ด้านในพุ่มไม้ โม่จ้านนั่งลงบนพื้น กัดฟันฉีกเสื้อด้านในที่ชุ่มโชกด้วยเหงื่อกับเลือดออกจากร่าง บนแผ่นหลังของตนมีหนึ่งแผลลึก นั่นคือผลงานชิ้นเอกของเส่อจือ ด้วยเพราะมิอาจมองเห็นสภาพบาดแผล โม่จ้านทำได้เพียงฉีกซับในของเสื้อเกราะออกเป็นแถบๆ อย่างไม่มีทางเลือก สิ้นเปลืองพลังมหาศาลจึงสามารถพันแผ่นหลังส่วนใหญ่เอาไว้ได้
ขณะนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น โม่จ้านถอนหายใจยาว ถึงแม้ระหว่างดำเนินการจะเกิดเรื่องเหนือความคาดหมายชวนหวาดเสียว แต่ทว่าผลลัพธ์ที่ได้ก็นับว่าสำเร็จลุล่วง
แผนการของเจียนั่วคือการให้โม่จ้านโจมตี ‘โจรชิงทรัพย์’ จนล่าถอยเพื่อเรียกความเชื่อใจ จากนั้นแสร้งทำเป็นบาดเจ็บแล้วจึงค่อยสับเปลี่ยนตัวระหว่างกลับเมือง นึกมิถึงว่าระหว่างทางจะมีบุรุษนามเส่อจือโผล่เข้ามา ทำเอาแผนการยุ่งเหยิงไปเสียหมดทั้งยังเกือบทำให้โม่จ้านเผยพิรุธ
กระนั้นแม้แผนการจะมิได้รัดกุมมากนัก ทว่าในที่สุดตนก็สามารถหนีออกมาได้สำเร็จ โม่จ้านดีใจที่นับได้ว่าตนยังมองการณ์ไกลอยู่บ้าง ได้ทิ้งช่องทางติดต่อลาถีเท่อไว้ให้สองพี่น้องแล้ว ตนเคยกำชับฉิวอินว่าหากทิ้งสิ่งของติดตัวเอาไว้แต่คนไม่อยู่ เท่ากับว่าถูกลอบโจมตีอย่างแน่นอน ทว่าหากหายไปทั้งคนทั้งของก็เท่ากับออกจากเมืองแล้ว มิต้องเป็นห่วงมากนัก
การที่เจียนั่วดึงดันจะพาตนหนีให้ได้นับเป็นการพลิกสถานการณ์ เพราะโม่จ้านก็คิดจะออกจากเมืองเสียแต่แรกแล้ว อยู่ในหอพักของสองพี่น้องมาร่วมเดือน อ่านตำราเวทมนตร์จนเกือบจะท่องจำได้คล่องเหมือนน้ำไหล แต่ละวันที่ไม่มีสิ่งใดทำทำให้ตนถูกเคี่ยวกรำจนทรมาน โม่จ้านที่คุ้นชินกับการมีงานยุ่งมาแต่ไหนแต่ไรไร้หนทางยอมรับวันคืนที่ ‘สิ้นเปลืองเวลาโดยเปล่า’ ลาถีเท่อกำลังเฝ้ารอคอยให้ตนกลับไปสอนวิชา ตนจะเอาแต่อยู่ฟรีกินฟรีในบ้านผู้อื่นก็ใช่เรื่อง เพราะถึงอย่างไรตนก็ยังมีความปรารถนาน้อยๆ ที่อยากจะหาเงินซื้อบ้านสักหลัง
แล้วขั้นต่อไปจะทำอย่างไร? ตนเลือดโทรมกายมิอาจไปพบหน้าผู้คน สิ่งสำคัญที่สุดในยามนี้คือหาสถานที่ที่สามารถติดต่อสื่อสารกันได้
