“ไม่มีอะไรมากหรอกพอดีตอนกลางวันคุณชายจางไปยืมเลื่อยที่บ้าน ข้าก็เลยแวะมาดูว่าพอจะมีอะไรให้ช่วยได้บ้างไหม” หลี่เถี่ยเกินตอบ
“อ้อ ที่แท้ก็ไปยืมเลื่อยจากพี่หลี่นี่เองมิน่าล่ะ ข้าก็นึกอยู่ว่าใครกันจะใจดีให้ยืมง่ายๆ” อันซิ่วเอ๋อร์ยกมือป้องปากหัวเราะคิกคัก“ครอบครัวพี่หลี่ซื่อสัตย์จริงใจ ทั้งยังโอบอ้อมอารีข้าน่าจะนึกออกตั้งนานแล้ว”
“ไม่หรอกๆเป็คุณชายจางต่างหากที่เกรงใจเกินไป อุตส่าห์หิ้วปลาไปให้ที่บ้านข้าตั้งตัวหนึ่งที่จริงไม่ควรรับไว้เลย แต่เ้าพวกเด็กๆ ที่บ้านมันร้องอยากกินข้าก็เลยจัดการต้มกินไปแล้ว” หลี่เถี่ยเกินกล่าวพลางเกาศีรษะ“น้องสะใภ้ เ้าต้องหาอะไรให้ข้าทำเป็การตอบแทนบ้างนะไม่อย่างนั้นเดี๋ยวกลับไป เมียข้าได้บ่นข้าแย่เลย”
“ในเมื่อพี่หลี่กล่าวเช่นนี้ก็มีเื่ให้รบกวนพี่หลี่จริงๆ เ้าค่ะ” อันซิ่วเอ๋อร์ลุกขึ้นยืนกล่าวว่า “สามีข้าแม้จะยืมเลื่อยมาแล้วแต่เขาไม่ค่อยถนัดงานไม้เท่าไหร่ คงต้องรบกวนพี่หลี่ช่วยชี้แนะเขาสักหน่อยแล้ว”
“เื่เล็กน้อยน่า” หลี่เถี่ยเกินลุกขึ้นยืน เดินตามอันซิ่วเอ๋อร์ไปยังลานหลังบ้านทิ้งให้จางเจิ้นอันยืนจนใจอยู่ตรงนั้น ที่แท้รอยเลื่อยคดๆ งอๆที่เขาทำไว้เมื่อเช้า นางเห็นหมดแล้วสินะ
“แล้วนี่พวกเ้ากำลังจะทำอะไรกันรึ?”หลี่เถี่ยเกินมองดูกองไผ่ในลานหลังบ้านแล้วเอ่ยถาม
“พวกเราเพิ่งถางที่รกร้างตรงนั้นกะว่าจะปลูกผักสวนครัวไว้นิดหน่อยน่ะเ้าค่ะ ก็เลยอยากจะล้อมรั้วใหม่เสียหน่อยถึงตอนนั้นเลี้ยงไก่ปล่อยไว้ในลานบ้านก็น่าจะดี” อันซิ่วเอ๋อร์ชี้แจง
“อ้อ อย่างนี้นี่เองน้องสะใภ้ช่างรู้จักคิดจัดการบ้านเรือนจริงๆ” หลี่เถี่ยเกินชมเชยแล้วหันไปพูดกับจางเจิ้นอัน “คุณชายจางก็ไม่เบานี่ที่ดินตรงนี้เ้าเป็คนถางเองทั้งหมดเลยรึ?”
