ตอนที่9 อิสระชั่วคราว
“อวิ๋น”อ้ายเรียกเสียงใสก่อนจะป้อนเนื้อชิ้นเล็กๆ ให้กับเ้านกน้อยที่อยู่ในกรงมันมีท่าทีลังเล แต่ก็ยอมรับอาหารแต่โดยดี
อวิ๋นหรือที่ตัดมาจากชื่อ ปู้จิงอวิ๋น ในหนัง ด้วยความสิ้นคิดที่ไม่รู้จะตั้งว่าอะไรดีในตอนแรกเ้าหล่อนอยากจะตั้งว่า สุซาคุ เสียมากกว่า แต่เนื่องจากมันเป็ชื่อแนวญี่ปุ่นคนฟังอาจจะรู้สึกแปร่งๆได้ จึงตัดสินใจใช้ชื่อจากบรรดาหนังที่ติดหูดูจะเป็ทางเลือกที่ดีที่สุด
“อ้าย”หม่าเฉาส่งเสียงเรียกเด็กสาวชะงักหันมามองแล้วก็รู้สึกประหลาดใจเมื่อเห็นเขาใส่ชุดนักรบสีน้ำเงินเต็มยศ
“ท่านจะไปออกรบสินะ”
“ใช่หัวหน้าไม่ได้บอกเ้าหรือ” หม่าเฉาย้อนถาม อีกฝ่ายส่ายหัวน้อยๆ
หือ...ออกรบ...ที่เราเห็นก่อนหน้านี้...งั้นก็หมายความว่า
เด็กสาวพยายามกลั้นสีหน้าให้เป็ปกติที่สุดเธอหันมาหาชายหนุ่มแล้วกดน้ำเสียงให้ราบเรียบ
“พวกท่านจะออกเดินทางเมื่อไหร่และรบกับใครหรือ”
“พวกเราจะเคลื่อนทัพไปที่เซียงหยางตามคำสั่งของผู้บัญชาการทหารสูงสุดก่อนเพื่อวางแผนการรบกับแคว้นอู๋”
ไปเมืองหลวงก่อนงั้นเหรอ...น่าจะต้องมีแม่ทัพหลายคนที่โดนเรียกตัวท่านพี่ถิงเซียวจะไปด้วยมั้ยนะ
“แม่ทัพถิงเซียวก็เข้าร่วมด้วย”ราวกับอ่านใจได้ หม่าเฉายิ้มบางส่งให้เด็กสาวที่แค่นหัวเราะเบาๆ
“เ้าไม่คิดจะไปอวยพรหัวหน้าหน่อยหรือ”ประโยคถัดมาทำเอารอยยิ้มหุบลงอย่างรวดเร็ว ใบหน้าของคนอ่อนวัยบิดเบี้ยวขึ้นชัดเจนนี่เขาเอ่ยในสิ่งที่ควรจะเดาได้เพราะอยากจะแกล้งเธอหรือไม่รู้จริงๆ กันแน่
หรือเราควรจะไปทำหน้าที่ภรรยาที่ดีกันดีล่ะ
“ถ้าอย่างนั้นข้าควรจะไปพูดอะไรสักหน่อยสินะ” หม่าเฉาประหลาดใจกับคำพูดของเธอนี่เ้าหล่อนเปลี่ยนอารมณ์เร็วจนเขาตามแทบไม่ทันบางทีก็ไม่รู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่กันแน่เด็กสาวเสือกถาดอาหารนกให้กับหม่าเฉาทำเอาเขาตั้งตัวไม่ทัน
“เดี๋ยวข้ามานะ”จบคำพูด เธอก็รีบวิ่งออกไปทันที
อ้ายซินมุ่งตรงไปยังห้องทำงานของหวนฉีแต่ก็พบเพียงความว่างเปล่าเธอแทบจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวเขาเลย (ก็ไม่เคยจะสนใจนี่นา)พอถามเหล่าทหารที่เดินผ่านไปมาจึงได้รู้ว่าชายหนุ่มอยู่ที่ห้องนอนเธอแปลกใจที่เขาอยู่ห้องนอนกลางวันแสกๆ จนเมื่อมาถึงหน้าห้องที่ประตูปิดสนิทมือเรียวกำลังจะเคาะเรียกตามมารยาทก็ต้องชะงักค้างกับเสียงที่ได้ยินเด็กสาวหน้าขึ้นสีระเรื่อยืนเนื้อตัวชาวาบเนื่องจากมีเสียงร้องครางของผู้หญิงดังรอดออกมา
