หวังเหยินหยวนรีบวิ่งออกมา เธอไม่สนใจว่าจะกลายเป็ผู้ใหญ่รังแกเด็กหรือถูกกล่าวหาว่าเอาเื่แม้กระทั่งกับเด็ก ในเมื่อเด็กเปรตพวกนั้นมาหาเื่ลุกชายของเธอก่อน ไม่มีพ่อแล้วมันจะทำไม ไม่มีพ่อแล้วเป็คนดีไม่ได้หรืออย่างไรกัน คิดแล้วก็เจ็บใจยิ่งนักที่ทำอะไรไม่ได้
กลุ่มเด็กฟันน้ำนมจากไปแล้ว เหลือไว้เพียงปมที่อยู่ในใจของเด็กน้อยมาตลอด หวังเหยินหยวนไม่ได้พูดอะไร ทำเพียงกอดอกมองดู จากที่แสดงสีหน้าเศร้าออกมาอย่างชัดเจน แต่แล้วเขากลับส่ายหัวแล้วพยายามฝืนยิ้มที่คิดว่าปกติที่สุด ทั้งที่ความจริงแล้วมันโคตรฝืนที่สุด
“คนเราถ้าไม่มีพ่อจะเกิดมาได้อย่างไรกัน จริงไหม?” ในที่สุดหวังเหยินหยวนก็เป็ฝ่ายพูดขึ้นก่อน
“ครับ” ลูกชายทำเพียงพยักหน้าเห็นด้วยเบาๆ
“มีพ่อแล้วอย่างไร ไม่มีแล้วอย่างไร เด็กพวกนั้นมีพ่อแล้วสภาพความเป็อยู่ต่างจากเราตรงไหนกัน? คนเราหน้าที่และความรับผิดชอบนั้นต่างกัน ถึงพ่อเขาจะไม่ได้อยู่กับเราเหมือนคนอื่นๆ แต่ความรักความเอาใจใส่ที่แม่คนนี้มีให้ ลูกยังไม่พอใจอีกหรือ?” หวังเหยินหยวนปลอบลูกชาย พร้อมทั้งอยากจะให้เขามองให้เห็นถึงสภาพความเป็จริง ไม่มีใครอยากจะมีครอบครัวที่แตกแยก แต่ทุกคนย่อมมีเหตุผลบางอย่างในตัวของมัน เธอจะยังไม่ตัดสินว่าทำไมพ่อของเด็กคนนี้ถึงทิ้งไป แต่ก็ไม่เคยคิดที่จะหาคำตอบกับสิ่งที่ไม่มีทางได้รู้ เพราะถึงอย่างไรก็คงจะไม่มีโอกาสได้พบเจอกันอีกอย่างแน่นอน
“เปล่าครับ ซื่อปินมีแค่แม่ก็พอแล้ว” หวังซื่อปินรีบส่ายหน้าทันที เขาแค่น้อยใจแต่ไม่ถึงกับโหยหาขนาดนั้น มีบ้างบาง่เวลาที่เพื่อนๆล้อ แต่ต่อไปนี้สัญญากับตัวเองว่าจะต้องเข้มแข็งให้จงได้
“ถึงแม้ว่าเราจะมีกันแค่สองคน แต่ต่อไปนี้ชีวิตของพวกเราจะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอนจ้ะ แม่สัญญา” ในที่สุดหวังเหยินหยวนก็แทนตัวเองว่าแม่ได้อย่างเต็มปาก เธอรู้สึกว่าตัวเองเป็แม่ของเด็กคนนี้จริงๆ อยากจะปกป้อง อบรมสั่งสอนให้เขาเติบโตขึ้นมาอย่างมีคุณภาพ คนเราผิดพลาดกันได้ ไม่จำเป็ต้องเอาความผิดพลาดมาสร้างตราบาปให้ตัวเอง แม้ผู้ชายเฮงซวยคนนั้นจะทิ้งไป แต่เขาก็ได้มอบสิ่งล้ำค่่าที่สุดมาให้แล้ว ผู้ชายคนนั้นต่างหากที่น่าสงสาร แม้กระทั่งหน้าตาของลูกชายก็ยังไม่มีโอกาสได้เห็นเลยสักครั้ง