ในขณะเดียวกัน เก๋อหลินที่สีหน้าฉายแววซับซ้อนเดินตามอยู่ด้านหลังเจียนั่ว สายตาจ้องมองหัวหน้าที่กำลังก้มหน้าเดินเหม่อลอยอยู่ด้านหน้า มิรู้ว่าหอกยาวที่เจียนั่วถือไว้ในมือหมุนควงไปกี่รอบ เขาแทบจะเขียนคำว่า ‘ข้าเป็นห่วงโม่เจ๋อเอ่อร์ยิ่งนัก’ เอาไว้บนใบหน้าอย่างชัดเจนเสียแล้ว
แน่นอนว่าผู้ที่ปลอมเป็นโจรก็คือเก๋อหลิน ในฐานะอัศวินฝึกหัดจากสถาบันอัศวินแห่งพระวิหารที่ได้รับคำสั่งให้ออกปฏิบัติหน้าที่นอกสถานที่ แน่นอนว่าเก๋อหลินย่อมได้รับความไว้วางใจเป็นอย่างมากจากเจียนั่ว หลังจากการกระทบกระทั่งกันในป่ากวางอูฐ เก๋อหลินยังนึกว่าหัวหน้ากลุ่มอย่างเจียนั่วกับโม่จ้านเป็นดังน้ำกับไฟ อย่างน้อยๆ ก็นับได้ว่าเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน นึกมิถึงว่ามิเพียงแต่ทั้งสองคนจะเข้ากันได้ ดูจากท่าทางแล้วยังมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมิน้อย
แท้จริงแล้วนับได้ว่าอารมณ์ของเก๋อหลินที่ใบหน้าเกิดแผลไฟลวกยามดับเพลิงมิเลวทีเดียว ด้วยเพราะบาดแผลมิได้สาหัสอันใด กลับทำให้ตนที่ต้องวิ่งวุ่นอยู่ตลอดได้มีเวลาพักผ่อน เจียนั่วที่ทำหน้าเคร่งขรึมบุกเข้ามาในห้องกลางดึก ตนยังนึกว่าเกิดเรื่องใหญ่ในเมืองเสียแล้ว
ผลคือเป็น ‘เรื่องใหญ่’ จริงดังคาด เพียงแต่ห่างไกลจากที่คิดเอาไว้ลิบลับ --- ท่านหัวหน้าเอ่ยว่าอยากจะช่วยโม่เจ๋อเอ่อร์ออกจากเมือง
ยามนั้นเก๋อหลินรู้สึกราวกับสมองถูกค้อนหนักทุบจนโง่ไปเสียแล้ว พยายามประคองปลายคางเอาไว้มิให้มันหล่นลงพื้น เจียนั่วที่ขาวสะอาดไร้รอยด่างพร้อยในด้านการทำงาน มิคาดว่าจะใช้เส้นสายเพื่อคนผู้หนึ่งที่เพิ่งรู้จักกันได้มินาน?
ขณะมองสีหน้าจริงใจยามเจียนั่วขอร้องตน เก๋อหลินผู้นึกใคร่รู้ สื่อว่าจะให้ช่วยก็ย่อมได้ แต่ทว่าจะต้องบอกเรื่องราวความเป็นมาให้กระจ่าง ด้วยเหตุนี้การพูดคุยระหว่างหัวหน้ากับนักเรียนที่ย้ายโรงเรียนจึงยืดเยื้อออกไปหลายชั่วโมง ท้ายที่สุดหยุดลงเมื่อความใคร่รู้ของเก๋อหลินได้รับการเติมเต็มจนพอใจและตอบตกลงว่าจะช่วยเหลือ
เพียงแสดงละคร จะไปยากสักเท่าใด?
