บทที่ 10 ลมสงบใต้ท้องคลื่น
พลบค่ำคืนนี้เงียบเหงากว่าที่เคย หลังจากที่อุดอู้หลบอยู่ในเรือนตลอดทั้งวัน หยวนเป่าก็ใคร่ที่จะออกไปสูดอากาศชมจันทร์ ขณะที่ยืนกอดอกโต้ลมหนาวใต้ต้นหางนกยูง มิ่งหยางก็แอบลอบมองนางจากด้านหลัง ในหัวของชายหนุ่มยังคงหมกมุ่นอยู่กับเื่ปริศนาพวกนั้น
ถึงจะอยากรู้ขนาดไหน แต่ก็ยังวู่วามมากไม่ได้ เพราะในระยะนี้จือหยวนเป่าได้รับผลกระทบทั้งกายและใจ เพื่อไม่ให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่กระจัดพลัดพราย จำเป็ต้องให้พื้นที่สงบใจแก่นาง คิดไปพลางไถ่ถอนลมหายใจออกมาเป็ระลอก มิ่งหยางทอดสายตาไปที่ลำมือที่ถือชุดงามไว้ข้างลำตัว
ใช่! ตลอดทั้งบ่ายเป็มิ่งหยางที่เลือกชุดปักดิ้นงามสีเหลืองนวลไว้ให้หยวนเป่า ชายหนุ่มใช้่เวลาอันเหมาะเจาะเหล่านี้ แอบย่องเข้าไปยังเรือนนอนของนางอย่างเงียบเชียบ จากนั้นก็วางชุดงามไว้บนหัวเตียง ถมทับ้าไว้ด้วยขวดผงยาแก้อักเสบ ไม่เพียงเท่านั้นยังทิ้งกระดาษแผ่นเล็กแนบไว้กับขวดยา ด้านในเขียนใจความว่า
“ยามโหย่วเข้าวังพร้อมข้า”
*****
เมื่อยามหลับตาลง ฝันได้ตื่นเดียว มิ่งหยางสะดุ้งเฮือกขึ้นมาด้วยลมหายใจหอบเหนื่อย ในห้วงแห่งฝันคล้ายลางบอกเหตุ มันน่าประหลาดใจก็ตรงที่เจียมิ่งหยางเป็ฝ่ายวิ่งตามอิงเยว่ ช่างพิลึกพิลั่นนัก ไม่ว่าจะวิ่งอย่างไรก็ไล่หลังตามนางไม่ทัน
[ิญญาของนาง้าบอกอะไรข้ากันแน่?]
นั่นมันยิ่งทำให้มิ่งหยางคิดไม่ตกไปพักใหญ่ เขาโบกหลังมือขึ้นมาปาดเหงื่อที่เกาะพราวบนไรผม ครั้นแหงนหน้ามองไปนอนบานหน้าต่าง หูแว่วได้ยินเสียงฆ้องจากเกิงฟู ก็พอจะล่วงรู้ได้ว่า บัดนี้ย่ำเข้าสู่เกิงที่ห้า หรือตามที่เข้าใจคือปลายชั่วยามอิ๋น (5.00 น.)
