หลังจากจ้าวหลงกลับถึงห้องพักของตน เขาเดินไปด้านหลังของห้องจะมีถังน้ำที่ใช้สำหรับอาบโดยจะมีพนักงานคอยเติมน้ำให้ จ้าวหลงวาดมือหนึ่งครั้ง ถังน้ำหายไป จ้าวหลงหายตัวไปจากห้องพัก
ภายในห้องมิติ จ้าวหลงนำของที่ซื้อมาจาก ถังกู๋ หญ้าสลายกระดูก ผลน้ำค้างมังกร มะพร้าวสามฤดูผลเต่าอัคคี ออกมาวางเรียงราย
ตามตำราที่ได้มีการจดบันทึกไว้
หญ้าสลายกระดูก หากกินเข้าไปจะทำให้กระดูกถูกทำลาย สลายไปไม่เหลือแม้แต่เศษฝุ่นแต่หากผสมกับน้ำค้างมังกรจะทำให้เกิดผลที่ตรงข้าม
ผลน้ำค้างมังกรหากกินเข้าไปจะทำให้ผู้ที่กินร่างกายจะเป็นผลึกถูกแช่แข็งไปตลอดกาลไม่ต่างจากความตาย
แต่ของทั้งสองอย่างมีคุณสมบัติต่อต้านกัน ต้องใช้ทั้งสองอย่างไส่ลงถ้วยที่ทำจากกะลาของมะพร้าวสามฤดู
ถ้วยมีคุณสมบัติของสามธาตุทำให้ของที่มีธาตุที่แตกต่างกันสามารถอยู่รวมกันได้ หญ้าสลายกระดูกธาตุลมผลน้ำค้างมังกรธาตุน้ำ ผลเต่าอัคคีธาตุไฟ จ้าวหลงต้องการใช้พลังของหญ้าสลายกระดูก กับผลน้ำค้างมังกรเขาไส่ผลเต่าอัคคีเพิ่มลงไปด้วยให้มีสมดุลครบทั้งสามธาตุ
จ้าวหลงจาลึกผนึกลงบนถ้วย ตัวถ้วยจะปรากฏอักษรวงเวทย์ที่ซับซ้อน หากเพ่งดูจะมีธาตุทั้งสี่ธาตุปรากฏเส้นอักษรจะมีการเชื่อมโยงหากมองดูด้วยตาเปล่าจะเหมือนยุ่งเหยิงหากแต่มองดูแบบพิจารณาจะเห็นว่าลายเส้นและตัวอักษร ถูกวางเรียงรายกันอย่างเหมาะสม ทั้งสี่ธาตุจะเกื่อหนุนหมุนวนกันเป็นวัฒจักรตัววงเวทย์จะเป็นตัวดึงธาตุของ สิ่งที่ไส่ลงไปในถ้วยออกมา
เดิมที่จ้าวหลงฝึกกายาด้วยอาภรณ์เทพสวรรค์ขั้นที่หนึ่งอาภรณ์นภา อาภรณ์นภาจะฝึกให้ถึงขั้นสมบูรณ์การที่จะฝึกให้ได้เต็มสิบส่วนต้องใช่พลังงานวิญญาณของธาตุทั้งสามพลักดันให้อาถรณ์นภาสมบูรณ์เต็มสิบส่วน
จ้าวหลงหยิบขวดที่ภายในขวดบรรจุไว้ด้วยเลือดของพญาเกล็ดนิลที่อัดแน่นไปด้วยพลังวิญญาณเขาเทเลือดลงไป สามขวด ภายในใจเขาเจ็บจีดถึงเงินทองที่ต้องเสียไป ขวดเลือดนี้ในท้องตลาดมีราคาที่สูง ลิบลิ่ว หากแต่ว่าเขากลับเอามันมาเป็นส่วนผสมในการฝึกกายา หากชาวยุทธรู้เรื่องคงไม่ต่างจากการกระทำที่สูญเปล่าอย่างมหาศาล เลือดเพียงหยดเดียวก็ผลิตเม็ดยาชั้นยอดได้หลายสิบเม็ด แต่นี้จ้าวหลงกับเทลงไปถึงสามขวด
