ตอนที่ 14
ซุน นั่งกอดซากแขนขวาของ เหยาิ เอาไว้เบื้องหน้าสถานศึกษาที่มอดไหม้ไปเรื่อย ๆ โดยที่ กังเฉิง พยายามเรียกสติแม้จะเขย่าร่างของ ซุน จนโยกคลอน แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีความหมาย เด็กหนุ่ม แข็งค้างอยู่เช่นนั้นพร้อมกับหยดน้ำตาที่อาบนอง...
ภาพควาทรงจำของ เหล่าซือ ตลอดสองปีที่ดูแล ซุน มาโดยตลอด มันผุดขึ้นมาเด่นชัดมาก...แม้ว่า ซุน จะเคยััประสบการณ์แห่งความพลัดพรากมาแล้วแต่ในครั้งแรกกับอาจารย์จากโลกเดิมนั้น ซุน คือเป็ผู้ที่ก้าวเดินผิดพลาดด้วยตนเองและอาจารย์ผันก็ไม่ได้ตกตายไปเพียงแค่ไม่มีโอกาสได้ร่ำลากัน ครั้งนั้นถือเป็ความรู้สึกติดค้างที่อยู่ภายในใจเสียมากกว่า...
ทว่าครั้งนี้ ร่องรอยทุกอย่างมันชัดเจนยิ่งว่ามิใช่อุบัติเหตุ...เป็การถูกเล่นงานโดยศัตรูที่แข็งแกร่งยิ่งกว่า เหยาิ และมีจำนวนที่มากกว่าอีกด้วยฉะนั้นแล้วสิ่งที่อยู่ภายในใจของ ซุน จึงมิใช่เื่ที่ติดค้างเฉกเช่นคราวก่อน...
มันคือความเคียดแค้น ชิงชัง ที่ก่อตัว!!
เด็กหนุ่ม กัดขบฟันแแ่เสียจนโลหิตอาบไหลผ่านร่องฟัน... ดวงตาแข็งกร้าวแดงก่ำจากเส้นโลหิตที่แตกเป็ฝอย...ทุก ๆ การเต้นของหัวใจ มันคือโทสะที่ทบทวี สติและสมาธิที่เคยเป็ข้อดีที่สุดของซุน บัดนี้มันได้ขาดผึ่งเป็ที่เรียบร้อย...
“ใครสังหาร เหล่าซือ... ใครสังหารอาจารย์ข้า!!
พวกมันต้องตาย... ข้าจะต้องล้างแค้น!!”
นี่เป็ครั้งแรกั้แ่รู้จักกันมา ที่ กังเฉิงััได้ถึงจิตสังหารอันรุนแรง ที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างสหายรักของตน...แม้แต่ตัวของ กังเฉิง ยังไม่กล้าแตะัั กับร่างของ ซุน มันร้อนยิ่งกว่าเปลวเพลิงเบื้องหน้าที่กำลังลุกโชน...
หากแต่มีผู้หนึ่ง ที่ยังคงแสดงสีหน้าเ็าเฉยเมย... กวาดมองไปรอบๆ และวิเคราะห์เหตุการณ์เป็ภาพนิมิตที่สร้างขึ้นภายในใจได้อย่างแยบยล...ซึ่งคนผู้นั้นก็คือ เฒ่าชีเปลือย...
ร่างจิติญญาของชีเปลือยลอยล่องไปรอบ ๆ ทำได้แม้แต่การเข้าไปมองดูสภาพศพที่ไหม้เกรียมด้านในเนื่องด้วยเปลวเพลิงที่ลุกท่วมเวลานี้ หาได้ก่อผลกระทบใด ๆต่อร่างจิติญญาอันทรงพลัง...
มีหลายจุดที่ เฒ่าชีเปลือย รู้สึกขัดสายตาโดยเฉพาะศพที่มอดไหม้ภายใน...