*****
ตลอดสองวันที่ผ่านพ้นไป ไม่ได้พบหยวนเป่าซึ่ง ๆ หน้าเลย ราวกับว่านางตั้งใจหลบหน้ามิ่งหยาง แน่นอนว่าวันที่สี่เดือนสาม ยามโหย่วคือเวลาที่ทั้งสองนัดหมายว่าจะต้องเข้าวังพร้อมกัน บัดนี้รถม้าก็จอดเทียบข้างจวนแล้ว ชายหนุ่มได้แต่หวังลึก ๆ ว่านางจะไม่ผิดคำพูด ไม่เช่นนั้นตัวของมิ่งหยางเองคงต้องยุ่งยาก สรรหาคำไปทูลต่อหน้าฝ่าาแน่
หลังจากที่นั่งกลัดกลุ้มอยู่ภายในรถม้าลำพัง ไม่นานนักม่านลายนกยูงก็ถูกััจากด้านนอก บัดนี้ตัวคนยังไม่ปรากฏ แต่กลิ่นสตรีเพศนั้นหอมหวนชวนสะพรึง หลังมือขวาที่ไม่ได้รับาเ็ค่อย ๆ ปัดป่ายแหวกม่านเข้ามา
หัวจรดเท้างดงามไร้ที่ติ ยิ่งหยวนเป่าสวมชุดที่มิ่งหยางเป็คนเลือกให้ ก็ยิ่งส่งเสริมใบหน้าที่งดงามอยู่แต่เดิมแล้วให้งดงามมากขึ้นไปอีก สมกับที่นางมีฉายา ‘สาวงามอันดับหนึ่งแห่งต้าถัง’ เป็ของตัวเอง หากไม่กล่าวงดปลดเท็จ อันสตรีงามในหอโคมแดงที่เลื่องลือสิบปากว่า ยังไม่งามหยาดย้อยเท่านางเพียงคนเดียว แต่สตรีทั่วหล้าจะงดงามอย่างไร แต่ทว่าในใจของมิ่งหยางก็ถือครองเพียงรักมั่นต่ออิงเยว่เท่านั้น
การที่หยวนเป่าย่างขึ้นเกี้ยวอย่างว่าง่ายและยอมติดตามไปอย่างไม่อิดออด นั่นไม่ใช่เพราะนางหายโกรธ แต่เป็เพราะนางรู้จักแยกแยะต่างหาก เื่ที่นางบาดหมางกับสามีจำเป็ต้องเข็นเอาไว้ด้านหลัง ยิ่งนึกถึงใบหน้าของเหล่าฉือหวง ก็ยิ่งทำให้หยวนเป่าไม่อาจละทิ้งหน้าที่ อย่างไรชื่อเสียงของสกุลเจียก็สำคัญนำโด่ง
ชุดก็งาม ทรวดทรงก็บอบบางเพรียวระหงเข้ารูป เครื่องประทินโฉมและเครื่องประดับต่างเพียบพร้อม เสียก็ตรงที่บัดนี้ใบหน้าอันงามผินของนางนั้นกระบิดกระเบือนเ็า ดูเพียงปราดเดียวก็เดาออกได้ไม่ยากว่านางจำใจนัก เห้อ! สตรีก็เป็เช่นนี้เหมือนกันไปหมด เอาเถอะ…อย่างไรข้าก็เป็คนผิดต่อนางก่อน มิ่งหยางรวบรวมความกล้า ปล่อยวางความยโสเอาไว้ชั่วครู่ จากนั้นก็เปล่งเสียงสุขุมตามออกมาว่า
“ข้าขอโทษ”
มิ่งหยางเร่งรีบที่จะพูดมากเกินไปหน่อย ชายหนุ่มคงไม่ทันได้สังเกตว่าบัดนี้ม่านระบายลายนกยูงเปิดค้างเติ่งด้วยฝ่ามือของวั่งเฟิง ส่วนหมานซัวที่ถือกำยานหอมเอาไว้ในมือพลางยื่นเข้ามาให้ผู้เป็นาย ได้แต่อึ้งค้างดวงตาถลนลอบมองหน้าวั่งเฟิงอยู่เป็ระลอก
“อะ…เอ่อ ออกรถม้า ประเดี๋ยวไปไม่ทันงาน!” มิ่งหยางขมวดคิ้วมุ่นเข้าหากัน แสร้งทำเป็ขึงขังมีอารมณ์เพื่อกลบเกลื่อนความเขินอาย
“ขอรับท่านแม่ทัพ ประเดี๋ยวข้าน้อยกับแม่นางหมานจะเดินช้า ๆ ห่าง ๆ รักษาระยะ” วั่งเฟิงยิ้มกรุ้มกริ่มลั่นวาจายิ่งยวดออกมาเซาะแซวผู้เป็นายอย่างกระตือรือร้น
อันที่จริงแม้ว่ากาลก่อนวั่งเฟิงจะเห็นดีเห็นงามกับรักแรกของท่านแม่ทัพ และชื่นชอบคุณหนูสามสกุลลู่มากกว่า แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อคุณหนูสามสกุลลู่ลาโลกไปแล้วก็นับว่าไร้วาสนา บัดนี้เสี่ยวฮูหยินก็มีแล้ว ต่อให้ไม่ชอบใจนางนัก อย่างไรก็ต้องอยู่ร่วมกันไปอีกยาวนานตราบชั่วชีวิต จะไม่ดีกว่าหรือหากท่านแม่ทัพผ่อนปรนลงบ้างและเลือกที่จะเริ่มต้นใหม่
แต่ประเมินจากวาจาเมื่อครู่ก็ดูเหมือนจะมีเค้าแววของลางดีอยู่ไม่น้อย เพราะเดิมทีท่านแม่ทัพใช่ว่าจะยอมเอ่ยปากขอโทษใครง่าย ๆ จากประสบการณ์ที่เฝ้าติดตามรับใช้ดั่งเงามาหลายปี เท่าที่นับได้ มีเพียงแค่ฉือหวงผู้เฒ่าและคุณหนูสามสกุลลู่เห็นจะได้ เช่นนั้นครานี้ก็คงนับเสี่ยวฮูหยินเพิ่มเข้าไปอีกคนได้แล้วกระมัง?