หลังจากนั้นหวังเหยินหยวนก็กลับมาใช้ชีวิตตามปกติที่ร่างเดิมเคยเป็ นั่นก็คือทำงานแลกแต้มค่าแรง ในทุกๆเช้าเธอจะทำอาหารเอาไว้ให้ลูกชาย ส่วนมื้อกลางวันก็จะกลับเข้าบ้านก่อน ทำงานที่ทุ่งนาใหม่ๆเธอยอมรับเลยว่าเหนื่อยและท้อมาก แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี เพราะยังหาทางออกให้กับตัวเองไม่ได้ แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ทำให้เธอเริ่มชินกับการทำงาน และที่สำคัญหุ่นของเธอก็กำลังเริ่มจะกลับมาเป็เหมือนเดิม อาจจะเพราะทำงานที่ทุ่งนาก็เหมือนกับการออกกำลังกาย อีกทั้งกินยาลดบวมตามที่ทางโรงพยาบาลจัดให้ด้วย
“แม่ซื่อปินผอมลงจากเดือนที่แล้วมากเลยนะ”
“นั่นน่ะสิ หล่อนดูแข็งแรงขึ้นจากเมื่อก่อนแล้วด้วย”
“ได้ข่าวว่าบ้านไป๋เริ่มอ้วนกันทั้งบ้านเลยนะ่นี้”
“จะเป็ไปได้อย่างไร บ้านนั้นสมาชิกในบ้านเยอะจะตาย ข้าวสารจะกรอกหม้อก็แทบจะไม่มี”
เสียงซุบซิบนินทาดังเข้ามาในหูของหวังเหยินหยวน แต่เธอก็ไม่คิดที่จะแก้ต่างใดๆ มั่นใจว่าครอบครัวไป๋เองต้องรู้ว่าพวกเขาป่วยไม่ใช่อ้วน แต่ก็ไม่ใช่หน้าที่ของเธอที่จะไปเ้ากี้เ้าการ สิ่งหนึ่งที่เรียนรู้มาจากร่างนี้คือ ต่างคนต่างอยู่นั้นดีที่สุด ไม่ใช่ว่าแล้งน้ำใจไม่อยากช่วย แต่เป็เพราะแต่ละหลังคาเรือนก็แทบจะเอาตัวไม่รอด
“สบายดีนะ” จู่ๆก็มีเสียงของวัยกลางคนเอ่ยขึ้น หวังเหยินหยวนหันไปตามเสียง ในความทรงจำบอกกับเธอว่าผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้านี้คือมารดาของเธอเอง
ในความทรงจำเมื่อครั้งที่เข้าสู่วัยสาว แม่ของหวังเหยินหยวนคาดหวังให้เธอแต่งงานกับครูอายุคราวพ่อ ที่เป็หม้ายเมียตายไปหมาดๆ หญิงสาวอายุ 17 ปี กลับตกหลุมรักกับนักศึกษาปัญญาชนเข้า ทำให้ผู้เป็แม่รู้สึกเสียหน้าและโกรธมาก ที่ลูกสาวปล่อยเนื้อปล่อยตัวเปลี่ยนข้าวสารเป็ข้าวสุก หนำซ้ำฝ่ายชายยังทิ้งไปอย่างไม่ใยดี ไข่เอาไว้ให้ลูกสาวต้องอุ้มท้องไม่มีพ่อ อับอายขายขี้หน้าคนทั้งหมู่บ้าน
“คุณแม่คะ คุณพ่อให้มาตามค่ะ” ลูกสะใภ้คนโตรีบวิ่งตาเหลือกมาเรียกแม่สามี ด้วยในตอนนี้พ่อสามีไม่พอใจเป็อย่างมากที่เห็นภรรยากำลังยืนคุยกับน้องเล็กของบ้าน เพราะหล่อนถูกเนรเทศให้ไม่ใช่คนของครอบครัวหวังอีกต่อไป
“หึ” หวังเหยินหยวนมองไปทางคนที่กำลังวิ่งกระหืดกระหอบมา แต่เมื่อมองเลยออกไปอีกหน่อยก็พบเข้ากับชายวัยกลางคน กำลังยืนทำหน้าเขียวจ้องเขม่งมาทางนี้ ตัวเธอเองก็จ้องกลับอย่างไม่ลดละเช่นเดียวกัน เื่นี้คนผิดต้องไม่ใช่เธอแน่ เพราะมั่นใจว่าตัวเองก็อยู่เฉยๆ ไม่ได้ไปทำความเดือดร้อนให้ใคร