เห้ยๆๆกลางวันแสกๆ เอาจริงดิ กำลังจะเดินทัพอยู่รอมมะร่อแบบนี้แล้วนะ ถ้าเราไปขัดจังหวะจะโดนปาดคอมั้ย
“มายืนทำอะไรตรงนี้หรือครับ”เสียงทักที่ทำเอาสะดุ้งโหยง เมื่อหันกลับไปก็พบกุนซือวัยกลางคนยืนถือพัดอยู่
กุนซือต้องถือพัดตลอดเลยหรือไงนี่...เอ...รู้สึกจะชื่อเกาชุน
“หรือ้าจะพบหัวหน้า”เกาชุนยิ้มพรายขณะสายตาหรี่มองเด็กสาวที่เขารู้สึกว่าช่างไร้เดียงสาเสียเหลือเกิน “ให้ข้าเรียกให้มั้ยครับ”ยังไม่ทันที่อ้ายซินจะได้อ้าปากห้ามเกาชุนก็ส่งเสียงเรียกผู้เป็นายทำเอาเด็กสาวหน้าเหวออยากจะอันตธารหายไปจากตรงนี้เสียจริงๆ
“หัวหน้านายหญิงมาหาครับ” สรรพนามการเรียกทำเอาเ้าหล่อนแทบจะสะดุดอากาศล้มได้แต่ประท้วงในใจอยากให้พวกเขาเลิกเรียกกันแบบนี้เสียที
เสียงครวญของหญิงสาวในห้องเงียบลงเพียงชั่วครู่เสียงทุ้มต่ำก็ตัดทำลายความเงียบนั้น
“มีอะไร”
เวรละ...เลคเชอร์ในหัวหายหมดแล้วเอาไงดี ด้นสดเลยดีมั้ย
“ข้าได้ยินว่าท่านกำลังจะไปออกรบ”น้ำเสียงแข็งทื่อจนเ้าตัวก็แทบอยากจะตบหน้าตัวเองแรงๆ สักทีเกาชุนกลั้นหัวเราะกับอากัปกิริยาของเ้าหล่อน
ไม่มีการตอบรับใดๆจากคนในห้อง อ้ายซินหันไปมองคนด้านข้างเพื่อขอตัวช่วยทว่าเขากลับเบือนสายตาไปทางอื่น
“ข้าแค่จะมาอวยพรให้ท่านโชคดีในการรบและได้รับชัยชนะกลับมาค่ะ”
โอย...ได้มั้ยวะหรือมันดูธรรมดาไป ทางนั้นก็เงียบอีกเรามาขัดจังหวะเค้ากำลังเข้าได้เข้าเข็มเพื่อคำพูดดาดๆ ไม่กี่คำจะต้องเสียอวัยวะส่วนใดมั้ยนี่ เอาไงดีเรา ชิ่งเลยดีมั้ย
แอ๊ด...
ประตูห้องเปิดออกเผยร่างของหวนฉีซึ่งอยู่ในชุมคลุมยาวที่เผยแผงอกเกือบครึ่งอ้ายซินผงะใกับสภาพของเขา หากนี่เป็นิยายรักโรมานซ์เธอกับเขาคงจะจ้องตากันแล้วเกิดทำนองเพลงทิพย์ขึ้นในหัวพร้อมด้วยเสียงใจเต้นตึกตักจนแทบจะล้นออกมานอกอกทว่าในความเป็จริงช่างโหดร้ายเมื่อคนตรงหน้ากลับเป็วายร้ายสุดโหดที่พร้อมจะปาดคอเธอได้ทุกเมื่อเนี่ยสิหวนฉีแย้มรอยยิ้มพรายเช่นเคยดวงตาคมหรี่มองร่างเล็กที่ยืนจังก้ามองเขาโดยไม่หลบสายตา เขาสังเกตเห็นรอยแดงจางๆบนแก้มของอีกฝ่ายซึ่งกำลังชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
“ไม่คิดมาก่อนเลยว่าภรรยาของข้าจะสนว่าข้ากำลังจะทำอะไรด้วย”คำกล่าวเชิงเหน็บแนมทำเอาคิ้วเรียวกระตุกน้อยๆ นี่เขาจะกวนประสาทเธอสินะ