เฒ่าชีเปลือย จึงยื่นมือไปยังร่างมอดดำ ก่อนจะกระชากเอาดวงิญญาออกมาอย่างอุกอาจ!!แน่นอนว่าภาพที่เกิดขึ้นนั้น มีเพียง ซุน ที่มีััิญญาอันแรงกล้าเท่านั้นที่พบเห็นซึ่งเมื่อเห็นดวงิญญาที่ เฒ่าชีเปลือย ดึงออกมา ซุน ก็พลันโล่งไปใจทันที
เพราะนั่นมิใช่ดวงิญญาของ เหล่าซือ...
เฒ่าชีเปลือย ลากเอาจิติญญาดวงนั้นออกมา...แต่น่าเสียดายที่จิติญญาดวงนี้อ่อนแอเกินไปมิต่างอะไรกับจิติญญาสัมภเวสีเร่ร่อน หลังจากตายไปแล้วพวกมันไม่มีพลังิญญามากต่อที่จะตอบสนองต่อเสียงเรียก หรือถ้อยวาจาไม่นานก็แตกสลายกลายเป็อณูิญญาเมื่อถูกพลังของ เฒ่าชีเปลือย ขู่เข็ญ...
“ชิ!! ยังไม่ทันได้ถามสิ่งใดก็แตกดับไปเสียแล้ว ช่างไร้ประโยชน์เสียจริง...ผู้คนในสุริยะแห่งนี้มุ่งเน้นการฝึกฝนลมปราณเป็หลัก ฝีมือเรียกได้ว่าน่าสนใจ...หากแต่ด้านตบะหรือพลังิญญา กลับอ่อนด้อยยิ่งกว่าดินแดนที่พวกเราจากมา!! หากไม่ใช่ระดับเหล่ายอดฝีมือชั้นสูง คงไม่อาจสืบค้นคำตอบใด ๆกับดวงิญญาเ่าั้ได้...” เฒ่าชีเปลือย กล่าวขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์
“แค่ข้าได้รู้ว่า ศพ นั่น มิใช่ เหล่าซือ ก็นับว่าเพียงพอแล้ว...ขอบคุณเ้ามาก...” ไม่บ่อยครั้งนัก ที่ ซุน จะเอ่ยปากขอบคุณ เฒ่าชีเปลือยเช่นนี้...
“หึหึ... เ้าเด็กน้อย อย่างไรข้าก็ถือหางฝ่ายเ้าเต็มที่...ตามที่ข้าวิเคราะห์ดูแล้ว แม้จะถูกตัดแขนจนาเ็สาหัสแต่เหล่าซือของเ้าน่าจะยังไม่ตาย... เพราะผู้ที่มาเล่นงานดู้าจะจับเป็เสียมากกว่า ทั้งยังอุตส่าห์ลำบากสร้างศพปลอมขึ้นมาเช่นนี้แปลว่าพวกมันยังมีเป้าหมายอื่นอยู่อีก...” สายตาของ เฒ่าชีเปลือย จดจ้องมายัง ซุน โดยมีนัยยะแอบแฝง
ทำให้เด็กหนุ่ม เบิกตากว้างขึ้นทันที...
“หมายถึงข้างั้นหรือ?!”
เฒ่าชีเปลือย พยักหน้าเบา ๆ
“เ้าระวังตัวไว้บ้างก็ดี...”
ซุน ได้ยินเช่นนั้น ก็แน่ชัดแล้วว่ามิใช่คำพูดที่ เฒ่าชีเปลือยจะเอ่ยออกมาเล่น ๆ เมื่อรู้ว่า เหล่าซือ ยังไม่ตาย ซุนก็กลับมามีสติแจ่มใสวิเคราะห์เื่ราวได้อีกครั้ง... สิ่งแรกที่ ซุนได้ทำคือการปลดแหวนหยกดำ ออกจากนิ้วชี้ของ เหล่าซือ...
รวมถึงหยิบเอา เนตรมรกต ลูกแก้วดวงจิต และของมีค่าต่าง ๆแอบส่งยื่นให้กับ กังเฉิง โดยมิให้ผู้ใดพบเห็น... แน่นอนว่าตัวของ กังเฉิงย่อมเต็มไปด้วยความงุนงง...
“นี่หมายความว่ายังไงหรือ?!”