การกระทำของเขาไม่ต่างจากการฆ้าตัวตาย การลงไปแช่ในบ่อเลือดของอสูรไม่ต่างจากการกระโดดลงไปในบ่อน้ำกรดที่มีความร้อนเฉกเช่นเดียวกันกับความร้อนของน้ำเดือดอุณหภูมิที่สูงลิป
" หวังว่าการใช้ พลังงานธาตุในการสร้างสมดุลคงจะเป็นดังที่ข้าคิดนะ"
ในตำราเพียงแค่ระบุคุณสมบัติของวัสดุเหลานี้เท่านั้น การใช้วงเวทย์รวมไปถึงการดึงเอาพลังงานธาตุต่างๆมาใช้จ้าวหลงเพียงใช้แนวคิดมาจากตำราเท่านั้น
อาภรณ์เทพสวรรค์ ในแต่ละขึ้นตอนการฝึกต้องใช้พลังงานธาตุมาเป็นตัวผนึกเข้าไปในเส้นพลังปราณหรือเส้นพลังวิญญาณให้มีสภาพที่มั่นคงหนักแน่นจำต้องใช้พลังงานธาตุมาสร้างเสริม
บุคคลทั่วไปเพียงฝึกกายาพื้นฐาน เพียงเพื่อเป็นสะพานไปยังวิชาอื่น แต่ก็มีบ้างบางคนฝึกวิชากายาพื้นฐาน เป็นปีๆจนมั่นคงแต่ก็เพียงให้เส้นปราณแข็งแรงต่างจาก จ้าวหลง ที่กำลังทำอยู่
เขาใช้พลังงานธาตุมาเป็นองค์ประกอปในการสร้างกายา ทำให้เส้นพลังปราณของเขามีพลังสองสาย มีทั้งปราณ และพลังวิญญาณ โดยปกติโดยทั่วไปผู้ฝึกยุทธ จะเน้นไปเส้นทางใดเส้นทางหนึ่ง ซึ่งต่างจากจ้าวหลง
เส้นพลังงานของเขาใช้ได้ทั้งสองรูปแบบ พลังงานที่ปล่อยออกมาเป็นพลังงานปราณฟ้า ผู้ฝึกยุทธอื่นจะปล่อยพลังงานวิญญาณได้โดยผ่านเส้นพลังงานที่เรียกว่าเส้นพลังวิญญาณ
ผู้ฝึกยุทธที่มีปราณสีฟ้านี้จะเป็นผู้ผนึกอสูร ที่หูหลงเห็นพลังงานที่ปล่อยออกมาของจ้าวหลงเป็นสีฟ้าหูหลงจึงเข้าใจว่าเป็นพลังงานวิญญาณของผู้ผนึกอสูร ผู้ผนึกอสูรพลังงานที่ปล่อยออกมาจะคล้ายกับของที่จ้าวหลงปล่อยออกมา
ชาวยุทธผู้ที่ใช้พลังปราณ จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อเปลียนพลังวิญญาณไปเป็นพลังปราณผ่านเส้นลมปราณ การดึงพลังปราณออกมาใช้จะเป็นการดึงผ่าน วิชาและวรยุทธ ที่อยู่กันแพร่หลายในยุทธภพ
จ้าวหลงได้ข้อมูลเหลานี้ มาจากตำราเล่มหนึ่งที่เขียนด้วยรายมือที่สวยงามมันเป็นตำราบันทึกการฝึกยุทธ ของ ยอดยุทธหญิงนางหนึ่งบนชั้นหนังสื่อในห้องแห่งกาลเวลานามว่า ' จ้าวเซียงเหยา '
