“อย่าค่ะ อย่าทำแบบนี้ อือ..ยะอย่า...”
เสียงผู้หญิงหยุดพูดทันทีที่ปากของเขาประกบเข้ากับปากของเธอ ชายคนนั้นกระหน่ำจูบเธออย่างคนบ้าคลั่ง ก่อนจะลามซุกไซร้คอและก้มลงจุมพิตที่เนินอก มือเขาจับเธอตรึงไว้กับที่นอน หญิงสาวหลับตาพริ้ม ไม่นะ นี่ไม่ใช่เื่จริง เธอลืมตาตื่นขึ้น
“อย่า!!”
พริมรตาสะดุ้งตื่นขึ้นบนเตียงนอนของเธอเอง ชุดนอนเสื้อกล้ามกับกางเกงขายาวเปียกโชก เหงื่อเป็เม็ดๆ เกาะอยู่เต็มใบหน้า หญิงสาวส่ายหน้าเรียกสติ แม้ทุกคืนเธอจะฝันเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ไม่เคยคุ้นชินกับมันเลย
“แค่ฝันร้ายนะต้นอ้อ”
ในตอนเช้าหลังจากที่นอนไม่หลับทั้งคืน พริมรตาไปทำงานด้วยอาการงัวเงีย ในมือเธอถือแก้วกาแฟอเมริกาโน่น้ำส้ม ที่แวะซื้อจากร้านกาแฟเล็กๆ ข้างโรงพยาบาล เพื่อนร่วมงานหลายคนทักทายเธอ แต่เธอแทบไม่ได้ตอบใครเลย จึงเพียงแต่ยิ้มคืนให้พวกเขาเท่านั้น
“แป๋งหน้าหยังไก่เหงา เป็หยัง บ่อได้หลับกา”
ถนัดกิจจ้องหน้าเพื่อนสนิทที่ตาดำคล้ำเหมือนหมีแพนด้า และสังเกตเห็นรอยเมคอัพที่เพื่อนใช้ปกปิดอย่างหยาบๆ
“นอนบ่อหลับอ่ะ”
เธอเก็บซ่อนเื่ทุกอย่างไว้เพียงลำพัง แม้จะอยากเล่าเื่ราวทุกอย่างให้เพื่อนสนิทอย่างถนัดกิจฟัง แต่ก็กลัวพ่อกับแม่จะรู้ และวันนั้นทั้งวันเธอก็ทำงานด้วยอารมณ์ไม่แจ่มใสอย่างที่ควรจะเป็ หลังเลิกงาน มีเมสเซนเจอร์หนุ่มรอส่งจดหมายให้เธอ1 ฉบับและดอกไม้อีก 1 ช่อ เธอรับจดหมายนั้นใส่กระเป๋าและถือดอกไม้ด้วยใบหน้าเซ็งอารมณ์เช่นเคย เมื่อขับรถกลับคอนโดจึงอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้า นั่งลงบนเตียงนอนก่อนตัดสินใจหยิบเอาจดหมายขึ้นมาเปิดอ่านดู เห็นข้อความเขียนด้วยลายมือตวัดอ่านยาก เธอต้องพยายามแกะข้อความนั้น
“ถึงหนูพริมรตา อมรเลิศ ขอบคุณหนูที่ช่วยชีวิตสามีฉันในวันนั้น หากมีโอกาสเราอยากเลี้ยงขอบคุณหนูสักครั้งได้ไหม ถ้าหนูตกลงพรุ่งนี้ตอนเย็นจะมีรถไปรับหนู นิรณา กิจธนะวรกุล”
เธอพับจดหมายเก็บวางไว้บนโต๊ะหัวเตียง ก่อนจะเหลียวหน้าไปมองช่อดอกลิลลี่ที่วางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้ง เธอทราบได้ทันทีว่าเ้าของช่อดอกไม้คือกวีวัชร์ โดยที่ไม่ต้องเปิดดูการ์ด แม้จะพยายามปฏิเสธหลายต่อหลายครั้ง แต่เพราะเมสเซนเจอร์บอกตนอาจเดือดร้อนหากส่งของไม่ถึงมือผู้รับ เธอจึงต้องจำใจรับไปเสียอย่างปฏิเสธไม่ได้
หวืดหวืด เสียงโทรศัพท์สั่น เธอหยิบโทรศัพท์มาดูชื่อคนโทรมา
