ตอนที่ 20 : คิดจะเป็ศัตรูกับสำนักศึกษาจวินจี๋รึ ?
“ซูหลี่เหรินจากสำนักศึกษาจวินจี๋รึ ? ”
“เขาเป็อัจฉริยะ ก่อนที่ฟางฉิงเสวี่ยจะเป็ฮุ่ยหยวน เขาคือคนที่โด่งดังและเก่งเื่การคัดอักษรกับวาดภาพที่สุด...แต่ขอบเขตของเขาเหมือนจะชะงักั้แ่นั้นมา”เฉินจิ้นเป่ยซึ่งได้ยินคำพูดของซูฉางหยู่ก็มีหน้าของคนคนหนึ่งโผล่มาในหัว
เขาเคยเจอกับซูหลี่เหรินที่สำนักศึกษาผิงโจวเมื่อหลายปีก่อน
ตอนนั้นซูหลี่เหรินถูกอาจารย์พามาเยี่ยมสำนักศึกษาผิงโจว
ถึงจะบอกว่าเป็การมาเยี่ยมเยียน แต่อันที่จริงเป็การหาเื่มากกว่า
น่าเสียดายที่ตอนนั้นฟางฉิงเสวี่ยยังไม่เติบใหญ่พอ บัณฑิตทั้งหมดในสำนักศึกษาผิงโจวนั้นกลับถูกซูหลี่เหรินดูิ่
มีอาจารย์ที่โกรธจนตาขวางและหมดสติไปด้วยซ้ำ
“หากซูหลี่เหรินปรากฏตัว เขาคงไม่คิดไว้หน้าใคร หากเขามีเื่กับหลินอี้เขามีแต่ทำให้ตัวเองอับอาย...” เฉินจิ้นเป่ยยิ้มออกมาที่มุมปากเขาคาดหวังกับการปรากฏตัวของซูหลี่เหริน
แต่สุดท้ายเขาก็ต้องถอนหายใจออกมาด้วยความเสียดาย “ น่าเสียดายที่อาจารย์จากสำนักศึกษาจวินจี๋ไม่ได้มาด้วยไม่งั้นข้าอาจจะมีที่ให้ระบายความแค้นในใจบ้าง ! ”
.....
ไม่นานหลังจากที่ซูฉางหยู่ถูกหลินอี้เหยียบย่ำ ชายชุดขาวก็ะโลงจากหลังคามือของเขาไขว้หลัง เขาได้มายืนหันหลังให้กับหลินอี้
ร่างเขาะเิพลังออกมา ชุดของเขากระพือไปตามลม เขาดูสูงส่งอย่างน่าเหลือเชื่อ
“ท่านซู ! ”
“ท่านซู ท่านมาแล้ว ! ”
ทุกคนรีบทำความเคารพซูหลี่เหริน พวกเขาดูถ่อมตัวกันอย่างมาก
“ท่านพี่ ! ช่วยข้าด้วย... ” ซูฉางหยู่เห็นคนที่ปรากฏตัวตรงหน้าก็รีบเงยหน้าขึ้นมองหลินอี้“เ้าบัดซบ พี่ข้ามาแล้ว มารอดูกันว่าเ้าจะตายอย่างไร ! ”
“หาที่ตาย ! ”หลินอี้ย่ำเท้าลงไปหนักกว่าเก่า
“อ๊า....” ซูฉางหยู่ร้องเสียงหลงออกมา
ร่างในชุดขาวที่หันหลังให้กับหลินอี้ได้หันกลับมองที่หลินอี้ “บังอาจนัก ! ”
ตอนนั้นภายใต้เสียงกรีดร้องของซูฉางหยู่ มันก็มีอากาศชั้นสีดำก่อตัวขึ้นมาที่ร่างส่วนบนของเขา
อากาศสีดำนี้ทำให้หลินอี้นั้นรู้สึกราวกับเหยียบอยู่บนแผ่นเหล็ก
“อักษรปกป้องร่าง ! ”เมื่อเฉินจิ้นเป่ยเห็นชั้นอากาศสีดำปกคลุมร่างซูฉางหยู่เขาก็เข้าใจทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น
อักษร ตามที่ชื่อมันบอก มันคือการคัดอักษรขึ้นมา
นี่คือความสามารถที่ผู้มีจิตใจใฝ่วรรณกรรมได้มาจากพลังแห่งวรรณกรรมมันสามารถใช้ช่วยชีวิตในยามวิกฤตได้
มันเหมือนกับอาวุธเวทมนตร์ของผู้มีจิตใจใฝ่วรรณกรรม
แต่หาก้าสร้างอักษรขึ้นมา งั้นอย่างน้อยก็ต้องเป็ผู้รับชะตาระดับ 8 เป็อย่างน้อย
ยิ่งระดับสูงเท่าไหร่ ความสามารถในการสร้างอักษรก็จะสูงขึ้น
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น ? ” หลินอี้คิ้วขมวด
เขาไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่ชั้นอากาศสีดำนี้มีกลิ่นเหมือนกับหมึกมันยังมีพลังแห่งวรรณกรรมแฝงอยู่ด้วย
เขาเดาว่ามันต้องเกี่ยวข้องกับพลังแห่งวรรณกรรม
อาวุธเวทมนตร์รึ ? เรียกออกมาใช้ได้ !