“เดี๋ยวสิ แม่มีอะไรจะให้” ท่านแม่หวังยังดื้อดึงที่จะเอาสิ่งที่ควรจะเป็ของลูกสาวออกมา เห็นสภาพลูกสาวและหลานชายแล้วก็รู้สึกปวดใจ แต่เพราะขัดคำสั่งของสามีไม่ได้จึงได้แต่นั่งอมทุกข์ไว้เช่นนี้
“คุณแม่คะ คุณพ่อเดินมาทางนี้แล้วนะคะ” ลูกสะใภ้เร่งแม่สามีอย่างเอาเป็เอาตาย ด้วยสังเกตเห็นว่าพ่อสามีกำลังตั้งท่าจะเดินมาทางนี้ด้วยเช่นกัน หากเป็เช่นนั้นเื่ได้บานปลายใหญ่โตแน่
“รีบไปเถอะค่ะ ก่อนที่สามีคุณป้าจะอาละวาด มันคงจะไม่ดีกับคนอื่นสักเท่าไหร่” หวังเหยินหยวนเอ่ยขึ้นในที่สุด เพราะร่างนี้เปลี่ยนสรรพนามในการเรียกชื่อพ่อแม่ใหม่ เธอไม่มีสิทธิ์แม้กระทั่งเรียกชื่อพ่อแม่อีกต่อไป เป็ได้แค่เพียงคนที่อาศัยในหมู่บ้านเดียวกันเท่านั้น
ลูกสะใภ้รีบดึงแขนแม่สามีให้กลับไปทางเดิมอย่างรวดเร็ว ผิดถูกคนในบ้านหวังรู้ดีที่สุดว่าเอาเปรียบน้องเล็กอย่างหวังเหยินหยวนมากแค่ไหน แต่ไม่มีใครกล้าพูดอะไร ในเมื่อคำสั่งของพ่อสามีถือเป็คำสั่งที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด หากจะโทษก็คงโทษที่น้องเล็กอ่อนแอ หัวอ่อน ยอมให้หนุ่มเมืองหลวงมาย่ำยี ตัวเธอเป็เพียงสะใภ้จึงไม่อยากมีปัญหา ยังอยากจะอยู่บ้านพ่อแม่สามีอย่างราบรื่น
แม่สามีกับลูกสะใภ้ฉุดกระชากลากถูกกันไปแล้ว หวังเหยินหยวนจึงเดินไปอีกทาง เพื่อที่จะกลับบ้านไปทำมื้อกลางวันให้ลูกชาย ไม่รู้ว่าป่านนี้ลูกชายจะหิวแล้วหรือยัง ระหว่างที่เธอมาทำงานที่ทุ่งนา ก็ได้ให้ลูกชายเริ่มท่องหนังสือ สัปดาห์ก่อนเข้าในเมืองซื้อสมุดกับดินสอติดมือมาด้วย รวมไปถึงหนังสือสำหรับเด็กชั้นอนุบาล แม้ว่าจะมีราคาแพงแต่เธอก็สู้
หวังเหยินหยวนเริ่มมีเงินเก็บจากการระบายของในมิติ สิ่งที่เธอได้เรียนรู้เพิ่มคือสถานที่ที่เรียกว่าตลาดมืด ในนั้นมีทุกอย่างที่ทุกคน้า โดยปราศจากคูปอง มีอิสรเสรีในการซื้อขาย แต่แค่ราคาสูงขึ้นเป็เท่าตัวเท่านั้น เธอระบายเสื้อผ้าของเด็กแรกเกิดออกไป เพราะถึงอย่างไรลูกชายก็ไม่จำเป็ต้องใช้ของพวกนี้
ไม่น่าเชื่อว่าราคามันจะสูงลิบลิ่ว สินค้าประเภทฝ้าย สิ่งทอมีราคาแพงเพราะหายาก เธอขายเสื้อผ้าเด็กอ่อนไป 2 โหล ขายตัวละ 12 หยวน ได้เงินมาทั้งหมด 288 หยวน เหลือเสื้อผ้าเด็กเล็กอยู่อีก 8 โหล ที่ยังไม่ระบายออก อยากจะเก็บเอาไว้ขาย่หน้าหนาวมากกว่า จะได้เกร็งราคาเพิ่มขึ้นมาอีก