“เ้าช่วยเก็บของเหล่านี้เอาไว้แทนข้าที...ตัวข้าอาจไม่ปลอดภัย...” ซุน กระซิบแ่เบา
กังเฉิง แม้ไม่แน่ชัดนักกับคำตอบของ ซุน แต่ก็ค่อย ๆเก็บสิ่งของเ่าั้เข้าไปในเสื้อโชคดีที่วัตถุเหล่านี้มิใช่ล้วนเป็เพียงสิ่งของเล็ก ๆ ที่ง่ายต่อการแอบซ่อน... และขณะที่ซุน กำลังจะหยิบเอา ป้ายทองแดงของตระกูลฉี ฝากไว้กับ กังเฉิง...
กลุ่มมือปราบของทางการหลายสิบคนก็เริ่มเข้ามาสำรวจในพื้นที่บริเวณนี้ คาดว่าคงเป็เพราะเปลวเพลิงที่ลุกไหม้จนมีคนแจ้งไปยัง จวนผู้ว่า ฝ่ายข้าราชการแผ่นดินที่ตำแหน่งใหญ่โตที่สุด ของชุมชนหมู่บ้านตะวันอัสดงแห่งนี้...
ทำให้ ซุน ที่ยังไม่ทันได้ส่งมอบป้ายทองแดง...
รีบเก็บกลับเข้าไปในแขนเสื้อคลุมของตนอีกครั้ง...
กลุ่มมือปราบ แน่นอนว่าเป็ที่เกรงกลัวของเหล่าชาวบ้าน รวมถึงเหล่าคนเถื่อน ที่แทบจะวิ่งหนีทันทีเมื่อพบเห็นกลุ่มมือปราบของทางการ...ต่อให้ไร้ความผิดใด ๆ แต่การถูก กลุ่มมือปรามเพ่งเล็ง จะถือเป็ความโชคร้ายของคนผู้นั้นไปในทันที...
และสิ่งที่ ซุน คาดเดาไว้ก็ไม่ผิดเพี้ยน...แทนที่กลุ่มมือปราบเหล่านี้จะสำรวจที่เกิดเหตุหรือช่วยในการดับเพลิงที่ลุกโชนแต่กลับกลายเป็ว่า กลุ่มมือปราบ เข้ามาโอบล้อมตัวของ ซุน เอาไว้แววตาของมือปราบแต่ละคนล้วนไม่เป็มิตร...
“เ้าคือ ซุน งั้นสินะ...” หนึ่งในมือปราบ เอ่ยถามขึ้น...
“ใช่... ซุน คือนามของข้า...” เด็กหนุ่ม กล่าวตอบตามตรง
มือปราบ ผู้นั้น จู่ ๆ มุมปากก็ยกสูง แสดงแววตาน่ากลัวขึ้น...
“จับกุมมันผู้นี้!! โทษฐานวางเพลิงและมีส่วนเกี่ยวกับการตายของ เหล่าซือ!!”
“!!!!!!!!!!!!” ซุน และ กังเฉิงเบิกตากว้างขึ้นทันที...
แน่นอนว่าเมื่อถูกมือปราบประกาศความผิดออกมาแล้ว ในศักดิ์ฐานะของคนเถื่อนหากซุน กล้าเอ่ยปากโต้เถียงในเวลานี้ จะถูกโบยทันทีโดยไม่ต้องไตร่ตรอง... โอกาสที่ซุน จะเอ่ยแก้ต่าง มีเพียงชั้นศาลตัดสินความผิดที่ จวนผู้ว่า เท่านั้น...
กังเฉิง จึงเป็ฝ่ายออกตัวเสียเอง...
“ช้าก่อน!!พวกเ้ามีหลักฐานอะไรมากล่าวหาสหายข้า!!”
มือปราบ หันมอง กังเฉิง ตั้งท่าจะหยิบไม้กระบองขึ้นมาสั่งสอนเด็กหนุ่ม...แต่พอเหลือบไปเห็นเข้ากับ ป้ายหยกตระกูลกัง ที่แขวนข้างเอวก็นิ่งข้างไปชั่วครู่หนึ่ง...