ท่ามกลางความครึกครื้นของตลาดหลวงทั้งสองข้างทาง ภายในรถม้ากลับเงียบงันไม่มีผู้ใดเอื้อนถ้อยวจี ยามนี้มิ่งหยางเอาแต่ขมวดคิ้วมุ่นเป็ครั้งที่สอง นั่นก็เพราะเอาแต่คับข้องใจและทอดสายตาลงไปมองที่ชายกระโปรงของหยวนเป่าแทบไม่ละสายตา
การกระทำเช่นนี้ของชายหนุ่มใช่ว่าหยวนเป่าจะไม่ทราบ นางอดทนมาตลอดทางั้แ่รถม้าเคลื่อนออกจากจวน ในที่สุดหยวนเป่าก็เป็ฝ่ายเปล่งเสียงพูดทักท้วงขึ้นมาก่อน
“หยาบโลน! ไร้มโนธรรมสำนึก! ล่วงเกินสตรีได้ด้วยสายตา!”
“สมองของเ้ากลวงโบ๋ไร้ประโยชน์ ดูไม่ออกหรืออย่างไรว่าข้ากำลังสงสัยที่เ้าวางเตากำยานหอมเอาไว้ใต้ขา นั่นมันทำให้ข้ากำลังระลึกถึงคนผู้หนึ่ง” มิ่งหยางสวนกลับในทันที
“น่าแปลกอันใด ข้าทำเช่นนี้จนเป็นิสัย ท่านแม่สอนว่าสตรีต้องสดสะอาดดั่งหยก กลิ่นหอมคือเสน่ห์ ดังนั้นทุกครั้งที่ออกจากจวน ข้าจะจุดเตากำยานซ่อนไว้ใต้ที่นั่งเช่นนี้” หญิงสาวจัดแจงเหตุผลด้วยอาการเผลอไผลลืมตัว
ยามที่ถูกสอบถามด้วยแววตาของฝ่ายตรงข้าม นางก็ตอบกลับโดยไม่ไตร่ตรอง สมแล้วที่นิสัยเดิมของนางนั้นอ่อนต่อโลก หยวนเป่าคงลืมไปว่าครั้งที่ยังเป็ลู่อิงเยว่ นางก็ทำเช่นนี้เป็ประจำ ครั้งหนึ่งขึ้นรถม้าไปชมทิวสนงามพร้อมชายคนรัก นางก็พกพาเตากำยานหอมอบอังไว้ใต้ฐานที่นั่งเช่นนี้
ดังนั้นก็ไม่แปลกอันใดที่มิ่งหยางจะเกิดอาการตะขิดตะขวงใจขึ้นมาอีกครั้ง แต่ทว่าหนนี้มันช่างชัดเจนเสียยิ่งกว่าลายดอกโบตั๋นอยู่บนผ้าเช็ดหน้า
ขณะที่รถม้าโลดแล่นไปข้างหน้า ชายหนุ่มก็โถมร่างใหญ่กำยำเข้าหานางอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย มือทั้งสองข้างฉุดกระชากกดกลึงที่ข้อมือนาง ส่วนใบหน้าของมิ่งหยางแทบจะเสียดสีเข้าที่แก้มนวลของหยวนเป่าอยู่รอมร่อ นั่นก็เพราะ้าที่จะตรวจสอบดูให้แน่ใจว่า บริเวณซอกคอเชื่อมต่อกับใต้คาง มีร่องรอยของหน้ากากหนังมนุษย์หรือไม่
“จือหยวนเป่าจริงหรือ? เ้าเป็ใครกันแน่” มิ่งหยางเปล่งเสียงแหบพร่าพลางไถ่ถาม