“กลับมาแล้วจ้ะ” หวังเหยินหยวนสนิทกับลูกชายมากขึ้น ตลอด่เวลา 1 เดือนที่ผ่านมาลูกชายมีพัฒนาการเพิ่มมากขึ้น เขาเริ่มจำตัวอักษรได้เกินครึ่ง นับว่าเป็สัญญาณที่ดีสำหรับเด็กที่ไม่มีพื้นฐานพวกนี้เลย
หวังซื่อปินเอาแต่ท่องหนังสือ จึงไม่ทันสังเกตว่าผู้เป็แม่กลับมาจากทำงานที่ทุ่งนาแล้ว เขาตั้งใจอ่านหนังสือ เพื่อที่จะได้ทำให้แม่ภูมิใจ เด็กน้อยพอใจกับชีวิตความเป็อยุ่ในตอนนี้มาก หน้าที่หลักของเขาคือล้างถ้วยชามที่กินเสร็จแล้ว และทำความสะอาดบ้าน
“พักสายตาบ้างก็ได้จ้ะ กินข้าวเสร็จแล้วลูกก็นอนกลางวันเสียนะ เด็กวัยนี้ต้องนอนกลางวันเยอะๆ” หวังเหยินหยวนอุ่นกับข้าวมาวางตรงหน้าลูกชาย พร้อมทั้งดังหนังสืออกจากมือของเขาด้วยเช่นกัน
“กลับมาแล้วหรือครับ ซื่อปินยังไม่ง่วงเลยครับ” เด็กน้อยถามแม่ตาปรือ อ่านหนังสือนานๆก็สามารถทำให้ตาล้าได้เช่นเดียวกัน
“ลูกชายแม่เก่งที่สุด แต่หมดเวลาอ่านหนังสือของลูกแล้ว รีบกินมื้อกลางวันแล้วก็เข้านอนได้แล้วจ้ะ” หวังซื่อปินทำตามคำสั่งผู้เป็แม่อย่างว่าง่าย
หญิงสาวตั้งใจว่าวันหยุดในอีกไม่กี่วันที่จะมาถึงนี้ จะเอาของไปขายเพิ่ม จากนั้นก็จะหาช่างมาช่วยซ่อมแซมบ้านให้แข็งแรง อาจจะต้องปรึกษาผู้นำหมู่บ้านเื่ขอแรงคนในหมู่บ้าน เพราะเธอยังมีเงินไม่มากพอที่จะจ้างคนงาน ลำพังแค่ซื้อของก็ไม่่รู้ว่าจะพอหรือเปล่า คงจะต้องขอแรงแล้วตอบแทนเป็อาหารสักมื้อหรือไม่ก็ไข่ไก่เพื่อเป็สินน้ำใจ
เย็นวันนั้นหวังเหยินหยวนไม่รอช้าที่จะเข้าไปปรึกษาผู้นำหมู่บ้าน แม้ว่าเธอจะถูกมองว่าเป็หญิงใจแตก แต่ในสายตาของผู้ใหญ่หลายคนก็รู้สึกสงสาร ที่ถูกครอบครัวตัดขาด หนำซ้ำยังต้องเลี้ยงลูกลำพังเพียงคนเดียว ที่ผ่านมาร่างนี้อยู่ได้เพราะเงินที่สามีให้เอาไว้ 100 หยวน เป็เงินจำนวนไม่น้อยเลยสักนิด ที่ในยุคนั้นคนจะมีเงินจำนวนมากมายขนาดนั้น แต่เพราะต้องเลี้ยงลูกคนเดียว ทำให้ที่ผ่านมาไม่ได้ทำงานที่ทุ่งนาเลย เพราะมีมีคนช่วยเลี้ยงลูกให้ เริ่มจะมาทำงานที่ทุ่งนาจริงจังก็เมื่อปีที่ผ่านมานี้เอง
“เื่คนงานไม่ต้องห่วง ลุงจะอาสาหาคนที่มีน้ำใจไปช่วย แค่จัดเตรียมของมาให้ครบก็พอ” ผู้นำหมู่บ้านเอ่ยขึ้น ซึ่งเื่พวกนี้เป็หน้าที่ของเขาอยู่แล้ว ที่ช่วยดูแลความเรียบร้อยของลูกบ้าน
“ขอบคุณลุงซื่อมากนะคะ แต่ฉันขอคนที่ไม่คิดค่าแรงแพงมากนะคะ บอกตามตรงว่าฉันไม่มีเงินแล้วค่ะ” หวังเหยินหยวนพูดไปตามความเป็นจริง