ในเวลาเดียวกันหลังจากที่ชายหนุ่มชุดขาวด่าหลินอี้นั้นพู่กันก็พุ่งออกมาจากใต้แขนเสื้อ มันมีพลังแห่งวรรณกรรมห่อหุ้มเอาไว้มันดูแหลมคมอย่างมาก มันได้พุ่งเข้าใส่หลินอี้
“เร็วยิ่งนัก ! ”หลินอี้รู้สึกว่าพู่กันนี่อันตรายอย่างมากเขาโน้มตัวไปข้างหน้าพร้อมกับพู่กันที่พุ่งผ่านอกเขาไป
“หือ ? ” ซูหลี่เหรินไม่คิดว่าหลินอี้จะหลบได้ เขาโบกมือเบา ๆ พร้อมพู่กันที่พุ่งกลับมาหามือเขา
ซูหลี่เหรินหมุนพู่กันในมือและมองไปที่หลินอี้
“เ้าแข็งแกร่งดีเ้ามีสิทธิ์ที่จะมาเป็ผู้ติดตามข้า ! ”
ซูฉางหยู่อึ้งไปทันที “ท่านพี่ ? ”
เขาหวังว่าหลินอี้จะถูกพี่ของเขาฆ่า แต่ทำไมพี่ของเขาถึงอยากจะรับเด็กนี่มาเป็ผู้ติดตาม?
ซูหลี่เหรินไม่ได้สนใจซูฉางหยู่ “เ้าคิดเห็นยังไง ?มาเป็ผู้ติดตามของข้าคอยฝนหมึกให้กับข้าในตอนกลางวัน คอยรับใช้ข้าในยามค่ำคืนแล้วข้าจะไว้ชีวิตเ้า ! ”
“เ้าลองคิดดู ! ”
พูดจบเขาก็เอามือไขว้หลัง เขาลดสายตาลงไม่ได้สนใจหลินอี้แม้แต่น้อย
“ท่านซูช่างเมตตา ! ”
“ถูกต้อง เ้าโจรหลินอี้ เขาคิดจะฆ่านายน้อยซู แต่ท่านซูกลับไม่ได้สนใจเอาผิดเื่นี้และยังให้โอกาสเขามีชีวิตรอดด้วยการเป็ผู้ติดตามอีก ! ”
“ไม่มีใครในโลกนี้ดีกว่าเขาแล้ว เอาคืนความชั่วด้วยความเมตตา น่าชื่นชมเสียจริง ! ”
“ในทางกลับกันแล้ว หลินอี้ที่เป็โจรนั้นช่างใจแคบเสียจริง ๆ ! ”
คนที่มุงอยู่พากันยกย่องออกมา
สำหรับหลินอี้แล้ว มันเหมือนเป็คำติเตียนต่าง ๆ นานา ที่ออกมาจากปากคนพวกนี้
“พวกเ้าเป็อะไรกันไป ?ชัดแล้วว่าพวกเขาดูิ่พวกเราอยู่....พวกเ้า...พวกเ้ากำลังดูถูกพวกเราอยู่ ! ”
ซูหวายจื้อออกปากเถียงความเห็นทุกคน แต่ตอนนั้นในใจเขากลับว่างเปล่า
ทุกคนพากันมองซูหวายจื้อด้วยสายตาเ็าและสีหน้าไม่พอใจ
พวกเขาประจบซูหลี่เหรินและด่าทอเขา แล้วเขาจะทำอะไรได้ ?
“หึหึ ! ” หลินอี้อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเขามองไปที่ซูหลี่เหรินและพูดขึ้น “ข่าก..ถุย ! ”
เสมหะก้อนหนึ่งพุ่งเข้าใส่ที่หน้าซูหลี่เหริน
“ ! ! ! ! ” ทุกคนเงียบสนิทไปในทันที !
