ภาคินกลับไปหมกมุ่นอยู่กับความเศร้าของตัวเองเช่นเดิมดีหน่อยที่เขาไม่ต้องอาศัยแอลกอฮอล์เป็ตัวช่วยแล้วเพราะถึงเขาจะ้ามันแค่ไหนเขาก็ไม่รู้อยู่ดีว่าจะไปหามาได้จากที่ไหนนงพะงาคงจะไม่ช่วยเขาแน่ส่วนยายบัวแล้งน้ำยิ่งเป็ไปไม่ได้ใหญ่มีแต่จะด่าเขาซ้ำมากกว่าเขาก็เลยได้แต่นอนมองเพดานให้เวลามันผ่านไป
" ย่าคุณหนูของย่าเขาอิ่มทิพย์เหรอดูสิกินข้าวเหลือเผื่อไอ้ด่างมันทุกวัน" นลินถามเมื่อเห็นสำรับข้าวที่เก็บออกมาจากห้องของภาคินมีเพียงรอยแตะๆ เหมือนแมวดม
" คุณหนูเธอกำลังเศร้าคงต้องให้เวลาเธอปรับตัวหน่อยเื่อย่างนี้มันต้องค่อยเป็ค่อยไป"
" จะเศร้าอะไรกันนักกันหนาล่ะย่านี่มันจะครบอาทิตย์แล้วนะได้ข่าวว่าก่อนหน้าก็เศร้ามาเป็เดือนแล้วไม่ใช่เหรอ"
คนเป็ย่ายิ้มขันให้กับความไม่เดียงสาของหลานสาว
" ย่ามันแก่แล้วไม่ค่อยเข้าใจความคิดของวัยรุ่นเขาหรอกว่าแต่เราเถอะพอจะเป็เพื่อนกับคุณเขาแทนย่าได้ไหมล่ะ"
นลินนิ่งคิดแล้วก็เข้าไปโอบเอวนุ่มนิ่มของคนเป็ย่าพลางเอนหน้าซบลงไปบนตักที่เคยหนุนนอนเมื่อครั้งยังเป็เด็ก
" บัวก็ไม่ได้รังเกียจอะไรเขาหรอกจ้ะย่าถ้าย่าอยากให้บัวเป็เพื่อนกับเขาบัวก็จะเป็ให้"
" น่ารักที่สุดเลยหลานย่า" นงพะงาพูดพลางเอามือลูบศีรษะของหลานสาว
นลินถึงแม้จะดูห้าวและออกห่ามๆ เหมือนเด็กผู้ชายแต่นงพะงารู้ว่าจริงๆ แล้วหลานคนนี้เป็คนอ่อนโยนและอ่อนไหวแต่ที่ต้องทำเป็เข้มแข็งก็เพราะ้าจะซ่อนความอ่อนแอบางอย่างไว้ซึ่งเป็ผลมาจากอดีตที่นงพะงาทั้งสงสารและรู้สึกผิดแต่ในเมื่อตอนนี้หลานสาวคนนี้ได้มาอยู่ในความดูแลของเธอแล้วคนเป็ย่าอย่างเธอจะไม่มีวันให้มันเกิดขึ้นอีกเป็อันขาด
.......