“เื่นั้นไม่ต้องห่วง แค่ซ่อมแซมบ้านนิดๆหน่อยๆไม่มีใครคิดค่าแรงหรอก แต่หากจะแสดงน้ำใจก็ขอเป็อาหารสักมื้อเลี้ยงพวกเขาก็พอ”
หวังเหยินหยวนตอบรับในทันที เช้าวันถัดมาเธอลางานเพื่อที่จะไปซื้อของในตัวเมือง เพื่อที่วันหยุดจะให้ได้ชาวบ้านมาช่วยจัดการให้เรียบร้อย ไม่คิดจะสร้างให้ใหญ่โต แค่จะซ่อมให้พออยู่ได้ไปก่อน หลังคาก็คงต้องเปลี่ยนใหม่ หน้าตา รวมไปถึงบานประตูที่ผุพังด้วย
ในวันหยุดมีชาวบ้านที่เป็ผู้ชายมาช่วยอยู่ 6 คน แม้จะไม่ใช่จำนวนที่มาก แต่แค่นี้ก็ถือว่าได้รับน้ำใจจากชาวบ้านนั้นมากพอแล้ว ตั้งใจว่าจะทำแค่ให้ได้อาศัยไปก่อน แต่ไหนๆก็ได้ทำแล้วก็อยากให้แข็งแรงและทนทาน เธอเปลี่ยนหลังคาใหม่ทั้งหมด ใส่หน้าต่าง บานประตูใหม่ รวมไปถึงฉาบบ้านให้แข็งแรงทนทานเพิ่มขึ้นไปอีก
“นี่เป็น้ำใจเล็กๆน้อยๆจากฉันค่ะ” หวังเหยินหยวนให้ไข่กับคนที่มาช่วยงานไปคนละ 10 ฟอง ซึ่งนับว่าเป็จำนวนที่มาเลยทีเดียว พวกเขาต่างยิ้มดีใจที่ลูกเมียจะได้กินไข่
“มันจะไม่มากไปหน่อยหรือแม่ซื่อปิน” ผู้นำหมู่บ้านรู้สึกเกรงใจ แต่ก็รับไว้ด้วยอาการดีใจที่ปิดไม่มิด
“ไม่มากไปหนอกค่ะ ขอบคุณทุกคนอีกครั้งนะคะ ขอบคุณมากๆค่ะ” หวังเหยินหยวนก้มหัวขอบคุณคนที่มาช่วยงานด้วยความซาบซึ้งใจ
ข่าวเื่ที่คนงานผู้ชายไปช่วยซ่อมแแซมบ้านให้หวังเหยินหยวน แล้วพวกเขาได้ไข่มาคนละ 10 ฟอง ทำให้คนที่ไม่ได้ไปต่างเสียดายด้วยกันทั้งสิ้น ไข่ตั้งสิบฟองจะไม่ให้เสียดายได้อย่างไรกัน กินอย่างประหยัดก็อยู่ได้อีกตั้ง 10 วัน แต่ในความเป็จริงแล้ว ไข่ 10 ฟองอยู่ได้เป็เดือนเสียด้วยซ้ำ
สองแม่ลูกมองบ้านหลังใหม่ด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ต่อไปนี้ก็ไม่ต้องกลัวว่าฝนจะตกหรือหิมะจะถล่ม เพราะพวกเขามีบ้านที่แข็งแรงและสะอาดสะอ้าน ทั้งสองคนช่วยกันความสะอาดใหม่ นอกจากบ้านแล้วพวกเขายังได้เตียงนอนไม้ไผ่มาเป็ของแถมอีกด้วย ยุคที่ไม่ใช้เงินเป็ตัวขับเคลื่อนมันช่างดีแบบนี้นี่เอง
ตอนนี้หวังเหยินหยวนเหลือเงินอยู่ 170 หยวนเท่านั้น เพราะเธอหมดไปกับการซื้ออุปกรณ์สร้างบ้าน รวมไปถึงคูปองอุตสาหกรรมของเธอก็หมดลงไปแล้วเช่นเดียวกัน น่าขำตรงที่วันนี้ไม่เห็นแม้กระทั่งเงาของคนบ้านหวัง เดิมทีเธอคาดหวังว่าพวกเขาจะแสดงความมีน้ำใจ อย่างน้อยๆก็น่าจะส่งพี่ชายทั้ง 3 คนมาช่วยเธอบ้าง แต่แล้วความหวังอันน้อยนิดก็ต้องดับลง มีเพียงเพื่อนบ้านข้างเคียงเท่านั้นที่หยิบยื่นน้ำใจเข้ามาช่วย