จ้าวหลงไส่ถ้วยทั้งสามใบ แต่ละใบบรรจุไว้ด้วย วัสดุปรุงยาทั้งสามชนิด
จ้าวหลงเปิดการทำงานของวงเวทย์สองส่วนในสิบส่วน ถ้วยแต่ละใบสว่างวาบ จ้างหลงโดดลงไปแช่ในน้ำที่ในขณะนี้มีสีแดงชาติโดยก่อนหน้าน้ำเดือดปุดๆ มีความร้อนสูงหลังจากจ้าวหลงเปิดการทำงานวงเวทย์ความร้อนของน้ำหายใบเหลือแต่พลังงานวิญญาณเออล้นออกมา
' อ๊ากก แสบบบ'
จ้างหลงร้องเสียงหลง ไม่ต่างจากลูกหมาที่โดนนำร้อนลวก
" นี้ขนาดเปิดการทำงานของวงเวทย์ ข้ายังเกือบสุก"
จ้าวหลงเดินพลังงานวิญญาณไปตามเส้นทั่วร่าง เขาเริ่มดูดกลื่นพลังวิญญาณเส้นพลังทั่วร่างเริ่มดูดกลื่นพลังวิญญาณอย่างบ้าครั้งไม่ต่าง จากชายที่เคยมีร่างกายอ้วนท้วนแต่ต้องไปอยู่อย่างอดอยากจนมีสภาพผ่อมแห้ง ชายร่างอ้วนนั้นก็ไม่ต่างจากเส้นพลังงานของจ้าวหลงในปัจจุบัน
เมื่อเส้นพลังงานใหญ่ขึ้นแต่บ่อแห่งพลังงานของจ้าวหลงมีเพียงแค่สีดวงจิตทำให้ดวงจิตดวงที่ห้าของเขาก่อตัวขึ้นตามกระแสของพลังงาน ที่เส้นปราณขยายใหญ่ขึ้นส่งไปตามร่างกายของจ้าวหลงผ่านจุดพลังงานตามร่างกายของเขา เขาขับเคลื่อนพลังวิญญาณไปตามเคล็ดวิชาอาภรณ์เทพสวรรค์
สามวันภายในมิติหมดไปกับการที่เขาฝึกอยู่ที่ดวงจิตดวงที่ห้า
" ตอนนี้ข้าเปิดดวงดจิตดวงที่ห้าแล้ว "
จ้าวหลงเปิดการทำงานของวงเวทย์ระดับสีส่วน
คราวนี้จ้าวหลงไม่มีเสียงร้องออกอย่างเจ็บปวดอีก ทั่วร่างกายเขากลับแดงกล่ำเขาเดินเคล็ดอาภรณ์เทพสวรรค์เขาเคลื่อนพลังวิญญาณไปตามส่วนของร่างกายทำให้ร่างกายรู้สึกเบาขึ้น
จากน้ำที่มีสีแดงชาด ตอนนี้กลับมี สีแดงเข้ม ผิวน้ำเริ่มมีฟองอากาศรอยออกมาให้เห็นจ้าวหลงฝึกแบบนี้วนไปจนเข้าวันที่หก ในดวงจิตจ้าวหลงมีการก่อตัวของดวงจิตดวงที่หก ผ่านไปอีกวันจ้าวหลงสร้างดวงจิตดวงที่หกอย่างสมบุรณ์ ในครั้งนี้ทุกขั้นตอนเขาบีบอัดดวงจิตซำไปซำมาจนดวงจิตเขามีขนาดเท่ากับเม็ดถั่ว แต่ละเม็ดอัดแน่นไปด้วยพลังงาน