กระนั้นผู้ใดจะไปนึกว่าการปลอมตัวของเก๋อหลินจะแยบยลถึงเพียงนี้ ถึงขั้นที่ว่ากระทั่งเจียนั่วยังไม่พบความผิดปกติ ในเสี้ยววินาทีที่เส่อจือปรากฏตัว ปฏิกิริยาตอบสนองแรกของเก๋อหลินคือ จบสิ้นแล้ว
ในสายตาของทุกคน ภาพลักษณ์ของเจียนั่วเป็นผู้สุขุมและฉลาดหลักแหลมมาโดยตลอด แน่นอนว่าเก๋อหลินเองก็คิดเช่นนี้เช่นเดียวกัน
ในวันหนึ่งเมื่อสองปีก่อน ตนกับเจียนั่วทำภารกิจเสร็จสิ้นจึงได้กลับเมืองเพื่อรายงาน พบว่าท่านเจ้าเมืองกำลังต้อนรับเด็กหนุ่มแต่งกายด้วยอาภรณ์หรูหราผู้หนึ่ง เก๋อหลินเห็นว่าตนมามิถูกจังหวะจึงเตรียมจะกลับไปพักผ่อน กลับพบว่าเจียนั่วยืนแข็งทื่อไปทั้งร่างอยู่ที่เดิม ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่ก้าวเดียว เด็กหนุ่มที่นั่งอยู่มองเจียนั่วก่อนจะคลี่ยิ้มทักทายราวกับสนิทสนม ทว่ามือของเจียนั่วกลับเอาแต่สั่นเทามิยอมหยุด
เก๋อหลินมิได้สังเกตความผิดปกติตรงหน้า คิดอยากจะเข้าไปดึงเจียนั่ว ทว่าในเสี้ยววินาทีที่แตะสัมผัสกลับสะดุ้งตกใจ มือของหัวหน้าเย็นเยียบไปถึงกระดูก ตนยังนึกว่าเผลอไปจับหอกยาวเคลือบธาตุน้ำแข็ง เก๋อหลินเงยหน้าขึ้นด้วยความงุนงง ถึงพบว่าสภาพของหัวหน้าในยามนี้ผิดปกติอย่างมาก --- นัยน์ตาเล็กหรี่ ริมฝีปากเปิดอ้าครึ่งหนึ่งและหอบหายใจหนักมิหยุด เห็นได้ชัดว่ากำลังหวาดกลัว
นับแต่นั้นเป็นต้นมา เด็กหนุ่มนามเส่อจือผู้นั้นก็มาในเมืองเป็นประจำ และทุกๆ ครั้งมักไปพบเจียนั่ว ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น แต่ทว่าความรู้สึกหวาดกลัวน่าประหลาดที่เจียนั่วมีต่อเส่อจือกลับยังคงไม่เลือนรางลง ขอเพียงพบหน้า เจียนั่วที่สุขุมและเผด็จการก็จะเปลี่ยนเป็นหวาดกลัวจนตัวสั่นทันที ราวกับบ่าวรับใช้ที่ทำความผิดมหันต์ได้พบเจ้านาย
เก๋อหลินมิกล้าเอ่ยถามอีกฝ่ายถึงต้นเหตุของเรื่อง ยามที่เพิ่งไปถึงสถาบันอัศวินแห่งพระวิหาร ตนเคยถูกคุมขังและบีบบังคับให้รับการชี้นำ ร่างกายถูกพลังธาตุแสงทำลายจนเต็มไปด้วยรูพรุน ก่อนเผชิญหน้ากับความตาย ท่านเจียนั่วเป็นผู้ช่วยชีวิตของตนเอาไว้ ถึงแม้อีกฝ่ายอาจจะจำมิได้ แต่ทว่าตนรู้ดี เรื่องน่ากลัวที่เกิดขึ้นกับรองผู้บัญชาการท่านนี้อาจจะเหนือความคาดหมายของตนโดยสิ้นเชิง
ทันทีที่เส่อจือปรากฏตัว เก๋อหลินก็รู้แล้วว่าเจียนั่วกำลังสติกระเจิงอีกครา ดังนั้นเก๋อหลินจึงลองเสี่ยงเดิมพันโดยการกลับมาต่อสู้กับโม่จ้าน บีบให้เส่อจือออกจากวงต่อสู้แล้วค่อยโยนก้อนควัน ฉวยโอกาสลากโม่เจ๋อเอ่อร์ให้หนีไปด้วยกัน