" ตื่นได้แล้วจะนอนกินบ้านกินเมืองไปถึงไหน"
เสียงพูดดังขึ้นพร้อมกับผ้าห่มที่ถูกดึงออกจากตัวของภาคิน ชายหนุ่มงัวเงียลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วนิ่วหน้าอย่างไม่พอใจผิดกับอีกคนที่ยืนฉีกยิ้มส่งมาให้
" ไปตักบาตรกันนะ"
" ไม่ไป" ภาคินตอบกลับพลางพลิกตัวนอนหันหลังให้
" ไปเถอะน่าดวงซวยๆ อย่างคุณต้องหมั่นทำบุญเยอะๆ เข้าไว้เกิดชาติหน้าฉันท์ใดอานิสงค์บุญจะได้ช่วยให้คุณไม่โดนผู้หญิงทิ้งอีกไง"
" นี่! "
ภาคินลุกพรวดขึ้นยืนจังก้าจ้องหน้าหญิงสาวอย่างเอาเื่เมื่อหญิงสาวพูดแทงใจดำ แต่คนที่กำลังพูดเป็ต่อยหอยอยู่จะเกรงหรือก็เปล่ากลับยิ้มกว้างมากกว่าเดิมจนตาทั้งสองข้างเล็กหยีแล้วเอ่ยชวนซ้ำ
" ไปตักบาตรกันนะ"
สุดท้ายภาคินก็ไม่รู้ตัวเองเหมือนกันว่าทำไมเขาถึงยอมทำตามความ้าของหญิงสาวอาจจะเพราะเขาเบื่อกับการที่ไม่มีอะไรให้ทำอยู่ก่อนแล้วหรือไม่ก็คงเป็เพราะเขารำคาญที่หญิงสาวรบเร้ากันไม่เลิกทำให้ตอนนี้เขาต้องมาเดินตามคนที่หิ้วตะกร้าเดินฮัมเพลงอยู่ข้างหน้า
ตอนแรกเขาเข้าใจว่านลินชวนเขาออกมาตักบาตรที่หน้าบ้านแต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่เพราะหญิงสาวเดินนำเขาออกมาจากบ้านของนงพะงาเป็ระยะทางร่วมๆ กิโลเห็นจะได้แถมเส้นทางยังเป็ทางเดินขึ้นเนินเตี้ยๆ ที่ทางเดินเป็ดินแดงลูกรังอีกต่างหาก มีรถวิ่งผ่านสัญจรไปมาบ้างแต่เป็รถจักรยานและจักรยานยนต์ซะส่วนใหญ่ ส่วนตัวนลินเองก็เอ่ยทักทายเสียงเจื้อยแจ้วผู้คนที่สัญจรผ่านไปมาตลอดทางทำให้ชายหนุ่มอดคิดไม่ได้ว่าเธอรู้จักคนหมดทั้งหมู่บ้านหรือเปล่าเพราะดูเหมือนหญิงสาวจะรู้จักไปซะทุกคน
พอขึ้นมาถึงยอดเนินภาคินก็พบว่าบนเนินลูกนี้แท้จริงแล้วคือตลาดย่อมๆ ด้วยมีจำนวนร้านค้าไม่มากนักแต่ก็เรียกได้ว่าครบครันเพราะมีั้แ่ของสดยันสินค้าร้านโชว์ห่วย
นลินพาเขาเดินไปรวมกลุ่มกับชาวบ้านอีกสองสามคนที่กำลังยืนรอใส่บาตรอยู่เช่นกัน ยังไม่ทันได้พูดจาถามไถ่กันพระสงฆ์ก็เดินเรียงแถวกันมาจากทางอีกฝากหนึ่งของเนินจวบจนพระท่านให้พรเสร็จภาคินถึงได้มีโอกาสได้พูดคุยกับนลิน
" ที่นี่เป็ตลาดเหรอ"
" ใช่แต่ตลาดนี้จะมีแค่ตอนเช้าเท่านั้นนะถ้าเป็ตอนเย็นต้องนั่งรถเข้าไปในเมืองนู่น คุณอยากได้อะไรก็บอกนะเดี๋ยวฉันจ่ายให้เอง"
ภาคินชักสีหน้าอย่างไม่พอใจเมื่อหญิงสาวทำราวกับว่าเขาไม่มีเงิน
" ผมมีเงิน"
นลินพยักหน้าแล้วเลิกคิ้วขึ้นถามอย่างเยาะๆ
" แน่ใจเหรอว่าคุณมีเงิน"
ภาคินอ้าปากจะเถียงแต่แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าเขาไม่มีเงินสดเพราะเหมวัตกับมารดาของเขาจงใจนำเงินสดออกไปจากกระเป๋าสตางค์ของเขาจนเกลี้ยงเหลือไว้เพียงบัตรประชาชนกับบัตรเครดิตอีกหนึ่งใบเท่านั้น แต่บัตรเครดิตที่มีวงเงินสูงลิ่วมันไม่มีประโยชน์อะไรเลยเมื่อมาอยู่ในสถานที่แห่งนี้
แต่พอมองแววตาที่ยังส่อแววเยาะกันไม่เลิกมันทำให้เขาไม่อยากยอมรับว่าตอนนี้...เขาไม่มีเงิน!
