ตอนที่ 21
โชคชะตา ฟ้าลิขิต (ตอนจบ)
“เคี๊ยกๆๆๆๆๆ”
“ลูกพระอาทิตย์อย่างนั้นเหรอ เคี๊ยกๆๆๆๆๆ ไม่เห็นมีพระอาทิตย์สักดวง ข้านึกอยู่แล้วว่าอาจจะมีเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น เหตุการณ์ที่ผู้สำเร็จวิชาปัญจคัมภีร์จะดึงพลังงานสุริยะมาต่อต้านข้า”
“เคี๊ยกๆๆๆๆๆ”
“ตูม!”
“ตูม!”
“ตูม!”
กู่ไท่หยางยังอัดหน้ามันซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เมื่อแสงจันทร์สาดส่องทีไร มันก็คืนสภาพเดิมทุกที หรือมันเป็นอมตะแล้วจริงๆ
เจ้าบื้อเริ่มเหนื่อยแล้ว
“เคี๊ยกๆๆๆๆๆ”
“เจ้าคงคิดว่า จะต้องยื้อจนถึงเช้าเพื่อให้แสงจันทร์นั้นหมดไป
นั่นแผนของเจ้าสินะ เคี๊ยกๆๆๆๆๆ”
อสูรจิวเอ่ย
“ลัทธิบูชาจันทรามิได้เกิดมาพร่ำเพรื่อหรืองมงาย อย่างที่พวกเจ้าคิดไว้หรอกนะ
เสียงสวดของพวกข้านั้นโหยหาเรียกจันทรามาปรากฏได้”
จู่จู่ เสียงสวดฮึ่ม งึมงำๆๆ นอกเขตป่ามาเต็ม
จันทรายิ่งเต็มดวงเปล่งแสงประกาย
“ระบบสุริยจักรวาลมีความสมดุลของมัน เมื่อมีจันทรา สุริยาย่อมไม่ปรากฏ ไร้ความสว่างไสวอีกต่อไป”
อสูรจิวพูดจบ ใบหน้าที่ถูกชกบูดเบี้ยวกลับคืนดังเดิม
พลังของกู่ไท่หยางกลับยิ่งลดลง แสงประกายแดงดวงอาทิตย์ดับมอดลงแล้ว
แม้เขาสำเร็จวิชาสุริยะ และที่นี่ไม่มีดวงอาทิตย์ที่จะเพิ่มพลังให้เขา
อสูรจิวสูบแสงจันทร์แล้วลุกขึ้นมา ปรากฏกายใหญ่โตสูงกว่ายอดไม้ ยกบาทาชี้เสียดฟ้าแล้วเหยียบลงมาอย่างรุนแรง
“ตูม!”
(เหยียบครั้งที่หนึ่ง)
กู่ไท่หยางจมดินมิด
หลินหลินได้แต่ร้องไห้หมดหนทางสู้ แม้เธอสำเร็จวิชาปัญจคัมภีร์ แต่ก็ไม่สามารถดึงพลังสุริยะดังเช่นเขา
“ตูม!”
(เหยียบครั้งที่สอง แขนขาและฟันหัก)
“ตูม!”