“ก็ในเมื่อข้าเป็ภรรยาของท่านสามีออกรบก็ต้องมาให้กำลังใจไม่ใช่หรือคะ”เธอเน้นย้ำตำแหน่งของตัวเองและเชิดหน้าขึ้นน้อยๆอาการผื่นแดงบนหน้าหายไปแทบจะทันที เกาชุนซึ่งลอบมองทั้งคู่อยู่ยกพัดขึ้นมาป้องปากเขากำลังรู้สึกสนุกกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
หวนฉียื่นมือขวาเพื่อจะแตะแก้มอีกฝ่ายหญิงสาวยกมือขึ้นมากันอัตโนมัติ เธอไม่รู้ตัวว่ากำลังโดนเขาหลอกเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัวทำเอาอ้ายซินยืนตัวแข็งทื่อเมื่อเด็กสาวให้ความสนใจกับมือของชายหนุ่มเขาก็หอมเข้าที่แก้มขวาของเ้าหล่อนทันที
“ถ้ารู้ตัวว่าเป็อะไรก็ควรจะมาทำตามหน้าที่ไม่ใช่หรือ”
“ทะ—ท่าน!”คำกร่นด่ากลืนหายเข้าลำคอ แก้มนวลแดงแปร๊ดราวกับมะเขือเทศริมฝีปากอวบอิ่มสั่นระริก เป็ครั้งแรกที่เธอถูกเพศตรงข้ามซึ่งไม่ใช่พ่อหรือพี่ชายหอมแก้มแม้แต่ชาติที่แล้วเธอก็เป็สาวโสดจนอายุ 25 ปีแม้จะมีเพื่อนผู้ชายมากมายให้ตบหัวลูบหลัง แต่เธอก็ไม่เคยถูกจาบจ้วงแบบนี้มาก่อน
ร่างสูงโน้มหน้าเข้าไปใกล้อีกครั้งคราวนี้คนตัวเล็กกว่าตั้งตัวได้ทัน เธอถอยห่างออกมาจากเขาแววตาวาวโรจน์ราวส่งเสียงขู่ฟ่อราวแมวโกรธ
“ท่านผิดสัญญาข้อแรก”
“เคยมีสัจจะในหมู่โจรด้วยเหรอ”
เกาชุนกลั้นหัวเราะจนปวดท้องเขาััได้ว่าผู้เป็นายกำลังสนุกกับของเล่นที่เหนือความคาดหมายนี้
ใจเย็นอ้าย...ความจริงเรามีเื่จะถามเขาไม่ใช่เหรอนับหนึ่งถึงสามทำใจเย็นๆ
อ้ายซินกำหมัดแน่นพยายามสะกดกลั้นอารมณ์มาคุของตนเองเธอทำเสียงให้เป็ธรรมชาติมากที่สุด
“ข้าได้ยินว่าท่านพี่ถิงเซียวจะร่วมในการรบครั้งนี้ด้วยพวกท่านจะเข้าร่วมทัพด้วยกันภายใต้คำสั่งการของผู้บัญชาการสูงสุดใช่มั้ยคะ”คำถามของเธอทำให้หวนฉีเลิกคิ้ว
“เ้าจะอยากรู้ไปทำไม”เขาถามกลับ แต่เธอนิ่งมองอย่างขอคำตอบ “พวกเราจะแยกกันไปคนละทาง”
“ท่านพี่ถิงเซียวจะไปที่ไหนหรือคะ”เธอยังคงถามต่อ ยิ่งทำให้เขาเกิดความสงสัยขึ้นกว่าเดิม
“พื้นที่เล่ยกู่”
เล่ยกู่...ที่ราบทางตะวันตกติดชายแดนระหว่างซูกับอู๋สินะถ้าอย่างนั้น...
“ทัพของท่านคงเป็เนินเขาเหลียงซันสินะ”ประโยคพูดขึ้นลอยๆ ของอ้ายทำเอาเกาชุนและหวนฉีชะงักทำไมเด็กสาวถึงรู้เื่ราวเหล่านี้ได้หรือเ้าหล่อนจะได้ยินมาจากเหล่าทหารอย่างนั้นหรือถ้าอย่างนั้นเธอก็ต้องรู้เื่การเดินทัพของถิงเซียวสิแต่เมื่อครู่เ้าหล่อนพึ่งจะเอ่ยถามเขาออกมาหมาดๆนอกเสียจากว่าเธอจะรู้จักหรือเคยเห็นภูมิประเทศที่ว่าและวิเคราะห์มันออกมาแล้วเธอเห็นมันที่ไหนกันล่ะ?