แต่แล้วใครจะไปคาดคิดว่า รถม้าที่เคลื่อนตัวอย่างเสรีบนทางลาด จะเกิดเหตุให้สั่นคลอนขึ้นได้ง่าย ๆ ยามที่ลิ่วล้อโครงเครง สันจมูกโด่งคมซุกเข้าที่ช่อแก้มของหญิงสาวโดยไม่ได้ตั้งใจ วินาทีนั้นกลิ่นกายที่หอมหวนของสตรีตราตรึงติดอยู่บนยอดจมูก มิ่งหยางสะดุ้งตัวโหยงเมื่อข้อมือเล็ก ๆ ของนางหลุดออกตำแหน่งควบคุม หมัดเ่าั้ทุบเข้าที่แผงอกของชายหนุ่มหลายหนเสมือนแรงมด แต่ทันใดนั้นเสียงโหวกเหวกเว้าวอนดังลอดเข้ามารบกวนจนได้
“ท่านแม่ทัพขอรับ ช่วยข้าน้อยด้วย ลูกข้าถูกทุบตี ร้านเราถูกไล่ที่”
เป็พ่อค้าปลาผู้หนึ่งขวางทางรถม้าไว้ บัดนี้ชายผู้น่าสงสารโขกศีรษะบนพื้นด้วยแววตาเจือหวัง อย่างไรก็เป็ปุถุชนคนหนึ่งที่แบกความเดือดเนื้อร้อนใจเอาไว้บนบ่า เอาเถอะ! เื่ของประชาชนต้องมาก่อน ไปร่วมงานเลี้ยงช้ากึ่งหนึ่งคงไม่เป็อะไรกระมัง
มิ่งหยางไตร่ตรองได้เช่นนี้ ก็ถอนฝ่ามือที่คลี่ม่านที่เปิดให้หุบลง จากนั้นก็กระโจนตัวลงจากเกี้ยวในทันที ชายหนุ่มลั่นวาจาสั่งวั่งเฟิงโดยไม่ลังเลว่า
“เ้าพาฮูหยินมุ่งหน้าเข้าวังไปก่อน ประเดี๋ยวสะสางเื่นี้เสร็จ ข้าจะควบอาชาตามไปให้เร็วพลัน”
“ท่านแม่ทัพขอรับ ในเมื่อรับเทียบเชิญมาแล้ว เท่ากับว่ารับปากว่าจะไป หากช้าแม้แต่ก้าวเดียว เกรงว่าจะ….” วั่งเฟิงพูดยังไม่ทันจบประโยค มิ่งหยางก็ปรี่ตัวไประงับเหตุอย่างฉับไวราวล่องหน
ห้วงจังหวะที่วั่งเฟิงพยายามจะชำแรกวาจาตักเตือนผู้เป็นาย จู่ ๆ บนถนนเส้นเดียวกันนี้ ก็มีรถม้าขนาดกลางวิ่งผ่านไปอย่างเฉียดฉิว สังเกตจากตราตั้งที่ประดับเป็ยอดยศ ทั้งหยวนเป่า วั่งเฟิง และมิ่งหยาง ต่างก็เห็นเป็แบบเดียวกัน
ทั้งสามได้แต่คลี่ม่านตาบนให้เหลือกโลนแทบถลน ชั่วลมหายใจที่สูดเข้าและสูดออก กระแสลมเย็นสายนั้นโชยผ่านมาเป็ระลอก ปราดหนึ่งดันพัดไปเปิดม่านประตูของรถม้าคันนั้นจนเปิดออก ทันทีที่ได้เห็นนาง สายตาของคนทั้งสามประจักษ์อย่างแจ่มแจ้ง และเห็นพ้องต้องกันว่า สตรีที่นั่งสงบอยู่ด้านในล้วนเป็คนที่ไม่ควรปรากฏตัวที่นี่
[เหตุใดเป็นาง!]