงทางเข้ามาในบ้านของเขาอย่างนี้“ฉันขอโทรศัพท์ไปหาแอนน์ก่อนนะคะ” เธอรีบบอกออกไป“เชิญ” เขาพยักหน้าสั้น ๆ เดินกลับไปกลับมาอยู่ในห้องเมอร์ลินจับตามองเขาอยู่ขณะหมุนหมายเลขของโรงแรม ท่าทางเดินของเขาในยามนี้เหมือนสิงโตที่ถูกจับขังไว้ในกรง คล้ายกับไม่พอใจที่ตนเองต้องมาอยู่ในขอบเขตอันจำกัดทั้งที่บ้านก็ออกใหญ่โตเช่นนี้ สายฝนที่ยังกระหน่ำหนักไม่ขาดสาย ก็สร้างความอึดอัดใจให้กับเธอไม่น้อยเช่นกัน แต่เมอร์ลินคิดว่าความไม่พอใจของแรนด์น่าจะมีเหตุผลมากกว่าเรื่องนี้ เขากับซูซี่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันภายในบ้านหลังนี้มาโดยตลอด เพราะฉะนั้นเขาย่อมจะคุ้นชินกับสภาพอากาศแบบนี้ภายหลังที่อยู่ด้วยกันมาหลายปีแน่“นี่เมอร์ลินพูดค่ะ” เธอกรอกเสียงลงไปในสายเมื่อต่อโทรศัพท์ติด ขณะเดียวกันก็เงยหน้าขึ้นมองแรนด์เหมือนเสียงคำรามพอได้ยินเชื่อเธอเข้า“โอ...ขอบคุณพระเจ้า” น้ำเสียงที่บอกความโล่งใจของแอนน์นั้น ทำให้เมอร์ลินหันมาให้ความสนใจกับโทรศัพท์ในมืออีกครั้ง “ฉันกำลังเป็นห่วงคุณแทบแย่อยู่แล้ว เรารอคุณมาหลายชั่วโมงแล้วนะ”“ค่ะ...เอ้อ...ฉันบังเอิญหลงทางน่ะค่ะ” เธอเมินสายตาเสียจากเขาที่กำลังมองมาอย่างหยันเยาะ “ขณะนี้...เอ้อ...เพื่อนบ้านของคุณคนหนึ่ง ใจดีพอที่จะยอมอนุญาตให้ฉันพักค้างคืนอยู่ในบ้านเขาก่อนได้ค่ะ” เมอร์ลินพูดอย่างอึดอัดเต็มที“เพื่อนบ้านหรือคะ...เอ...แต่ว่าเราไม่มี...หรือว่าจะเป็นแบรนดอน...นี่คุณอยู่ที่บ้านแบรนดอนใช่ไหมคะ”“เขาบอกว่าเขาชื่อแรนด์ค่ะ” เธอตอบด้วยน้ำเสียงเป็นงานเป็นการซึ่งห่างไกลจากความรู้สึกในขณะนี้มาก รู้สึกดีใจอยู่บ้างที่แอนน์พอจะเดาได้ว่าเพื่อนบ้านที่เธอหมายถึงนั้นคือใคร เพราะอย่างน้อยมันก็ทำให้เธอไม่ต้องเล่ารายละเอียดเรื่องความโง่ของตัวเองต่อหน้าผู้ชายคนนี้ ให้แอนน์ฟัง“โอ...คุณพระช่วย” แอนน์ทำเสียงครางออกมา“ค่ะ” เธอออกจะเห็นด้วยกับคำอุทานนั้นอย่างเต็มใจที่สุด“ทำไมมันถึงได้กลายเป็นเรื่องยุ่งอย่างนี้ไปได้ก็ไม่รู้” แอนน์บ่นมาตามสายคำพูดประโยคนั้นออกจะมีความหมายซ่อนเร้นเป็นนับมากกว่าที่เมอร์ลินได้ทำมาแล้วเมื่อครู่ แอนน์คงจะมองเห็นความวิบัติที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน จากเท่าที่แอนน์เคยเล่าให้เธอฟัง และจากการที่เธอเคยศึกษาหาความรู้ในเรื่องของแบรนดอน คามิเกล เขาย่อมจะไม่เชื่ออย่างเด็ดขาดว่า เธอไม่ได้วางแผนที่จะเข้ามาถึงตัวเขาในขณะฝนตกอย่างนี้“ตอนนี้ลำธารนั่นคงจะน้ำท่วมหมดเลยสิ ใช่ไหม” แอนน์ถามมาตามสายอย่างหนักใจเมอร์ลินมองตามร่างของแรนด์ที่เดินไปรินบรั่นดีใส่แก้วให้ตัวเองอยู่“ฉันคิดว่าคงเป็นอย่างนั้นค่ะ” เธอตอบกลับไป“ว่าแต่แบรนดอนเขารู้เรื่องคุณหรือเปล่า” ความกังวลแฝงอยู่ในน้ำเสียงของแอนน์อย่างเห็นได้ชัด“ตอนนี้ยังค่ะ” เธอถอนหายใจออกมา อยากจะให้ตัวเองไปให้พ้นเสียจากที่นี่ก่อนที่เขาจะทันรู้ว่า เธอเป็นใครมากกว่า“แล้วคุณอยากจะให้ฉันบอกเขาไหมล่ะ” แอนน์ถามอย่างไม่แน่ใจเลย“ตายแล้ว อย่านะคะ” เธอร้องทักท้วง อย่างน้อยเธอก็ยังจะต้องอยู่ที่นี่อีกถึงหนึ่งคืน อยู่ภายในบ้านหลังนี้กับผู้ชายคนนี้เพียงลำพัง“นั่นสินะ มันก็ยังไม่ควรจะบอกหรอก” แอนน์พูดอย่างไม่สบายใจ “ว่าแต่คุณจะมาหาเราที่โรงแรมนี่ก่อนจะเดินทางกลับไปลอนดอนหรือเปล่าล่ะ”มันไม่มีประโยชน์ที่จะเสแสร้งแกล้งทำเป็นว่า การเดินทางมาของเธอในครั้งนี้ได้สิ้นสุดลงแล้ว ภายหลังจากที่เธอได้เห็นตัวจริงของแบรนดอน คามิเกล เมอร์ลินรู้สึกดีใจที่อีกฝ่ายหนึ่งมีความเข้าใจในตัวเธออย่างดี“ค่ะ ฉันต้องไปแน่”“แล้วตอนนี้ แบรนดอนเขาอยากจะพูดกับฉันหรือเปล่าคะ” แอนน์ถามมาอย่างไม่แน่ใจเท่าไรนักเมอร์ลินหันมองไปทางผู้ชายคนนั้น เห็นเขากำลังกรอกเหล้าเข้าปากอยู่“แรนด์คะ” เธอมองหน้าเขาอย่างจะถามและแรนด์ก็สั่นศีรษะ “ตอนนี้เขาไม่ว่างค่ะ” น้ำเสียงของเธอบอกความไม่พอใจที่เขาแสดงความหยาบคายต่อน้องสาวของภรรยา“ฉันก็รู้แล้วละ” แอนน์ตอบอย่างรู้เท่าทัน “เมอร์ลินฉันว่าคุณทำใจให้สบายก่อนก็แล้วกันนะ มันเป็นเรื่องที่...” เสียงจากปลายสายเงียบหายไปในนาทีนั้น“แอนน์คะ... แอนน์... ” เมอร์ลินเขย่าหูโทรศัพท์ราวกับเป็นความผิดของมันที่ทำให้การติดต่อระหว่างเธอกับหญิงสาวผู้นั้นต้องมาขาดหายไปในทันทีทันใด“สายขาดแล้วละ” แรนด์บอกด้วยน้ำเสียงเฉยเมยซึ่งเท่ากับเป็นการยืนยันในความสงสัยของเธออยู่ “ผมยังแปลกใจที่มันไม่ขาดก่อนหน้านี้เพราะอากาศมันเลวจริงๆ ” เขาบอกเสียงสงบซึ่งนั่นก็หมายความว่า เธอจะต้องตกอยู่ที่นี่เพียงลำพังเสียแล้ว ตัดขาดกับโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง กับผู้ชายคนหนึ่งที่มีเหตุผลทุกประการที่จะชิงชังในตัวเธอได้ถ้าเขารู้ว่าเธอเป็นใคร แม้ว่าชื่อเธอจะยังไม่ได้รับการสนองตอบมากไปกว่าท่าทีเยาะหยันที่เขาแสดงออกมาให้เห็นก็ตาม คริสโตเฟอร์บอกกับเธอว่า แบรนดอนได้ปฏิเสธผู้หญิงทุกคนที่เขาเสนอมาให้แบรนดอนเลือกเพื่อแสดงบทนั้น บางทีเมื่อมาถึงเธอ ชีวิตการแสดงของเธออาจจะสิ้นสุดยุติลงเพียงแค่นี้เลยก็ได้