เขาเปิดการทำงานของวงเวทย์เป็นหกส่วน พลังงานไหลทะลักออกอย่างบ้าครั้ง น้ำที่เดิททีมีเม็ดฟองออกมาให้เห็นบ้างในบางครั้งตอนนี้กลับเริ่มเดือดปุดๆออกมามากกว่าเก่า หน้าจ้าวหลงจากสีแดงเปลียนไปเป็นสีม่วงจากความร้อนและการกลัดกร่อน พลังงานวิญญาณระเบิดออก
เขาเคลื่อนเคล็ดวิชากระจ่ายอาภรณ์เทพสวรรค์ คลุมครองร่างกาย ผ่านไปชั่วครู่ สีหน้าจากม่วงกลายเป็นสีแดงเข็มความรู้สึกกลับเบาสบายอีกครั้ง เขาดูซับพลังวิญญาณจากบ่อเลือด และพลังงานที่ปล่อยออกมาจาวัสดุทั้งสามชนิดทำให้ร่างกายเขามีธาตุทั้งสามธาตุหมุนเวียน ทำให้เคล็ดวิชาของเขามีทั้งสามธาตุ
แส่งแรกยามรุ่งอรุณมาเยือนภายในห้องโถงของตระกูลหู
หูตงเหลยนั่งอยู่ที่เก้าอี้ของผู้นำโดยมีผู้เฒ่าผู้อาวุโสนังประจำตำแหน่งตามเก้าอี้ ด้านหน้าจะมีบรรดาตระกูลหลักและตระกูลสาขายืนเรียงรายตามอำนาจของตระกูล แต่ละคนมองไปยังใบหน้าของเหลาผู้อาวุสโสและผู้นำตระกูลด้วยใบหน้ายำเกรง
" ทางโรงเรียนผู้ผนึกอสูรได้ส่ง บัตรเชิญผู้มีสิทธิ์เข้าสอบมาที่ตระกูลแล้ว ปีนี้เราถูกจำกัดให้ส่งผู้มีสิทธิ์เข้าสอบได้เพียงสีคน "
หูตงเหลยกล่าวอกไปด้วยพลังปราณที่เข้มข้น
" สีคนเองหรือ ปีที่แล้วยังได้ตั้งเก้าคน "
" มันข่มเหงกันเกินไปแล้วนะ "
" ข้าไม่แปลกใจเลย ก็ปีที่แล้วตระกูลเราสอบตกตั้งแต่รอบแลกหมดเลยนี้ "
เกิดกระแสการโต้แยงไม่พอใจ้ถึงจำนวนผู้มีสิทธิ์เข้าสอบโดยทุกปี ตระกูลหูจะได้สิทธิ์ในการส่งผู้มีสิทธิ์เข้าสอบไม่แพ้ตระกูลใหญ่หรือสำนักใหญ่อื่นเลย สิทธิ์ที่ได้สูงสุดคือเก้าคน ตระกูลหูได้รับเลือกในการมีสิทธิ์ส่งคนของตระกูลเข้าไปไม่ตำกว่าเก้าคนทุกปีแต่ปีนี้กับได้เพียง สีคน ซึ่งมันเป็นสิทธิ์สูงสุดของตระกูลเล็กหรือสำนักเล็กๆที่ได้สิทธิ์ส่งได้เพียงแค่สีคน แต่ตระกูลหูขึ้นชื่อในเรื่องผนึกอสูรกับได้รับเลือกเพียง สีคนเท่านั้นเองทำให้ตระกูลหูต้องเสียหน้าไม่น้อย
" เอาละข้าจะขัดเลือกผู้มีสิทธิ์ จากการจับสัตว์วิญญาณ ทางตระกูลจะเปิดพื้นที่วิญญาณให้เข้าไปแข่งขันกัน สิทธิ์ทั้งสีจะวัดจากระดับสัตว์ที่พวกเจ้าผนึกได้"