“อ่อ...ที่แท้เ้าก็คือนายน้อยตระกูลกังที่ชาวบ้านร่ำลือกันนี่เอง...ข้าจะเห็นแก่ชื่อเสียงของบิดาเ้า หัวหน้ามือปราบอันดับ 1 แห่งมณฑลเฮยดังนั้นเ้าไม่ควรเข้ามายุ่มย่ามในเื่นี้...”
แม้จะได้รับคำเตือน แต่ไหนเลยที่ กังเฉิง จะนิ่งเฉยได้...
“แต่พวกเ้ากำลังกล่าวหาสหายข้า!! ซุนเป็ลูกศิษย์ที่อยู่กับ เหล่าซือ มาตลอดสองปี และมีสถานศึกษาเป็เสมือนกับบ้านของตนไม่มีทางที่ ซุน จะทำลายร้าย เหล่าซือ และวางเพลิงสถานศึกษา!! มีเหตุผลอะไรพวกเ้าถึงกล้าใส่ความ ซุน ด้วยข้อหาเ่าั้!!”
มือปราบ คนดังกล่าวกดหัวคิ้วต่ำลงทันที...
“มีคนรายงานเข้ามาว่าเห็นเหตุการณ์ในยามที่ ซุน เป็ผู้ลงมือ...เ้านี่มันเป็คนเถื่อน อาจคิดที่จะฮุบเอาทรัพย์สินของ เหล่าซือ ที่ชาวบ้านเคยมอบเป็สินน้ำใจก็เป็ได้? ดังนั้นข้าจึงต้องตั้งข้อหาและจับกุมมันเอาไว้ก่อน ป้องกันการหลบหนี
ท่านผู้ว่าจิน จะเป็ผู้ตัดสินคดีขั้นเด็ดขาดอีกครั้งหนึ่ง...หากเ้า้าเป็พยาน ก็ไปแก้ต่างให้กับมันในวันตัดสินคดีโน่น ตัวข้าเพียงแค่ทำตามหน้าที่เท่านั้น...”
กังเฉิง ได้ยินเช่นนั้นก็ใบหน้าด้านชาในทันที พยายามจะโต้แย้งขึ้นแต่สุดท้าย ซุน ก็ได้ห้ามปรามเอาไว้ เนื่องด้วยรู้ดีว่าเปล่าประโยชน์... เมื่อกังเฉิง มองเห็นสายตาของ ซุน ก็ทราบได้ทันทีว่าเพราะอะไร ซุน ถึงได้มอบสิ่งของต่างๆ ให้กับตนเมื่อครู่นี้ ราวกับว่า ซุน มองออกแล้วว่าตนกำลังจะถูกยัดเยียดความผิด ด้วยเหตุผลบางอย่าง...
สุดท้าย ซุน ก็ถูกจับกุมตัวไปโดยเหล่ามือปราบ...
กังเฉิง แผดเสียงก้องดังออกมาด้วยความเจ็บใจ ที่ตนไม่อาจทำสิ่งใดเพื่อปกป้องสหายได้...แม้ตนจะได้ชื่อว่าเป็นายน้อยตระกูลกัง แต่ก็ไร้ความหมายเมื่อไม่มีตำแหน่งและอำนาจสิ่งนี้เริ่มเป็ความรู้สึกแสวงหา ที่ก่อตัวภายในใจของเด็กหนุ่มอย่างช้า ๆ
อีกด้านมุมหนึ่ง...
ลู่เหรินฮ่าว เฝ้าจับตามอง กลุ่มมือปราบ ที่ลากตัว ซุนกลับไปยังจวนผู้ว่า... โดยที่รอบข้างมีกลุ่มชายชุดดำ คุกเข่าเฝ้ารอคำสั่งต่อไป...
“เกาถิง... ทำยังไงก็ได้ให้ผู้ว่าของเขตชุมชนนี้ มีคำสั่งคุมขังเ้าเด็กผู้นั้นเอาไว้ห้ามให้มันตกตายหรือหลุดออกมาภายนอกเด็ดขาด... ตามข้อมูลที่สืบค้นมา เ้าเด็กผู้นี้ถูกเหยาิ เลี้ยงดูมาตลอดสองปี พวกมันทั้งคู่คงมีความสัมพันธ์กันไม่น้อยพวกเราอาจจำเป็ต้องใช้ชีวิตของเ้าเด็กคนนั้น เมื่อต่อรองข่มขู่ เหยาิ...”ลู่เหรินฮ่าว เค้นเสียงกล่าวขึ้น
เกาถิง ผู้เป็หัวหน้ากลุ่มชายชุดดำ ขมวดคิ้วเล็กน้อยกับคำสั่งนี้...