แม่ทัพหนุ่มนึกย้อนไพล่ไปถึงตอนที่เธอมาขอเลี้ยงนกเหยี่ยวซึ่งพวกเขากำลังประชุมวางแผนการรบที่นั่นมีแผนที่ภูมิประเทศจำลองอยู่แต่เพียงแค่เวลาไม่กี่นาทีเธอก็สามารถจดจำมันได้เชียวหรือ มันน่าเหลือเชื่อเกินไป
เมื่อเห็นว่าสายตาทั้งสองคู่จับจองอ้ายก็ตื่นจากภวังค์ความคิดและรู้สึกกระอักกระอ่วนที่กลายเป็จุดสนใจ
“เอ่อถ้าอย่างนั้น ข้าขอให้ท่านโชคดีในการรบนะคะ”เด็กสาวรีบตัดบทก่อนจะรีบหอบพาร่างของตนออกไปให้พ้นจากครรลองสายตาของชายหนุ่ม
หวนฉีหันมามองเกาชุนซึ่งมีความคิดไม่ต่างกัน
ท่านหญิงผู้นี้น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียวถ้าอย่างไรจับตาดูไว้ก่อนคงไม่เสียหายอะไร
“เ้าคงไม่ได้คิดอะไรแปลกๆนะ” หวนฉีเน้นเสียงเรียกสติเกาชุน
“ข้าแค่คิดว่านางกำลังเก็บซ่อนอะไรบางอย่างไว้สตรีผู้นี้ในบางครั้งก็ไร้เดียงสาเหมือนเด็กน้อย บางทีก็ดูลึกลับจนยากจะหยั่งถึง”
“ถ้าไม่ได้ขนาดนี้มันก็คงจะน่าเบื่อแย่” หวนฉียิ้มเย็นทำเอาคนมองเสียวสันหลังวาบ
หากจะมีใครสักคนที่โชคร้ายที่สุดในเวลานี้ก็คงจะเป็หลี่อ้ายซินที่ไปกระตุ้นความสนใจของสัตว์ร้ายให้พุ่งเป้ามายังตนเองได้อย่างรวดเร็วนั่นคือสิ่งที่เกาชุนเริ่มคิดเมื่อได้เห็นปฏิกิริยาของหวนฉีในเหตุการณ์ก่อนหน้าและถูกทำให้มั่นใจในสถานการณ์เมื่อครู่
หวังว่าเ้าจะไม่ถูกทำลายจนย่อยยับไปเสียก่อนนะอ้ายซิน...
การรบแต่ละครั้งใช้เวลานานหลายเดือนบางทีก็เป็ปีนั่นหมายถึงว่าเราจะเป็อิสระจากหวนฉี่ระยะเวลาหนึ่งเลยเราจะไปเที่ยวเล่นที่ไหนก็ได้พื้นที่เล่ยกู่งั้นเหรอ...จากนี่ไปใช้เวลานานหลายสัปดาห์ ไกลกว่าเหลียงซันคงต้องไปถามกำหนดการการเดินทัพกับหม่าเฉาก่อนจะได้วางแผนถูกรอให้ทัพหวนฉีเคลื่อนพลทิ้งระยะสัก 2 วันละค่อยออกเดินทางดีกว่า ต้องหาม้าดีๆสักตัว เสบียงเล็กน้อย คงต้องพาอวิ๋นไปด้วยขืนปล่อยไว้ได้กลายเป็นกย่างที่นี่แน่ๆ
อ้ายแสยะยิ้มพรายถูกใจกับความคิดที่เรียบเรียงมาเป็อย่างดีเธอจะเป็ไทจากหวนฉีและอาจจะตลอดกาลถ้าเผื่อว่าการไปรบนานๆทำให้เขาหมดความสนใจและเบื่อหน่ายภรรยาที่ไม่เคยทำหน้าที่ให้สมตำแหน่ง
...หน้าที่...ถึงตรงนี้ภาพจำยังคงชัดเจนจนต้องใช้หลังมือปาดแก้มจนหนังแทบจะถลอกเจ็บใจที่เสียท่าให้กับเขาอย่างง่ายดายอยากจะประเคนสักหมัดประทับใบหน้าหยิ่งผยองนั้นถ้าไม่ติดว่ายังไม่อยากตายอย่างทรมาน
อยู่กันไปเดี๋ยวก็รักกันเอง...เป็คำโบราณที่ดูไม่มีน้ำหนักและไม่น่าเชื่อถือเอาเสียเลยโดยเฉพาะกับคนแบบหวนฉี คนอย่างเขาคงไม่มีทางรักใครเลยนอกจากตัวเองและเธอก็มองภาพตัวเองรักผู้ชายแบบหวนฉีไม่ออก ทว่า...มีเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้นที่รู้ลึกลงไปภายในใจของอ้ายซิน เคยมีภาพของใครบางคนปรากฏขึ้นจางๆแม้ความรู้สึกนั้นจะบางเบาแค่ไหนก็ตาม
“ถ้านายมาเห็นฉันตอนนี้นายจะว่ายังไงบ้างนะหลิวหยาง”