จางเจิ้นอันยังคงนิ่งเงียบอันซิ่วเอ๋อร์จึงตอบแทนเขาอีกครั้ง “ใช่แล้วเ้าค่ะเขาทำคนเดียวทั้งหมดเลย สามีข้าเก่งมากนะเ้าคะแต่ถ้าได้พี่หลี่ช่วยสอนวิธีเลื่อยไม้ ทำรั้วให้ เขาจะยิ่งเก่งขึ้นไปอีก ดังนั้นพี่หลี่อย่าหวงวิชานะเ้าคะ”
“โธ่ งานง่ายๆ แค่นี้ ใครๆ ก็ทำเป็จะมาหวงวิชาอะไรกัน” หลี่เถี่ยเกินได้ยินดังนั้นก็หัวเราะร่าเขาเรียกจางเจิ้นอันให้เข้ามาใกล้ แล้วเริ่มสอนวิธีเลื่อยไม้ไผ่อย่างถูกวิธี
“ก่อนอื่นต้องเหยียบไผ่ท่อนนี้ให้แน่นก่อน จับเลื่อยให้ขนานกับลำไผ่ อย่าให้เอียงแล้วก็ออกแรงเลื่อยลงไปทีเดียวเลย” หลี่เถี่ยเกินอธิบายพลางสาธิตให้ดูเป็ตัวอย่างแล้วจึงลุกขึ้นเว้นที่ให้จางเจิ้นอันลองทำ
จางเจิ้นอันไม่ใช่คนหัวทึบเพียงแต่ไม่เคยทำงานประเภทนี้มาก่อน พอได้หลี่เถี่ยเกินชี้แนะเขาก็เข้าใจหลักการได้ทันที เรียนรู้ได้รวดเร็วมากหรืออาจจะทำได้ดีและเร็วกว่าหลี่เถี่ยเกินเสียด้วยซ้ำ
“คุณชายจางหัวไว เรียนรู้อะไรได้เร็วจริงๆ”หลี่เถี่ยเกินเอ่ยชม แล้วกล่าวต่อ “ส่วนการทำรั้วก็ไม่ยากเพียงแต่แถวบ้านเราเพียงพอนมันชุกชุมไปหน่อย ดังนั้นตอนปักซีกไม้ไผ่ต้องปักให้ชิดๆกันเข้าไว้ จะได้กันไม่ให้พวกมันแอบเข้ามาขโมยไก่กินได้”
“มีมีดพร้าหรือไม่?” หลี่เถี่ยเกินถาม จางเจิ้นอันรีบเข้าครัวไปหยิบมาส่งให้ทันที
หลี่เถี่ยเกินหยิบไผ่ท่อนหนึ่งยาวราวห้าฉื่อ[1]ขึ้นมาจากพื้น ใช้มีดพร้าบากลงบนหัวไม้ไผ่สี่รอยให้เป็กากบาทจากนั้นหาเศษไม้ลิ่มสองสามอันมาตอกลงไปในรอยบากแล้วใช้สันมีดพร้าออกแรงตอกลิ่มลงไปเพียงเท่านี้ท่อนไผ่ก็ถูกผ่าออกเป็สี่ซีกอย่างง่ายดาย
จากนั้นเขาก็ใช้มีดเหลาปลายซีกไผ่ด้านหนึ่งให้แหลม แล้วยื่นให้จางเจิ้นอันดูพลางกล่าว“ทำแบบนี้ก็ใช้ได้แล้ว เดี๋ยวค่อยเอาค้อนตอกลงไปในดินแต่ดูแล้วที่ดินแปลงนี้ของพวกเ้าก็กว้างไม่ใช่เล่น ถ้าจะล้อมรั้วให้เสร็จทั้งหมดคงต้องใช้เวลาหลายวันอยู่”
“คงต้องใช้เวลาหลายวันนั่นแหละ” จางเจิ้นอันพยักหน้าช้าๆ ในที่สุดก็เอ่ยปากพูดกับหลี่เถี่ยเกินว่า“วันนี้ต้องขอบคุณพี่หลี่มากที่สอนวิธีจัดการกับไม้ไผ่พวกนี้หากไม่มีพี่ช่วย ข้าคงมัวแต่งมอยู่อีกหลายวันแน่ๆ”
