ตอนที่ 28: สารภาพ
“ ??? ” หลินอี้แปลกใจอย่างมาก เขาไม่คิดเลยว่าเหอเหวยจวินจะพูดแบบนี้ออกมา
เหอเหวยจวินลืมไปแล้วรึว่าเมื่อครู่ทำอะไรไป ?
“ หือ ! ” เฉินจิ้นเป่ยเองก็อึ้ง เขาก็มองไปยังเหอเหวยจวิน
แต่หากเทียบกับท่าทีของหลินอี้และเฉินจิ้นเป่ยแล้วซูหลี่เหรินที่อยู่ด้านหลังเหอเหวยจวินถึงกับตัวสั่นเครือ เขามองเหอเหวยจวินด้วยหน้าที่ซีดและพูดขึ้นมาด้วยเสียงที่สั่น“ท่านคณบดี ? ”
“ข้ามีความคิดของข้า เ้าหุบปากไป ! ” เหอเหวยจวินพูดโดยไม่หันกลับไปมอง เขาเดินไปคั่นกลางระหว่างเจิ้งจือชิวและเฮ้อว่านเฉิงก่อนจะพูดขึ้น“ในเมื่อหลินอี้ยังไม่เข้าร่วมสำนักศึกษา ย่อมเป็ธรรมดาที่ข้าไม่อยากจะให้สำนักศึกษาจวินจี๋พลาดตัวเขา! ”
เขามองไปที่เจิ้งจือชิวและเฮ้อว่านเฉิง “มีปัญหาอะไรรึไม่ ? ”
“มี ! ”
“ย่อมมีอยู่แล้ว ! ”
เจิ้งจือชิวและเฮ้อว่านเฉิงไม่คิดจะยอม สำนักศึกษาจวินจี๋แล้วยังไง ?
เหอเหวยจวินคิ้วขมวด
“ข้าไม่เข้าร่วมสำนักศึกษาจวินจี๋ ! ” เสียงของหลินอี้ดังขึ้นมาเขาส่ายหน้าและปฏิเสธความคิดของเหอเหวยจวินทันที
เหอเหวยจวินมองไปที่หลินอี้แต่เขาไม่ได้โกรธเคืองเขายังยืนมือไขว้หลังมองหลินอี้และพูดขึ้นมาด้วยท่าทีเยือกเย็น “บอกข้าทีว่าทำไม ?สำนักศึกษาจวินจี๋ของข้าคือสำนักศึกษาอันดับหนึ่งในเขตหนานเซียง เรามีวรรณกรรม,ศิลปะและบัณฑิตที่มีความสามารถมากมาย บรรยากาศในการศึกษาก็ดี มันเหมาะสำหรับการฝึกฝนของเ้า! ”
เขาฉุกคิดบางอย่างได้และมองไปที่หลินอี้ด้วยรอยยิ้ม“มันเพราะข้าหมายหัวเ้ากับเฉินจิ้นเป่ยเมื่อครู่งั้นรึ ? ”
“มีปัญหารึ ? มันแสดงให้เห็นว่าคณบดีปกป้องคนอ่อนแอ หากเ้าเข้าร่วมสำนักศึกษาจวินจี๋หากมีใครรังแกเ้า ข้าจะรับหน้าแทนเ้าเอง ! ” เหอเหวยจวินไม่คิดว่าเขาทำอะไรผิด มีแต่เ้าของสุนัขที่ตีสุนัขได้นี่ไม่ต้องพูดถึงเขาที่เป็คณบดี เป็ธรรมดาที่เขาจะออกตัวแทนศิษย์
เจิ้งจือชิวและเฮ้อว่านเฉิงมองหน้ากัน
เจิ้งจือชิวมองไปที่เฉินจิ้นเป่ยและถามขึ้นมา “ อาจารย์เฉิน เกิดอะไรขึ้นก่อนที่ข้าจะมา? ทำไมเขาถึงหมายหัวเ้ากับหลินอี้ ? ”
“คณบดี ! ” เฉินจิ้นเป่ยพยักหน้าและพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเ็า“คณบดีเหอบอกว่าสำนักศึกษาผิงโจวของเรานั้นรับศิษย์ที่มีตราบาปมันถือเป็การดูิ่สำนักศึกษา เขาจะเรียกสถานศักดิ์สิทธิ์มายึดสิทธิ์สำนักศึกษาผิงโจวของเราไม่ให้ทำการสั่งสอนต่อไป! ”
“เหอเหวยจวิน เ้าเฒ่า ! บอกข้าทีสิว่าศิษย์ข้าผิดอะไร? ” เจิ้งจือชิวสบถออกมา
เฮ้อว่านเฉิงพยักหน้าและพูดขึ้นมา “คนเราใช้ชีวิตได้แค่ครั้งเดียวแม้ว่าจะมีตราบาปเพียงเล็กน้อยย่อมไม่อาจจะปลุกความชอบธรรมแห่งห้าวหลานได้ ! ”
เหอเหวยจวินคิ้วขมวดเขามองเจิ้งจือชิวและเฮ้อว่านเฉิงด้วยสีหน้าเครียดก่อนจะพูดขึ้น“ก่อนหน้านี้ข้าไม่รู้สถานการณ์ทั้งหมด แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าข้าจะเข้าใจผิดไป ! ”
“ในเมื่อข้าเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดแล้วข้าจะมอบความยุติธรรมให้หลินอี้กับเฉินจิ้นเป่ย ! ”
ซูหลี่เหรินตัวสั่น เขารู้สึกว่าเขานี่แหละที่กำลังตกที่นั่งลำบาก
“ซูหลี่เหริน ! ”เหอเหวยจวินหันกลับมามองซูหลี่เหรินที่หน้าซีดและพูดขึ้นมา“มันจริงรึที่หลินอี้ขโมยอาคมลัทธิเต๋า ? ”
“ศะ..ศิษย์ ” ความคิดในหัวซูหลี่เหรินเปลี่ยนไป เขากัดฟันแน่นและพูดขึ้นมา“มันเป็ความจริงหัวหน้าเขตซุนเหวินเยี่ยนได้ตัดสินเขาด้วยตัวเองและทำการเนรเทศเขา ! ”
เหอเหวยจวินพยักหน้าและมองไปที่หลินอี้ “ซูหลี่เหรินพูดจริงรึไม่ ?”