ผู้คนที่หวังจะเข้าไปเป็นหนึ่งในสี่ของผู้มีสิทธิ์เข้าสอบของโรงเรียนผู้ผนึกอสูรของเมืองต้าเทียนต่างก็ถือความมันใจว่าตนจะต้องเข้าไปยืนอยู่หนึ่งในตำแหน่งนี้ หลังจากนั้นผู้คนต่างกลับไปเตรียมตัวเขาสู่ป่าวิญญาณ
ยามสิ้นแสงของดวงตระวันภายในบ้านหลังหนึ่งของตระกูลหลัก
" พรุ่งนี้ก็ใช้วิธีเดียวกับเมื่อปีที่แล้ว หน้าเสียดายที่ปีนี้ผู้มีสิทธิ์ได้แค่สีคน ข้าหวังว่าพวกเจ้าคงจะไม่ทำให้ข้าผิดหวังอีกนะ ได้สิทธิ์ ตั้งแปดคนยังตกหมดทั้งแปดคน"
" ข้าจะไม่ทำให้ท่านพ่อผิดหวังอีก"
" เย่เอ๋อครั้งนี้พ่อตั้งความหวังกับเจ้าไว้สูงอย่าทำให้ข้าผิดหวังอีก"
หญิงสาวร่างกายอ้วนกลมเป็นคนเดียวกับที่หนานกงหลัวพบเจอที่ทางเดิน มีนามว่าหูเย่จวน
"ข้าจะไม่ทำให้ท่านลุงผิดหวัง"
" ผู้อาวุโสจ่านข้าจะไม่ทำให้ผู้อาวุโสผิดหวัง "
" ข้าก็เช่นกัน"
" ดีการสอบครั้งนี้ข้าหวังผลกับพวกเจ้าทั้งสี่มากมันมีผลกับตำแหน่งใหนอนาคตของข้าด้วย"
ภายในบ้านพักของจ้าวหลง
" ท่านลุงตงมาหาข้ามีอะไรรึ "
ภายในบ้านพักของจ้าวหลงมีหูตงเหลยยืนอยู่ด้านหน้ามองไปทางจ้าวหลงด้วยความเคารพ หากหากคนภายในตระกูลมาเห็นคงงงเป็นไก่ตาแตกเป็นแน่
" ข้าได้เตรียมคนทั้งสิบคนให้ท่านแล้ว ท่านจะมีคำสั่งเช่นไรต่อไป"
" ดีคนทั้งสิบมีระดับการฝึกอยู่ขั้นใหนบ้าง และลักษณะนิสยขอแต่ละคนท่านอธิบายมาให้ข้าฟังอย่างระเอียด"
หูตงเหลยอธิบายถึงการฝึกของแต่ละคนให้จ้าวหลงฟังอย่างระเอียดและประวัติความเป็นมาทั้งสิบคน จากการฟังข้อมูลจากหูตงเหลย จ้าวหลงก็พอจะรู้บุคลิคของแต่ละคน
"ดีงั้นท่านไปเตรียมหาสถานที่ ที่ปิดเป็นความลับเตรียมถังน้ำไว้สิบถังพร้อมกับนำของทีถังกู๋ นำมาส่งให้ไปเตรียมไว้คืนนี้ยามสามพาข้าไปหาพวกเขา"
" ข้าน้อยทราบแล้ว ว่าแต่พรุ่งนี้จะมีการเปิดพื้นที่ นายน้อยต้องการเข้าไปใหมเพราะถึงอย่างไรนายน้อยก็ไม่จำเป็นต้องเข้าไป ข้าได้ให้หนึ่งในสิทธิ์นั้นเป็นของท่าน"
หูตงเหลยพูดด้วยวาจาน้อบน้อมเป็นอย่างยิ่ง
"ไม่จำเป็น ข้ายังไม่แข็งแกร่งพอ ข้ายังไม่ต้องการเปิดเผยตัวตน"
"งั้นข้าน้อยขอตัว คืนนี้ยามสามข้าจะไปรอท่านที่ชายป่าไผ่ทิศเหนือของตระกูล"