“ไม่เป็ไรน่า เราเป็เพื่อนบ้านกันเื่เล็กน้อยแค่นี้เอง” หลี่เถี่ยเกินตอบยิ้มๆพลางลงมือช่วยจางเจิ้นอันผ่าไม้ไผ่ที่เหลืออย่างคล่องแคล่ว “ต่อไปหากมีอะไรขาดเหลือก็แวะไปเรียกข้าที่บ้านได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ”
พอมีหลี่เถี่ยเกินมาช่วยไผ่กองโตที่จางเจิ้นอันหามาแต่เช้าก็ถูกผ่าออกเป็ซีกอย่างรวดเร็วไม่เพียงเท่านั้น หลี่เถี่ยเกินยังใจดีลงแรงช่วยปักซีกไม้ไผ่เป็แนวรั้วด้านนอกให้อีกด้วย อันซิ่วเอ๋อร์ยืนดูอยู่ข้างๆไม่นานนัก แนวรั้วไม้ไผ่ด้านหนึ่งก็เริ่มเป็รูปเป็ร่างขึ้นมาอย่างสวยงาม
“ขอบคุณพี่หลี่มากจริงๆ นะเ้าคะอยู่ทานมื้อเย็นด้วยกันก่อนเถอะเ้าค่ะ” พอทั้งสองคนวางมือลงจากงานอันซิ่วเอ๋อร์ก็รีบรินเหล้าใส่ถ้วยให้คนละใบก่อนเทถั่วลิสงที่เก็บมาจากบ้านเดิมทั้งหมดลงจานเพื่อเลี้ยงรับรอง
“ไม่ต้องเกรงใจไปหรอกน่า” หลี่เถี่ยเกิน ซึ่งก็ใช่ว่าจะมือเบาเื่สุรายกถ้วยชนกับจางเจิ้นอันทันที แล้วกระดกหมดถ้วยรวดเดียวก่อนจะลุกขึ้นยืนพลางกล่าวว่า “ข้าคงต้องกลับไปสะสางธุระที่บ้านต่อคงไม่อยู่รบกวนมื้อเย็นแล้วล่ะ”
“เช่นนั้นจะได้อย่างไรเ้าคะ? พี่หลี่อุตส่าห์มาช่วยงานทั้งเช้า พวกเรายังไม่มีโอกาสได้ตอบแทนดีๆเลยนะเ้าคะ”
“ไม่เป็ไรน่าๆ เพื่อนบ้านกันทั้งนั้นพูดมากความไปทำไม” หลี่เถี่ยเกินเกาศีรษะแก้เก้อทำท่าจะเดินออกไป
“เดี๋ยวก่อนเ้าค่ะ” อันซิ่วเอ๋อร์เอ่ยเบาๆ แล้วรีบหันหลังกลับเข้าไปในครัวหยิบตะกร้าใบเล็กออกมาใบหนึ่ง ยื่นให้เขาพลางกล่าวว่า “ในเมื่อพี่หลี่ไม่อยู่ทานข้าวอย่างน้อยปลานี่ก็ขอให้พี่รับไว้เถอะเ้าค่ะ ถือเป็น้ำใจเล็กๆ น้อยๆปลาพวกนี้สามีข้าหามาได้จากแม่น้ำ ไม่ได้ซื้อหามาแม้แต่น้อย”
“เช่นนั้นก็ได้ ข้าไม่เกรงใจแล้วนะ”หลี่เถี่ยเกินมองดูปลาหลีฮื้อสดๆ สองตัวในตะกร้า ก็ไม่ปฏิเสธอีกชาวบ้านชนบทให้ความสำคัญกับการไปมาหาสู่ ถ้อยทีถ้อยอาศัย วันนี้เขามาช่วยงานหากปฏิเสธน้ำใจ คราวหน้าหากมีเื่เดือดร้อนพวกเขาก็คงไม่กล้าเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากเขาอีก
พอเห็นหลี่เถี่ยเกินรับของไว้อันซิ่วเอ๋อร์ก็ยิ้มออก นางเดินไปส่งเขาถึงประตูรอจนเขาเดินลับไปแล้วจึงค่อยปิดประตู กลับเข้ามาส่งยิ้มหวานให้จางเจิ้นอันกล่าวแซว“ไม่นึกเลยว่าท่านพี่ก็รู้จักธรรมเนียมเหมือนกันนะเ้าคะไปยืมของคนอื่น ยังรู้จักเอาของไปฝากเขาด้วย”
“มาล้อข้าอีกแล้วใช่หรือไม่?” จางเจิ้นอันกอดอก พิงกรอบประตูห้องโถง เหลือบตามองนางแวบหนึ่ง
“เปล่าล้อเสียหน่อยข้าชมท่านต่างหากเ้าค่ะ” อันซิ่วเอ๋อร์ไม่กลัวเขาแล้วนางเดินเข้าไปใกล้ เอียงคอมอง “วันนี้ได้พี่หลี่มาช่วยงานของท่านเลยเสร็จเร็วกว่าที่คิด ข้าจะไปนั่งปักผ้าต่อแล้วท่านก็ไปพักผ่อนเถอะนะเ้าคะ”
“แล้วเ้าไม่กลัวข้าจะเหงาอยู่คนเดียวรึ?”จางเจิ้นอันยื่นแขนออกไปโอบเอวนางเข้ามาชิด ก้มหน้าลงมองนางนิ่ง
“ข้าให้ท่านไปพักผ่อนนะเ้าคะไม่ใช่ให้นั่งเหงาเสียหน่อย” อันซิ่วเอ๋อร์หันไปค้อนเขาแวบหนึ่ง“ท่านรีบปล่อยข้าเลย ข้าจะไปปักผ้าจริงๆ แล้ว หลายวันมานี่ข้าเพิ่งปักผ้าเช็ดหน้าเสร็จไปแค่ผืนเดียวเองนะเ้าคะ”
“ไม่ปล่อย” จางเจิ้นอันกลับจับตัวนางให้หันหน้ามาหาเขาตรงๆแล้วเอื้อมมือไปดึงผ้าสีดำที่คาดตาออก กล่าวเสียงเบา “ข้าขอมองหน้าเ้าให้ชัดๆหน่อย เผื่อวันไหนข้ามองไม่เห็นขึ้นมาจริงๆอย่างน้อยจะได้ไม่ลืมว่าเ้าหน้าตาเป็อย่างไร”
พอได้ยินเช่นนั้นอันซิ่วเอ๋อร์ก็เงยหน้าขึ้นสบตาจางเจิ้นอันดวงตาของเขาลุ่มลึกดุจห้วงน้ำที่สงบนิ่ง แม้เงียบงันแต่ก็ยังแฝงแสงประกายอ่อนโยนนางถึงกับมองเห็นเงาสะท้อนของตนเองในนั้นได้อย่างชัดเจน หากวันใดดวงตาคู่นั้นมิอาจสะท้อนภาพของนางได้อีก มิเหลือแม้แสงใดให้มองเห็นสีสันของโลกใบนี้เมื่อนางลองนึกภาพเช่นนั้นขึ้นมา ใจพลันร่วงหล่น ดั่งก้อนหินจมลงสู่ก้นสระเงียบงันนางไม่อาจรู้เลยว่า หากถึงวันนั้นจริงๆ ตนควรทำอย่างไรดี
ประกายสดใสในดวงตาของนางพลันหม่นแสงลงม่านน้ำตาบางๆ เอ่อคลอขึ้นมา ขอบตาแดงเรื่อจนน่าใจหาย
เมื่อจางเจิ้นอันเห็นนางเป็เช่นนั้นหัวใจก็พลันอ่อนยวบ เขายื่นมือเข้าประคองร่างบาง ดึงเข้ามากอดไว้แนบอกแน่นเสียงทุ้มต่ำของเขาเอ่ยเบาๆ อย่างปลอบโยน “ไม่เป็ไรน่าข้าแค่แกล้งขู่เ้าเล่นเท่านั้น ข้าไม่เป็อะไรหรอก”