เก๋อหลินตัดสินใจภายในเสี้ยววินาทีว่า ทันทีที่ท่านเส่อจือสืบสวนภายหลัง ตนจะต้องถูกเปิดโปงภายในเวลาอันรวดเร็วเป็นแน่ กระนั้นขอเพียงเจียนั่วยืนกรานไม่ยอมรับ โยนความผิดทั้งหมดมาให้ตน ผู้ที่ถูกประกาศจับจะมีเพียงตนเท่านั้น เมื่อดูจากท่าทีของท่านเจียนั่วก็รู้แล้วว่าโม่เจ๋อเอ่อร์อาจมิได้เป็นเพียงสหายของท่านเจียนั่ว ตนจะต้องพยายามช่วยเขาให้ได้อย่างสุดความสามารถ ถือเสียว่าเป็นการตอบแทนพระคุณที่ท่านเจียนั่วเคยช่วยชีวิตเอาไว้
ทว่าเจียนั่วที่ตกอยู่ในสภาวะตื่นกลัวโดยสิ้นเชิงมิได้คิดสิ่งใดมากมายถึงเพียงนั้น ภายในหัวล้วนแต่คิดว่าทำอย่างไรจึงจะสามารถขอร้องให้เส่อจือยอมปล่อยเก๋อหลินกับโม่จ้าน มิให้แผนการอวดฉลาดของตนนำพาหายนะมาสู่สหาย
เพียงแต่คล้ายกับอีกฝั่งหนึ่งจะมิได้คิดเช่นนั้น หลังเก๋อหลินโยนก้อนควัน โม่จ้านพลันเข้าใจสถานการณ์ หนึ่งแผนการผุดขึ้นในใจภายในเสี้ยววินาที ดังนั้นในขณะที่เก๋อหลินกำลังเบิกตาอ้าปากค้าง โม่จ้านถอดชุดเกราะและสับเปลี่ยนชุดด้วยความเร็วอันน่าสะพรึง อีกทั้งยังลากเจียนั่วที่กำลังหลงทิศหลงทางมายืนข้างกาย ปล่อยพลังธาตุน้ำแข็งจำนวนมาก ก่อนจับเขาจัดท่าทางแล้วถือโอกาสซัดหนึ่งหมัดลงบนหน้าผากจนตนได้สติกลับมา
เจียนั่วที่กำลังมึนงงถูกฟาดเรียกสติด้วยหนึ่งหมัด ไม่มัวสนใจปัญหายิบย่อยว่าเพราะเหตุใดโม่จ้านจึงใช้พลังเวทธาตุน้ำแข็งได้และเริ่มเผยทักษะการแสดงอย่างรวดเร็ว เก๋อหลินใจเด็ดยิ่งกว่า จัดการนำกระบี่กรีดไหล่ตนเองก่อนแสร้งทำเป็นได้รับบาดเจ็บก่อนหมอกควันจะหายไป
ดังนั้นภาพที่ปรากฏตรงหน้าเส่อจือจึงเป็น เจียนั่วกำลังต่อกรกับชายชุดดำ และ ‘อัศวินแปลกหน้า’ ถูกเขาคุ้มกันไว้ด้านหลัง ส่วนการปลุกใจและเอาชนะใจผู้คนหลังจากนั้นล้วนแต่เป็นการแสดงสดทั้งสิ้น เจ้าตัวแสดงละครโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า เก๋อหลินกลับกลั้นหัวเราะเสียจนถึงขั้นกัดปากจนแตก ในสายตาของผู้อื่น สีหน้าของรองหัวหน้าแดงก่ำเพราะถูกผู้อื่นเห็นใบหน้าอัปลักษณ์ กระทั่งหน้ายังมิกล้าเงยขึ้น จะต้องได้รับความไม่เป็นธรรมและเจ็บปวดมากอย่างแน่นอน
ทว่าในความเป็นจริง เก๋อหลินกลับมิได้ใส่ใจแม้แต่น้อย --- กลับเมืองไปหาบาทหลวงระดับสูง ใช้เวลาเพียงมินานใบหน้าก็กลับมาเป็นเช่นเดิมแล้ว
แต่กระนั้นสิ่งที่ทำให้ในใจเก๋อหลินเกิดความสงสัยก็คือตัวตนของโม่เจ๋อเอ่อร์ หากเป็นจอมเวทที่ถูกใส่ร้าย สามารถให้สมาคมจอมเวทมาไกล่เกลี่ยรับตัวคน เหตุใดจึงต้องทำตัวลับๆ ล่อๆ? อีกทั้งยังเสี่ยงอันตรายถึงเพียงนี้ ทำให้ท่านเจียนั่วต้องเผชิญหน้ากับเส่อจือ
...เอ๋? จะว่าไปแล้ว คล้ายว่านี้จะเป็นครั้งแรกที่ท่านเจียนั่วใช้กลยุทธ์ปิดแผ่นฟ้าข้ามทะเลต่อหน้าเส่อจืออย่างบ้าระห่ำ
เก๋อหลินกุมปลายคาง ทั้งเดินและมองพิจารณาแผ่นหลังของเจียนั่ว