ทุกคนเงียบราวกับถูกหยุดเวลาเอาไว้ ทุกคนพากันมองดูฉากนี้ด้วยความตกตะลึง
พวกเขาถึงกับขนลุก
แม้แต่เฉินจิ้นเป่ยก็ยังต้องอึ้ง จากนั้นเขาก็ส่ายหน้าและยิ้มแห้ง ๆ ออกมา “เ้าเด็กนี่...ดูไม่เหมือนปัญญาชนแม้แต่น้อย! ”
ซูฉางหยู่เองก็อึ้ง
หน้าของซูหลี่เหรินแดงก่ำขึ้นมา ตัวเขาสั่นเทาพร้อมความโกรธที่ปะทุขึ้นมา
พลังแห่งวรรณกรรมะเิออกมาราวกับเสา ผมของเขาชูขึ้น
ซูหลี่เหรินเป็ใครกัน ?
บัณฑิตของสำนักศึกษาจวินจี๋ บัณฑิต 10 อันดับแรกของหนานซิงในอดีต เขาเคยเอาชนะบัณฑิตทุกคนในสำนักศึกษาผิงโจวมาแล้ว
เขายังเคยได้รับความสนใจจากคนในสถานศักดิ์สิทธิ์แคว้นเจิ้นมาก่อน
เขาอยู่จุดสูงสุด แล้วหลินอี้เป็ใคร ?
แค่คนโชคดีที่เขาใช้เพื่อเป็เบี้ยแค่การที่เขาพูดคุยกับอีกฝ่ายก็ถือว่าเป็บุญต่ออีกฝ่ายแล้ว
แต่มดปลวกเช่นนี้กลับกล้าถุยน้ำลายใส่เขา
น่าอับอาย !
น่าอายสิ้นดี !
ถึงจะฉีกศพหลินอี้เป็พัน ๆ ชิ้นก็ไม่อาจจะระบายความโกรธที่เขามีได้ !
ตาย !
ฆ่า !
“สุนัขเช่นเ้า ข้าจะสับเป็ชิ้น ๆ แล้วไปให้สุนัขกิน หากทำไม่ได้ข้าสาบานว่าไม่ขอเป็คนอีก ! ”
ในพริบตาพลังแห่งวรรณกรรมของเขาก็ะเิขึ้นสู่ท้องฟ้าซูหลี่เหรินโกรธจัด
จากนั้นซูหลี่เหรินก็ยกพู่กันในมือขวาขึ้นพร้อมกับสะบัดตัดอากาศราวกับเทพที่ตัดสินชีวิตผู้คนได้ด้วยพลังอันมหาศาล
พลังแห่งวรรณกรรมได้เปลี่ยนเป็เสือดุร้ายที่ราวกับมีชีวิตพุ่งเข้าใส่หลินอี้
ภายใต้พลังของเสือนี่ คนที่มุงดูอยู่รอบ ๆ ต่างพากันหวาดกลัว คนที่จิตอ่อนถึงกับฉี่ราดบางคนถึงกับทรุดนั่งลงกับพื้นพร้อมตัวที่สั่นเทา
หลินอี้เองก็รู้สึกได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่ถาโถมเข้ามา
เขาหันกลับไปมองเฉินจิ้นเป่ยและพูดขึ้นมา “อาจารย์เฉิน ข้าว่าท่านดูมาพอแล้ว... ”
“ได้ ! ” เฉินจิ้เป่ยยิ้มแห้ง ๆ ออกมา เขาก้าวออกมาพื้นดินราวกับย่นระยะเข้าหากัน แค่ก้าวเดียวเขาก็โผล่มาตรงหน้าหลินอี้ได้
เขาใช้มือขวาวาดวงกลมในอากาศ นิ้วของเขากระดิกเล็กน้อย
เสือแห่งวรรณกรรมที่สูงกว่า 3เมตรพุ่งเข้าหา หน้าผากของมันัักับปลายนิ้วของเฉินจิ้นเป่ยจากนั้นก็เริ่มมีรอยร้าวกระจายลามออกไป
ตูม...
เสือแห่งวรรณกรรมได้ะเิออกพร้อมคลื่นอากาศที่กระจายออกไปโดยรอบ
อึก....ซูหลี่เหรินกระอักเืออกมา เหตุผลก็เพราะเสือนี่เชื่อมต่อกับหัวใจเขามันแทนถึงจิตของเขา เสือแห่งวรรณกรรมได้พังทลายไป เขาเองจึงได้รับาเ็ไปด้วย
“เป็ท่านนี่เอง... ” ซูหลี่เหรินจำเฉินจิ้นเป่ยที่ยืนอยู่ตรงหน้าหลินอี้ได้เขาพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงทุ้ม
“อาจารย์เฉิน ท่านคิดจะเป็ศัตรูกับสำนักศึกษาจวินจี๋รึ? ”