“ข้ารู้อยู่แล้ว ว่าท่านแค่หยอกแต่ต่อไป...ท่านอย่าพูดจาตัดรอนกำลังใจเช่นนี้อีกเลยนะเ้าคะ” แม้นางพยายามกลั้นน้ำตาไว้เต็มที่ แต่เพียงได้ยินเสียงอ่อนโยนนั้นน้ำตาก็ร่วงเผาะลงมาอย่างห้ามไม่อยู่ นางกอดเอวเขาไว้แน่น ร่างสั่นไหวเล็กน้อยเอ่ยด้วยเสียงสะอื้นแ่เบา “ท่านอย่ากลัวเลยนะเ้าคะต่อให้วันหนึ่งท่านมองไม่เห็นจริงๆ ข้าก็จะอยู่ตรงนี้ อยู่ข้างๆ ท่าน…
แค่เพียงท่านอย่าผลักไสข้าไปก็พอ…”
“อืม ข้าจะใจร้ายไล่เ้าไปได้อย่างไรกัน”จางเจิ้นอันคลายอ้อมกอดลงเล็กน้อยมือหนึ่งประคองไหล่บอบบางของนางไว้ กล่าวว่า “เ้าตัวเล็กบอบบางเช่นนี้นอกจากข้าแล้ว ข้ายังนึกไม่ออกเลยว่าจะมีใครที่เ้าพึ่งพิงได้อีก…”
“ใช่แล้วเ้าค่ะ…ตอนนี้ข้าเป็ภรรยาของท่านแล้ว ท่านพ่อท่านแม่ก็คงไม่คิดถึงข้าอีกหากท่านยังคิดจะผลักไสข้าไปอีก... ข้าไม่รู้จริงๆ ว่าจะไปอยู่ที่ไหนได้อีกแล้ว”เสียงของอันซิ่วเอ๋อร์สั่นเครือ น้ำตาร่วงลงมาเงียบๆราวสายฝนตกต้องใบไม้ในยามราตรี “วันนี้…ตอนที่ท่านผลักข้าในป่าไผ่ หัวใจข้าเ็ปเหลือเกิน ข้าไม่รู้เลยจริงๆว่าควรจะทำอย่างไรดี…”
“ข้าขอโทษ ซิ่วเอ๋อร์” เมื่อได้ยินถ้อยคำจากใจของนาง จางเจิ้นอันในใจพลันสะท้านรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาจากส่วนลึกเช่นกัน
“แต่ก็ยังดีที่ท่านกลับมาหาข้าไม่อย่างนั้นข้าคงไม่รู้จริงๆ ว่าจะไปที่ไหน” อันซิ่วเอ๋อร์ยกมือขึ้นปาดน้ำตาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา กล่าวถาม “หากมีครั้งหน้าท่านจะยังทำเช่นนั้นอีกหรือไม่เ้าคะ?”
จางเจิ้นอันส่ายหน้าช้าๆน้ำเสียงแน่วแน่ชัดเจน “ไม่ทำแล้ว”
“เช่นนั้น... ท่านอย่าทิ้งข้าไปไหนอีกเลยตลอดไปได้หรือไม่เ้าคะ?” แววตาของอันซิ่วเอ๋อร์ในยามนี้แน่วแน่กว่าครั้งไหนน้ำเสียงแ่เบาแต่หนักแน่น ดั่งคำมั่นจากก้นบึ้งของหัวใจ
“อืม” จางเจิ้นอันพยักหน้ารับช้าๆหนักแน่น คล้ายจะผนึกคำสัญญาไว้ในใจ ทว่าไม่นานนักเขาก็เอ่ยถามต่อด้วยรอยยิ้มบางบนริมฝีปาก “ข้าอายุมากกว่าเ้า...แล้วถ้าวันหนึ่งข้าตายก่อนเ้าล่ะ?”