“ถูก ! ” หลินอี้พยักหน้าและพูดขึ้นต่อ “แต่การตัดสินคดีของซุนเหวินเยี่ยนนั้นไม่ยุติธรรม จิตใจใฝ่วรรณกรรมของเขาพังทลายจิตขุนนางของเขาก็หายไป ”
“ว่าไงนะ ! ”ซูหลี่เหรินผงะด้วยความตะลึง
แค่คดีเล็ก ๆ แบบนี้ แต่กลับโดนลงโทษเช่นนี้....เื่นี้ไปถึงหูสถานศักดิ์สิทธิ์รึ ?
เจิ้งจือชิว, เฮ้อว่านเฉิง และเหอเหวยจวิน สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย
จิตขุนนางหายไป จิตใจใฝ่วรรณกรรมพังทลาย มีแค่สถานศักดิ์สิทธิ์ที่ทำเช่นนี้ได้
แน่นอน มันมีอีกความเป็ไปได้หนึ่งคือเพราะความชอบธรรมแห่งห้าวหลานที่ทำให้พลังตีย้อนกลับ
เฉินจิ้นเป่ยก้าวออกมาและพูดขึ้น “คนที่ขโมยอาคมลัทธิเต๋าคือจางเชิงฉาย คนของศาลาว่าการเขตเขาใกลัวเพราะความชอบธรรมแห่งห้าวหลาน !”
“นอกจากนี้แล้วเ้าหน้าที่ที่รู้เห็นก็พยายามหลบหนีเพราะกลัวความผิดเขาโดนข้าฆ่าไปแล้ว ! ”
“คดีขโมยอาคมลัทธิเต๋านั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับหลินอี้ เขาโดนป้ายความผิดโชคดีที่เขาได้พบกับฟางฉิงเสวี่ย ศิษย์ของสำนักศึกษาข้าและได้ปลุกจิตใจใฝ่วรรณกรรมขึ้นมาดังนั้นเขาจึงลบล้างความผิดของเขาได้ ! ”
เฉินจิ้นเป่ยอธิบายประเด็นสำคัญทุกอย่างที่เกี่ยวกับคดี
หลินอี้เงียบไป
หากเขาไม่ได้พบกับฟางฉิงเสวี่ยในวันนั้น แม้ว่าเขาจะปลุกจิตใจใฝ่วรรณกรรมและหนีจากอันหยางไปได้แต่เขาก็ยังเป็คนผิดอยู่ดี
ถึงมีจิตใจใฝ่วรรณกรรม แต่ก็ไม่อาจจะเดินเข้าประตูสถานศักดิ์สิทธิ์ได้
สีหน้าของซูหลี่เหรินเปลี่ยนไป เขาราวกับคนกำลังจมน้ำเขาได้ยินประเด็นสำคัญและถามขึ้นมา
“ข้าไม่เคยได้ยินว่ามีการปลุกจิตใจใฝ่วรรณกรรมมาได้ในหนึ่งวันรึสองวันนอกซะจากว่าจะใช้อาคมลัทธิเต๋า.... ”
“เด็กน้อยจริงๆ ! ” เฉินจิ้นเป่ยถากถางออกมา “ในฐานะอัจฉริยะของสำนักศึกษาจวินจี๋เ้าไม่รู้รึว่ามีโอกาสสูงที่บัณฑิตที่เขียนบทกวีทะลวงแดน์นั้นจะปลุกจิตใจใฝ่วรรณกรรมขึ้นมาได้? ”
“ข้า.... ” ซูหลี่เหรินพูดอะไรไม่ออก เขากัดฟันแน่นและพูดขึ้นมา“ข้าไม่เชื่อว่าเขาเขียนบทกวีทะลวงแดน์สองบทขึ้นมาในห้องขังได้ ! ”
มันจะมีคนแบบนี้ในโลกได้อย่างไร ?