“ท่านลู่... ใยพวกเราต้องลำบากฝากฝัง ผู้ว่าเขตชุมชนนี้ ให้กักขังมันด้วย?! สู้พวกเราลักพาตัวเ้าเด็กคนนั้น กลับไปพร้อมกับ เหยาิเลยไม่ดีกว่าหรือ?!”
ลู่เหรินฮ่าว ได้ยินเช่นนั้น ก็ถลึงตามองกลับมาทันที...
“หากเราออกคำสั่งสิ่งใดไป... อย่าได้เอ่ยแย้งให้มากความ!! มิเช่นนั้นเ้าอาจไม่เหลือชีวิตไปทำตามคำสั่งของเราอีกต่อไป!!”
เกาถิง สั่นสะท้านไปถึงจิตใจ รีบโขกศีรษะลงกับพื้น...
“ผู้น้อยขออภัย ที่กล้าเคลือบแคลงในคำสั่ง!!”
ลู่เหรินฮ่าว พ่นลมหายใจแรงออกมา...
“ช่างเถอะ เราไม่อยากถือสาเ้า อย่างน้อยเ้าก็มีความดีความชอบที่สามารถค้นหาตัวของเหยาิ ได้พบ... ส่วนเหตุผลที่เราต้องให้ ผู้ว่าเขตนี้เป็คนจัดการก็เพราะพวกเราจะได้ไม่ถูกสงสัยมากยิ่งไปกว่านี้...
เหยาิ แม้จะถอนตัวออกจากยุทธภพมานาน 30 ปี แต่สหายของ เหยาิแต่คนล้วนมิใช่สามัญ เป็ผู้มีหน้ามีตาหรือไม่ก็เป็ผู้มีอิทธิพลต่อยุทธภพทั้งสิ้น... หนึ่งในสหายของ เหยาิอย่างตาแก่ เตียมู่หยง เคยมาที่นี่แล้วครั้งหนึ่งเ้านั่นแม้ฝีมือมิได้กล้าแกร่งอะไรนัก แต่มันก็มีอิทธิพลมากในทวีปพยัคฆ์ขาวแห่งนี้
หากเ้านั่นย้อนกลับมา และทราบข่าวว่า เหยาิ ถูกเล่นงาน...เตียมู่หยง อาจกระจายข่าวให้กับเหล่าสหายคนอื่น ๆ ของ เหยาิซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น ยุทธภพนี้อาจจับจ้องมาที่ขุมกำลังของพวกเราก็เป็ได้...
สู้ปล่อยให้ทุกคนเข้าใจผิด คิดว่าเป็ฝีมือศิษย์ของ เหยาิเช่นนี้นั่นแหละดีแล้ว... แม้มันจะไม่สมเหตุสมผลนักกับการหายตัวไปของยอดฝีมืออย่าง เหยาิแต่มันก็จะทำให้ผู้คนเพ่งเล็งไปที่เ้าเด็กนั่น ก่อนจะเพ่งเล็งมาที่ขุมกำลังของพวกเรา...”
สิ้นคำอธิบายของ ลู่เหรินฮ่าว ตัวของ เกาถิงก็รู้แจ้งในเหตุผลทันที...
ลู่เหรินฮ่าว นอกจากจะแข็งแกร่ง ยังมีความเฉลียวฉลาดอย่างยิ่ง...มิเช่นนั้นคงไม่ได้รับมอบหมายให้ไต่เต้าขึ้นมายังตำแหน่งที่สูงล้ำ อย่างตำแหน่งเทพปรมาจารย์ เช่นนี้... การเป็คนดีในฉากหน้าของยุทธภพและชั่วช้าในฉากหลังที่มืดดำ ถือเป็งานที่ ลู่เหรินฮ่าว ถนัดที่สุดก็ว่าได้...
............................................