“เหลวไหล!” อันซิ่วเอ๋อร์รีบยกมือขึ้นปิดปากเขาอย่างหงุดหงิดใบหน้าเล็กๆ เต็มไปด้วยความดื้อรั้นอย่างน่าเอ็นดู “ถึงตอนนั้นท่านก็แก่ ส่วนข้าเองก็แก่เช่นกัน พอดีเลย...เราจะได้จากไปพร้อมกันอย่างไรเ้าคะ”
“เ้าเด็กช่างฝันเอ๊ย” จางเจิ้นอันหัวเราะเบาๆ ยื่นมือแตะปลายจมูกเล็กของนางอย่างแ่เบาััอ่อนโยนเหมือนกลีบไม้ผลิใบ
ใบหน้านางในยามนี้ดูไม่แน่ใจว่าจะยิ้มหรือร้องไห้ดี ดวงตากลมใสยังมีหยาดน้ำตาคลออยู่เขาอดไม่ได้ที่จะโน้มตัวลง
จุมพิตเบาๆ ซับหยาดน้ำตาบนเปลือกตานั้นด้วยความรักที่ไม่มีถ้อยคำใดอธิบายได้
ปลายลิ้นอุ่นๆ ของเขาไล้แ่ผ่านแพขนตาทำเอานางจั๊กจี้จนเผลอเบี่ยงหน้าหนีเล็กน้อยแต่จางเจิ้นอันกลับยกมือขึ้นประคองใบหน้านั้นให้หันกลับมาเขาก้มลงเลียหยาดน้ำตาที่หางตาของนางอย่างแ่เบา ก่อนจะกระซิบชิดริมหู“น้ำตามันเค็มนะ... ต่อไปอย่าร้องอีกเลย”
“ข้าก็ไม่ได้อยากร้องสักหน่อยนี่เ้าคะ”อันซิ่วเอ๋อร์ย่นจมูกเล็กๆ มุ้ยปากเบาๆความน้อยใจปริ่มขึ้นมาอีกระลอก “ถ้าท่านไม่พูดจาใจร้ายตัดรอนข้าแบบนั้น...วันนี้ข้าก็คงอารมณ์ดีกว่านี้แล้ว!”
“เื่วันนี้ข้าผิดเอง...ข้าผิดเองทั้งหมด” จางเจิ้นอันถอนใจเบาๆรู้สึกเหมือนกำลังเผชิญคู่ปรับที่ไม่อาจต้านทานได้ แม่สาวน้อยคนนี้ไม่ว่าจะยิ้มหรือร้องไห้ ก็ทำให้ใจเขาปั่นป่วนได้เสียทุกครา แค่เห็นนางน้ำตาคลอใจเขาก็ห่อเหี่ยวแทบขาด พอเห็นนางยิ้ม... ก็เหมือนโลกทั้งใบสว่างขึ้นมา
เสียงง้อเบาๆของเขาทำเอาอันซิ่วเอ๋อร์หลุดหัวเราะในลำคอ “หึๆ”สองครั้ง ก่อนจะซุกหน้ากับอกกว้างของเขาอย่างเงียบๆ ไม่พูดอะไรอีก
ไม่นานนักเมื่อนึกขึ้นได้ว่ายังปักผ้าไม่เสร็จ นางก็ผละออกจากอ้อมอก ยืดตัวตรงเงยหน้าขึ้นสบตาเขาแวบหนึ่ง แล้วก็พลันนึกอายกับท่าทางงอนง้อเมื่อครู่
ในห้องค่อนข้างมืดนางจึงยกม้านั่งออกมานั่งปักผ้าตรงชานหน้าห้อง เขาก็ยังยืนมองอยู่ข้างๆนิ้วเรียวขาวของนางขยับเคลื่อนไหวราวผีเสื้อเริงระบำปลายเข็มเรียวเล็กปักขึ้นลงอย่างคล่องแคล่ว เขายืนมองอยู่ครู่หนึ่งในที่สุดก็ไปลากม้านั่งอีกตัวมา วางพิงกำแพง แล้วนั่งลงมองนางปักผ้าเงียบๆ
อันซิ่วเอ๋อร์ปักไปได้สองสามฝีเข็มก็อดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นมองเขา เห็นเขาหลับตาพริ้ม แต่ทุกครั้งที่นางเงยหน้ามองเขากลับลืมตาขึ้นมาทันทีราวกับรู้ทัน นางจึงรู้ว่าเขาไม่ได้หลับจริงๆ
กลัวว่าจางเจิ้นอันจะนั่งเบื่อหลังจากปักผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นเสร็จ อันซิ่วเอ๋อร์ก็เก็บสะดึงแล้วหยิบกลุ่มด้ายหลากสีออกมาสองสามกลุ่ม เรียกเขา “ท่านพี่มาช่วยข้าจับด้ายหน่อยได้ไหมเ้าคะ ข้าว่าจะถักสร้อยข้อมือเล่นสักหน่อย”
เชิงอรรถ
[1] ประมาณ 1.6 เมตร