มันแทบจะเหมือนเทพเซียนกลับชาติมาเกิด !
เฉินจิ้นเป่ยฮึดฮัดออกมา “เ้าเป็กบในกะลาจริงๆ ถึงเ้าไม่ยอมรับ แต่หลินอี้ก็ปลุกจิตใจใฝ่วรรณกรรมด้วยบทกวีที่เขาเขียนขึ้นมาในห้องขัง! ”
เจิ้งจือชิวผงะไปชั่วครู่ จากนั้นตาเขาก็เป็ประกายขึ้นมาเขาอุทานออกมา “รึว่าบทกวีที่สลักไว้...เป็บทกวีที่ปลุกจิตใจใฝ่วรรณกรรมของหลินอี้? ”
“เช่นนั้นจะบอกว่าไม่มีผู้าุโลึกลับในเมืองอันหยาง แต่เป็ฝีมือของหลินอี้รึ ! ”
“ลูก ลูกรัก ! ”
เจิ้งจือชิวตื่นเต้นจนตาเป็ประกาย เขาถึงกับเรียกหลินอี้ว่าลูกรัก....
เมื่อหลินอี้ได้ยินคำพูดของเจิ้งจือชิว เขาก็ถึงกับขนลุก
เฮ้อว่านเฉิงหายใจถี่ขึ้นมา เขาไม่คิดเลยว่าจะมีคนมีพร์เช่นนี้ในโลก เขาเกิดมาเพื่อเส้นทางวรรณกรรมอย่างแท้จริง
ั์ตาเหอเหวยจวินหดลง ในใจเขาเกิดความ้าก่อตัวขึ้นมา เขาต้องเอาตัวหลินอี้มาให้ได้
จากนั้นเขาก็จะได้สมบัติวรรณกรรมที่ไร้ที่เปรียบมาครอง
ตอนนั้นซูหลี่เหรินก็ต้องผงะ เกียรติในใจเขาพังทลายไม่มีชิ้นดีเขาพูดขึ้นด้วยความสับสน “เป็ไปได้อย่างไร... ”
ทำไมถึงมีคนเช่นนี้อยู่ ?
เหอเหวยจวินหันกลับไปมองซูหลี่เหรินและพูดขึ้น “ทำไมเ้ากับซูฉางหยู่ถึงได้หมายหัวหลินอี้? ”
เขานึกถึงสิ่งที่ซูหลี่เหรินเล่าให้เขาฟัง โดยบอกว่าต้องทวงความยุติธรรมให้ซูฉางหยู่หลินอี้คือคนที่ขโมยอาคมลัทธิเต๋า ชัดแล้วว่านี่คือแผนการป้ายความผิด หากไม่ใช่เพราะความมั่นใจของหลินอี้กับบทกวีที่เขาเขียนขึ้นมาเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์จนกล้าเผชิญหน้ากับเขาแล้วเขากลัวว่าเขาอาจจะฆ่าอัจฉริยะคนนี้ทิ้งไปเสียแล้ว
ซูหลี่เหรินกลัวจนิญญาสั่นไหว เขาส่ายหน้าไปมาและพูดขึ้น“ข้าไม่ได้ตั้งใจจะหมายหัวเขา ข้าได้ยินเื่นี้มาจากคนอื่น... ”
เหอเหวยจวินแผ่พลังออกมา “ที่นี่พูดได้แต่ความจริง ! ”
ซูหลี่เหรินตัวสั่น ตาเขาพร่ามัว เขาได้สารภาพออกมา “การบ่มเพาะของข้าติดชะงักข้า้าจะทะลวงผ่าน ข้ารู้มาว่าที่เมืองอันหยางนั้นมีอาคมลัทธิเต๋าที่สามารถใช้แก่นเืของปัญญาชนในการทะลวงผ่านได้....”
“ข้าติดสินบนจางเชิงฉายและเ้าหน้าที่ที่ดูแลศาลาเจิ้นโมถางให้ขโมยอาคมลัทธิเต๋า และป้ายความผิดให้หลินอี้ลูกชายของซูหวายจื้อที่สอนหนังสืออยู่ในเมืองข้าเข้าไปยุ่งกับการตรวจสอบเพื่อให้เขาตาย”
“ข้าเตรียมจะไล่ซูหวายจื้อออกจากเมือง แล้วเลือกเวลาที่เหมาะสมค่อยลงมือฆ่าปัญญาชนในสถานศึกษาเพื่อใช้เืของพวกนั้นช่วยให้ข้าทะลวงผ่าน !”
“หลังจากจัดการเื่นี้เสร็จ ข้าจะนำอาคมลัทธิเต๋าไปคืน ! ”
“คนธรรมดาพวกนี้จะช่วยในเส้นทางวรรณกรรมของข้า มันถือเป็เกียรติของพวกนี้แล้ว...”
เมื่อพูดถึงประโยคสุดท้าย ซูหลี่เหรินก็แสดงสีหน้าบ้าคลั่งออกมาเขาเผยให้เห็นถึงความพอใจกับการได้ฆ่าคน