“อืมว่า”
“ทำไรอยู่ อย่าบอกนะว่านอนแล้วเนี่ย”
“กำลังอ่ะ” เธอบอกปัดถนัดกิจไปอย่างไร้อารมณ์ แต่เมื่อคิดได้ว่าเพื่อนสนิทของเธอนั้นอาจช่วยได้จึงตัดสินใจถามความคิดเห็น
“คุณนิรณาภรรยาคนที่ฉันช่วยชีวิตไว้ เขาส่งจดหมายมาชวนฉันไปกินข้าวด้วย เขาอยากเลี้ยงขอบคุณอ่ะแก แต่ฉันไม่รู้จะปฏิเสธยังไง หรือแกว่าฉันควรไปดีไหม”
ถนัดกิจได้ฟังดังนั้นเขารับรู้ได้ทันทีว่าเพื่อนรักตนนั้นกำลังเครียด เพราะทุกครั้งที่เธอจริงจังเธอจะพูดกับเขาด้วยภาษากลาง
“ก็ไม่เห็นยากอะไร ถ้าแกไม่อยากไปแกก็แค่บอกเขาไปว่าติดธุระนั่นนี่ พยาบาลน่ะใครๆ ก็รู้ว่างานยุ่ง”
“มันจะดีเหรอแก ฉันกลัวเขามองไม่ดี”
“ถ้าอย่างนั้น แกก็ควรไป ฉันก็ไม่เห็นมันจะเสียหายอะไร แกก็ลองคิดกลับกันถ้าแกตั้งใจอยากเลี้ยงขอบคุณคนหนึ่งอย่างจริงใจ แต่เขากลับปฏิเสธ แกจะรู้สึกยังไง เอ่อ แค่นี้ก่อนนะ ฉันไปทำงานก่อน แกก็กินข้าวด้วย มัวแต่นอน แค่นี้แหละ”
เธอวางโทรศัพท์ลงหลังได้ยินเสียวางโทรศัพท์จากปลายสาย
และพริมรตาก็ตัดสินใจไปทานข้าวกับ ธีรุตม์และนิรณาในเย็นวันต่อมา เสียงเพลงเปิดคลอเบาๆ คนในร้านมีบางตา ทว่ากลับยินดียิ่ง เพราะเธอไม่อยากให้คนอื่นจับตามอง ไม่้าเป็จุดสนใจ หญิงสาวรีบมองหาคนนัด และก็หันไปเจอว่าทั้งสองนั่งที่โต๊ะริมหน้าต่าง เมื่อพวกเขาพบเธอก็ลุกขึ้นยืนพร้อมกล่าวทักทาย พริมรตารีบยกมือไหว้อย่างเคารพ ทั้งธีรุตม์และนิรณาต่างยกมือไหว้รับ
“ขอบคุณหนูมาก ที่ต่อชีวิตให้ลุง”
ธีรุตม์เรียกแทนตัวเองว่าลุง ทำให้ พริมรตาใเล็กน้อย
“ป้าขอเลี้ยงข้าวหนูแทนคำขอบคุณได้ไหม”
หญิงสาวทำได้แค่ยิ้มและตอบตกลง ทั้งสามคนนั่งรับประทานอาหารร่วมกัน จริงๆ แล้วท่านทั้งสองเป็ผู้ใหญ่ที่น่ารักและใจดีมาก เธอนึกว่าต้องมีพิธีรีตองมากมายเสียอีก ตรงกันข้ามพวกเขากลับเป็กันเอง
“ขอบคุณท่านทั้งสองมากนะคะสำหรับอาหาร หนูอิ่มมากเลยค่ะ”
“เรียกลุงกับป้าเถอะจ๊ะ หนูจะว่าอะไรไหม ถ้าลุงกับป้าจะแวะมาหาหนูบ่อยๆ”
นิรณาเอ่ยถามเธอ ด้วยเพราะเกรงจะรบกวนเวลาทำงานของเธอ
“หนูไม่ว่าอะไรหรอกค่ะ แต่จะดีหรือค่ะ ท่านเอ่อ… คุณลุงคุณป้าน่าจะงานเยอะ อย่าเสียเวลากับหนูเลยค่ะ”
“ไม่เลย ทั้งลุงและป้าเราวางมือเื่งานแล้ว ตอนนี้ก็มีแต่เ้าเพชรเ้าพีร์นั่นแหละที่เป็คนบริหารแทน แค่ไม่รบกวนหนูก็เพียงพอแล้ว”
ความใจดีของทั้งสองทำให้พริมรตายิ้มปริ่ม ทั้งสองเอ็นดูในความน่ารักและสุภาพของเธอมาก