(เหยียบครั้งที่สาม กะโหลกยุบ เลือดไหลออกทางตาและจมูก)
“นับว่าเจ้ายังอึดนะ ชื่อของเจ้าคือ เจ้าบื้อสินะ”
“เคี๊ยกๆๆๆๆๆ”
มันหันไปหาหลินหลิน
“สาวน้อยเรามาดีกันเถอะ เจ้าทำให้เข้านึกถึงแม่เจ้า”
อสูรร้ายทำปลอบประโลมหลินหลิน มันทิ้งกู่ไท่หยางที่สิ้นสภาพเหลือแค่สติที่กำลังจะหลุดลอยและหายไป เดินเข้าไปหาเธอ
เสียงลมพัดเข้ามาในยามมืดมิด ทุกอย่างเงียบสนิท เหลือแค่แสงจันทรา
เสียงลมกระซิบเข้ามาในหูกู่ไท่หยาง
“กู่ไท่หยาง กู่ไท่หยาง เจ้าคือลูกพระอาทิตย์ จงอย่าดูถูกป่าแห่งนี้ เรียกพวกเขาสิ เรียกพวกเขา”
เสียงชายหนุ่มดูอบอุ่นฝากสายลมกระซิบเข้ามาที่หูเขา
เขาไม่อาจขยับตัวได้สักนิด กระดูกแหลกป่นไปทั้งตัว เหลือแค่สติเท่านั้น จึงตั้งใจอธิษฐานจิตตามที่สายลมบอกมา
“ข้ากู่ไท่หย่าง เคารพป่าแห่งนี้ สถานที่ซึ่งศักดิ์สิทธิ์ โปรดนิมิต พลังบันดาลให้ข้า เพื่อหนทางสู่ความสงบสุขด้วยเถิด”
ด้วยพลังแห่งป่าเฉียนมี่ สัตว์ป่าทั้งน้อยใหญ่ ต่างได้ยินเสียงเรียกร้องของกู่ไท่หยาง
พวกเขาเหล่านั้นยอมแบ่งพลังชีวิตของตนเองให้
ไม่ว่าจะเป็นกระต่าย เสือ กวาง หรือแม้แต่มดและแมลง
พลังชีวิตของสัตว์ป่านั้น เปล่งประกายเป็นแสงพลังสีเขียวล่องลอยออกมาจากร่างของสัตว์ป่าแต่ละตน
รวบรวมเข้าไปที่ร่างกายของกู่ไท่หยาง
อสูรจิวไม่ทันสังเกต ร่างกายของมันเปลี่ยนแปลงเป็นสัตว์เดรัจฉานเต็มตัว
ตอนนี้คงหมายปองแต่หลินหลิน และที่สำคัญ มันต้องการผสมพันธุ์
ครานี้มันเป็นอสุรกายโดยสมบูรณ์แล้ว หน้าตาอัปลักษณ์ น่ารังเกียจ น้ำลายยืด เนื้อตัวเหนียวยุ่บยั่บ
หลินหลินเห็นสิ่งที่เกิดกับกู่ไท่หยาง เธอแต่นิ่งหลอกล่อมันเข้ามาเพื่อถ่วงเวลาไว้
อสูรจิวทั้งกอดทั้งหอมและเลียเนื้อตัวหลินหลินด้วยลิ้นยาวๆของมัน และพยายามจะผสมพันธุ์กับเธอ
กู่ไท่หยางรวบรวมพลังมากพอ กระดูกที่แหลกป่นถูกเชื่อมผสมผสานให้เข้ากันกับพลังงานแห่งป่าไพร เส้นเอ็น ข้อต่อ ถูกยึดให้เข้าที่ ร่างกายฟื้นฟูขึ้นแล้ว พลังแห่งมวลไพรนี้มากเอาการเลยทีเดียว
เขาลืมตาขึ้นมา โผล่พรวดจากหลุมลึก พุ่งเข้าหาอสูรจิว
“ย้ากส์!”
ประกายพลังสีเขียวล้อมรอบตามร่างกายเขา
กู่ไท่หยางเข้าประชิดตัวอสูรจิว ซึ่งมันก็แปลกใจที่เห็นเช่นนั้น
“นี่เจ้าฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้อย่างไร ยังไม่สิ้นฤทธิ์อีกหรือเจ้าบื้อกู่ไท่หยาง............................เคี๊ยกๆๆ”
กู่ไท่หยางไม่สนคำสบประมาท เบ่งพลังพุ่งเข้าไปชนมันอย่างแรง พลังงานสีเขียวเปล่งประกายสยายออกเป็นสายเข้ารัดตัวมันอย่างกับเถาวัลย์ไม้พัวพันอสูรจิว จนมันมิอาจขยับร่างกายได้