" ผมมีบัตรเครดิต"
" อ๋อ...คุณมีบัตรเครดิต"
นลินพยักหน้าเข้าใจแล้วอมยิ้มซึ่งภาคินมองออกในทันทีว่าหญิงสาวกำลังยิ้มเยาะเขาอีกแล้ว!
ภาคินนึกอยากจะจับหญิงสาวมาตีก้นให้หายหมั่นเขี้ยวนักแต่ก็ต้องสู้ข่มใจไว้เพราะเขารู้ตัวดีว่านาทีนี้เขาต้องพึ่งนลินเมื่อกลิ่นหมูปิ้งลอยเข้ามายั่วน้ำลาย ชายหนุ่มมองหาที่มาของกลิ่นในทันทีแล้วดูเหมือนนลินจะอ่านใจเขาออกเพราะหญิงสาวส่งเสียงะโนำไปก่อนตัวเสียอีก
" ป้าแหว๋วหมูปิ้งสิบไม้ข้าวเหนียวสองห่อ! " เ้าของชื่อรีบกุลีกุจอทำตามคำสั่งทันทีพอเห็นนลินเดินเข้าไปรับสินค้าที่หน้าร้านก็ไม่รอช้ารีบถามถึงสิ่งที่สงสัยอยู่ออกมาทันที
" บัวเอ็งพาหนุ่มที่ไหนมาด้วยวะหล่อเชียว"
นลินหันมองก็เห็นคนหล่อของแม่ค้ากำลังยืนส่งยิ้มหวานอย่างพอใจในคำชมแล้วส่งเสียง ' ชิ' อย่างหมั่นไส้อยู่ในลำคอก่อนจะหันมาตอบคำถามของแววดาว
" เ้านายเก่าของย่าน่ะเขามาเที่ยว"
" เห็นไหมยายแม้นข้าบอกเอ็งแล้วว่าไม่ใช่แฟนไอ้บัว" แววดาวหันไปส่งเสียงคุยกับคนขายน้ำเต้าหู้ร้านข้างๆ
" อ้าว...ก็ข้าเห็นเดินตามกันต้อยๆ ข้าก็นึกว่าแฟนไอ้บัวมันน่ะสิวะ"
" พุดไปเรื่อยอีกแล้วนะยายแม้น" นลินหันไปต่อว่าแม่ค้าอายุคราวแม่ที่ขึ้นชื่อในเื่การสร้างข่าวลือ
" ก็ข้าไม่รู้นี่หว่า ว่าแต่คุณมีแฟนหรือยังล่ะ" ประโยคหลังแม้นมาศหันไปถามเอากับภาคิน
" โหยายแม้นถามอะไรแทงใจดำตอนนี้ลุงคนนี้โสดสนิทเลยล่ะ! "
นลินเป็คนตอบแทนให้ภาคินนึกอยากจะเขกกะโหลกหญิงสาวนักเพราะคนที่แทงใจดำเขาที่สุดก็คือเธอนี่แหละ!
" นั่นปะไร! ตอนนี้ยังไม่ได้เป็แฟนกันอีกหน่อยก็เป็เชื่อข้าเถอะ! " แม้นมาศหันไปพยักพเยิดกับแววดาวที่เออออเห็นดีด้วย
" จริงด้วยคุณไอ้บัวเนี่ยมันก็ยังโสดคุณรีบๆ จับมันทำเมียเถอะนะจะได้ไม่เหงา"
" ป้าแหว๋ว! "
นลินะโลั่นส่วนภาคินเองก็แทบสำลักหมูปิ้งที่กำลังกินอยู่ถึงแม้ทุกคนจะคุยกันด้วยภาษาพื้นเมืองแต่เขาก็พอจะฟังออก ชายหนุ่มรีบหันมองเมียในจินตนาการของป้าๆ ที่กำลังจะยัดเยียดให้เขาทันทีแล้วก็ได้แต่บอกตัวเองอยู่ในใจ
เขากับยายบัวแล้งน้ำนี่น่ะเหรอไม่มีทาง!
ภรรยาในอนาคตของเขาต้องสวยหวานไม่ใช่ครึ่งคนครึ่งลิงแบบนี้ต่อให้พรุ่งนี้โลกจะแตกก็ไม่มีทางต่อให้น้ำท่วมโลกด้วยเอ้า!