“เจ้าคิดจะทำอะไร เสียสติไปแล้วหรือ รู้อยู่แล้วนี่ว่า พลังของเจ้าทำอะไรข้าไม่ได้ ภายใต้แสงจันทรานี้
แม้แต่ไป๋หู่แห่งป่าเฉียนมี่ก็ยังต้องม้วยมรณา……………….เคี๊ยกๆๆ”
ประกายพลังสีเขียวพุ่งออกฝ่าเท้าทั้งสองข้าง เขาลอยตัวเหาะพุ่งดันตัวของมันออกจากนอกป่าไปไกล
อสูรจิวปล่อยกายให้กู่ไท่หยางทำเช่นนั้นไปก่อน มันรอจังหวะจนกว่าพลังงานแสงสีเขียวที่ห้อมล้อมคุ้มครองกายเขามอดดับลง
“แล้วคราวนี้ข้าจะจัดการเด็ดหัวให้สิ้นเสียทีเดียว”
ทั้งสองล่องลอยทะยานไปไกลถึงเมืองจิ้งเตี้ย พุ่งผ่านเมืองเย่าฉี ฝ่าเมืองเหยอัน เงากาฬจันทราเข้ามากลืนกินแสงสีเขียวดัง “สวบๆๆ”
แต่กู่ไท่หยางยังไม่ลดละ เขายังดึงดันที่จะลากอสูรจิวไปให้ไกล
ผ่านเมืองเหยอันมาได้ พลังงานลดน้อยอย่างเห็นได้ชัด แสงสีเขียวเริ่มคลายออก อสูรจิวเริ่มกระดิกตัวได้
“เจ้าจะพาข้าไปถึงไหนกู่ไท่หยาง พลังงานที่เจ้าได้รับมา เอามาทำกับข้าแบบนี้ช่างไร้ประโยชน์
หากข้าฆ่าเจ้าแล้ว ข้าก็จะไปจัดการกับเพื่อนเจ้าอยู่ดี เจ้าก็ได้แค่ถ่วงเวลาก็เท่านั้น เคี๊ยกๆๆ”
กู่ไท่หยางพยายามถึงที่สุดแล้ว เขาพาอสูรจิวออกมาไกลหลินหลินเท่าที่จะทำได้
แสงสีเขียวค่อยๆ จางลง จางลง และสลายไปในที่สุด
เขาหมดแรงและร่วงลงจากฟ้า
อสูรจิวอ้าแขน ผงาดกรงเล็บใหญ่ เหาะตามลงมา
“ฟ้าวววว”
“ถึงเวลา
โชคชะตาฟ้าลิขิต
กาลนี้ได้เพื่อนรัก ดีงาม
วันนี้ขอลา ภพหน้าพบกันใหม่”
“ลมปราณถล่มพสุธา
ร่ายมาจากจิต
นึกคิดจากใจ
ไหลเวียนเคลื่อนไหว
ยิ่งใหญ่ ปฐพี”
“ร่ายลมปราณ เวียนวน
ผ่อนปรนลงพสุธา สู่ฟ้า
จิตมั่นคง ปลงชีวา
เปิดนภา เบิกเนตร”
“ชิวหาสัมผัส รสลึกล้ำ
ลมปราณพร่ำสายตา สู่ชิวหา
ใช้ไหลเวียน ดั่งธารา
ลิ้มโอชา ได้ดั่งใจ”
“กรรณสดับตรับในจิต
รู้นึกคิดทุกแห่งหน
ปราณผสานจิต พิชิต ความมืดมน
เคลื่อนเวียนวน บนในกรรณ”
“กลิ่นงาม โลกา
นาสิกพา สว่างไสว
ปราณเคลื่อนเวียน ภายใน
สยายไป เบญจกายา”
กรงเล็บอสูรจิวเข้าฝังจมในหน้าเขา
“ฉัวะ!”
กรงเล็บอีกข้างเสียบแทงทะลุตัว เลือดไหลออกไม่หยุด
“ฉัวะ!”
กู่ไท่หยางตกกระแทกพื้น
“เปรี้ยง!”
เขาไร้สติหมดสิ้น ร่างกายพรุนเป็นรู น้ำเลือดสีแดงฉานไหลนองไปตามพื้น ตามมาด้วยอสูรจิว ลอยลงมายืนเหนือเบื้องหน้า
สายลมพัดโชยมา สถานที่นี้เปลี่ยนไป
ทั้งอสูรจิวและกู่ไท่หยางมาไกลมาก เกินกว่าที่รู้จัก
อสูรจิวมองหาทิศทางเพื่อหาทางกลับ
ทว่า...................................................
ร่างกายของกู่ไท่หยางค่อยๆ เชื่อมต่อกัน เนื้อสู่เนื้อ หนังสู่หนัง รูพรุนจากกรงเล็บหดลง
เขาลืมตาฟื้นคืนชีพและยืนขึ้นได้
อสูรจิวเห็นดังนั้นแล้วรู้สึกได้ว่า เหตุการณ์นี้มันแปลกประหลาด ถึงกับเอ่ยปาก
“ไม่จริง มันเป็นไปไม่ได้แน่ๆ”
ตอนนี้คือ เวลาฟ้าสาง พระอาทิตย์ค่อยๆ โผล่พ้นขอบฟ้าเปล่งประกายแสงสีแดงส้มสาดส่องไปทั่วหล้าพื้นแผ่นดิน
พวกเขาเดินทางล่องลอยมาไกลมากเกือบเจ็ดพันลี้ ที่นี่คือ อาเจนถิง ซึ่งตามภูมิศาสตร์นั้น
อยู่ตรงข้ามกับประเทศจีนโดยสิ้นเชิง
เป็นไปตามที่อสูรจิวเคยกล่าวไว้ ระบบสุริยจักรวาลนั้นมีความสมดุลกัน แต่เพราะวิชาประหลาดเสียงสวดของลัทธิบูชาจันทรา
ทำให้ดวงจันทร์ถูกยึดไว้ที่เมืองจีน โลกจึงหยุดหมุนโคจรรอบดวงอาทิตย์
แสงสีเขียวไพรแห่งป่าเฉียนมี่ พาพวกเขาล่องลอยมาไกล ซึ่งเป็นอีกด้านหนึ่งของโลก
ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือความโชคดี โชคชะตาพาเขามาที่นี่ และก่อนสิ้นใจ กู่ไท่หยางได้ร่ายกระบวนวิชาทั้งห้าในปัญจคัมภีร์
ร่างกายของเขาดูดซับรับแสงอาทิตย์เต็มที่ พลังเพลิงสีแดงเร่าร้อนห้อมล้อมปกคลุมร่างกายที่เติบใหญ่
เต็มไปด้วยมวลกล้ามเนื้อที่แข็งดุจเหล็กไหล แค่ย่างก้าวไปใกล้อสูรจิวก็แทบจะมอดไหม้
มันจึงทรุดตัวลง ก้มหมอบแทบเท้า และยอมรับความพ่ายแพ้
แต่มารร้ายย่อมเล่ห์เหลี่ยมนัก มันแกล้งแพ้ แต่กระโดดเข้าไปคร่อมหัวกู่ไท่หยาง อ้าปากกว้างเพื่อดูดพลังชีวิตเขา
“สูบๆๆๆ เคี๊ยกๆๆๆ พลังเยอะชะมัดยาด สูบๆๆ”
“สูบๆๆๆ”
“สูบๆๆ”
“สูบ”
“เปรี้ยง!”
ร่างกายอสูรจิวที่สูบพลังงานจนอ้วนพี แตกระเบิดดังสนั่น
พลังชีวิตต่างๆ ที่โดนอสูรจิวดูดมากระจายออกเป็นดวงไฟล่องลอยไปทั่วนภากาศ
กู่ไท่หยางรวบรวมพลังนั้นไว้ทั้งหมด แล้วเหาะกลับไปที่เมืองฉางลั่ว โปรยคืนพลังนั้นกลับคืนสู่เจ้าของที่แท้จริง
การโคจรของดวงดาวหมุนย้อนกลับคืนดังเดิม ทำให้ผู้ที่ถูกอสูรจิวฆ่าตายได้มีโอกาสกลับมามีชีวิตใหม่ ท้องฟ้าแห่งฉางลั่วเริ่มสดใส
ด้วยแสงอาทิตย์ ฤดูร้อนคืบคลานเข้ามาแทนที่
ท่านอ๋องรับพลังคืนสู่ร่าง กลับกลายเป็นชายหนุ่มรูปงาม
ป่าเฉียนมี่กลับมามีชีวิตอีกครั้ง สัตว์น้อยใหญ่ออกมาวิ่งเล่นและหาอาหาร ไม่แข็งตายอีกต่อไป
ไป๋หู่ผู้พิทักษ์กลับมาปกป้องป่า ทุกอย่างกลับสู่สภาวะปกติ
“กู่ไท่หยาง กู่ไท่หยาง!”
เจ้าอ้วนและหลินหลินเรียกเขา
เขาที่อยู่บนฟ้า หันมองกลับมาที่เพื่อนๆ
ได้แต่ยิ้มให้แทนการบอกลา
ภารกิจบนโลกสำเร็จแล้ว คงมีหน้าที่ต่อไป เพราะเขาคือผู้ประสานงานแห่งสุริยจักรวาล
“ลาก่อน
กู่ไท่หยาง ลูกพระอาทิตย์”