"บัดซบ.มันหนีรอดไปจนได้ "
"ท่านนายกองฉินจะให้พวกเราไล่ตามไป ดีไหม.ขอรับ" นายร้อยทหารออกความเห็น
นายกองคนสำคัญหันไปมองตาขวาง ตวาดแว๊ดด้วยความไม่พอใจ
"ไอ้งี่เง่า มึงจะให้กูวิ่งตามม้าไปหรือไง"
ด้วยตนเองนั้นสังเกตุเห็นควันไฟหนาทึบลอยฟุ้งมาจากบริเวณคอกม้า แสงสว่างวาบแดงจ้าไปทั่วขอบฟ้า แสดงถึงหายนะอันร้ายแรงที่เหล่าม้าศึกนับพันต้องเผชิญ ความเสียหายนั้นอาจทำลายพวกมันไปเกือบหมดสิ้น นี่คือการคาดคำนวณของยอดขุนโจรมากประสบการณ์ ที่วางเพลิงปล้นฆ่ามาหลายสิบปี
"ไอ้เวร.นั่น นับว่าฉลาดล้ำ วางแผนการหลบหนีเป็อย่างดี" นายกองฉินแม้จะขัดเคืองแต่ในใจยังแอบลอบชื่นชม สติปัญญาของศัตรู
กุบกับ.กุบกับ.
เสียงฝีเท้าม้าเร่งร้อนควบตะบึงดังมาแต่ไกล
อั๊ยย่ะ.อั๊ยย่ะ.เร็วกว่านี้อีก
เสียงกระตุ้นเตือนม้ารัวแส้ถี่ยิบ ดังกระชั้นเข้ามาใกล้ นายกองฉินเหลียวหลังไปเหลือบมอง ก็เห็นรองแม่ทัพเตงหม้อกำลังควบม้า นำหน้าทหารผ้าเหลืองตรงเข้ามา
"พี่ใหญ่ฉิน เ้าไส้ศึกนั่น อยู่ที่ใด ท่านจงนำตัวมัน มาให้เราสำเร็จโทษเดี๋ยวนี้" ญาติผู้น้องของแม่ทัพเตงเมายิงคำถามใส่ เมื่อกระชากบังเหียนม้าให้หยุดยั้งด้วยกำลังแรง
นายกองใหญ่แลนายทหารผ้าเหลืองทั้งหลายต่างละอาย ค้อมคำนับรองแม่ทัพ พากันอิดออดไม่กล้าตอบคำ ต่างทำหน้าพยักพเยิดส่งสายตาไปที่นายกองฉิน
เตงหม้อเห็นท่าทางกระสับกระส่ายของเหล่าทหารดังนั้น ก็เดาความได้ตลอด ตวาดก้องด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวว่า
"พวกมึงทั้งหลายล้วนเป็นายทหารคนสำคัญ ฝีไม้ลายมือเป็ที่ประจักษ์ในหลายสมรภูมิ ไส้ศึกตัวผู้เดียวกลับปล่อยให้แหกวงล้อมออกไปได้ ถ้าเื่ในคืนนี้แพร่งพรายไปสู่ใต้หล้า ว่ากองทัพนับหมื่นของแม่ทัพ์อ่อนปวกเปียกเช่นนี้ ยังจะมีใครครั่นคร้ามเกรงกลัวพวกเราอีก"
แล้วจ้องถมึงทึงไปยังนายกองฉิน พลางขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน แล้วกล่าวอย่างสิ้นเกรงว่า
"ตัวท่านนั้น ก็เลื่องชื่อว่ามีฝีมือยิ่ง เหตุไฉนจึงทำการหละหลวม ปล่อยให้มุสิกตัวจ้อยพ้นคมเขี้ยวหมาป่าทมิฬ นายกองฉิน.ท่านเองจงตระเตรียมถ้อยคำ แก้ต่างไว้ให้จงดีเถิด" กล่าวจบ เตงหม้อชี้แส้ตวัดไปข้างหน้า สั่งให้กองทหารม้าของตนทั้งร้อยนาย ให้รีบเร่งออกไล่ล่าหม่าเหลียงโดยทันที
นายกองฉินแลเหล่าทหารทั้งปวง ต่างพากันก้มหน้านิ่งตัวชาดิก ไม่อาจเอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดๆได้อีก ทุกคนต่างรู้ดีถึงความโเี้ของแม่ทัพเตงเมา ว่าตอนนี้ชีวิตของพวกตนเหลืออยู่เพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น
ฮี๊.กุบกับ.กุบกับ.ฮี๊..
เสียงม้าคำรามแหลมสูง สร้างความรำคาญให้กับหม่าเหลียงเป็ที่สุด
"โธ่.โว๊ย!! ไอ้ม้าบ้า มึงจะแหกปากร้อง.ทำไมวะ! รีบวิ่งให้เร็วกว่านี้ไม่ได้หรือไง" ชายหนุ่มแหกปากด่าพลางลงแส้ถี่ยิบ
ม้าศึกฝีเท้าเยี่ยมสะดุ้งเฮือกแล้วพุ่งทะยานเต็มฝีเท้า หลังจากวิ่งไปได้อีกลี้เศษ มันค่อยๆวิ่งช้าลงแล้วส่งเสียง
คร่อก.คร่อก.ในลำคอ
ฉับพลันมันทิ้งตัวล้มคว่ำขาดใจตาย ทำให้คนที่อยู่บนหลังม้าหกคะเมนตีลังกาสามตลบ ลงไปนอนแอ้งแม้งคลุกฝุ่น ครั้นหม่าเหลียงยันตัวลุกขึ้นยืนได้ เขาสาวเท้าวิ่งเข้ามาเตะท้องม้าเต็มแรงด้วยโทสะ จนร่างของมันลอยคว้างปลิวไปไกล
"ไอ้เวรนี่ กูเจ็บนะโว๊ย"
ชายหนุ่มคำรามก้อง พลางสะบัดฝุ่นผงที่ติดอยู่ตามเนื้อตัวและเสื้อผ้า พร้อมสำรวจแขนขาตัวเองที่เป็แผลถลอกปอกเปิก
"ซี๊ด.เจ็บชิบเป๋ง เอ.ว่าแต่ ทำไมไอ้สัตว์เดรัจฉานนั่น ถึงนิ่งเงียบไปไม่ร้องสักแอะ" นายพรานป่าพลันเฉลียวใจแล้วโพล่งออกไปว่า
"เฮ้ย.หรือว่ามัน จะขาดใจตายไปแล้ว"
เมื่อคิดได้ดังนั้น.เขาเห็นท่าไม่ดี จึงรีบเข้าไปตรวจสอบร่างม้า ที่นอนหงายเค้งเก้งเอาตีนชี้ฟ้าขึ้นทั้งสี่ข้าง แล้วสบถออกมาอีกครั้ง เมื่อรู้อย่างชัดเจนว่า มันตายไปแล้ว เนื่องจากลูกเกาทัณฑ์ที่เสียบร่างอย่างแ่าทั้งสามดอก โดยเฉพาะดอกหนึ่งที่เสียบทะลุปอดพอดี
"โอ๊ย.ซวยชะมัดยาด เพิ่งทิ้งห่างโจรผ้าเหลืองได้แค่ 5 ลี้เอง แล้วกูจะหนีไปทางไหนดีวะ.เนี่ย ขาก็ถูกฟัน เืที่ชายโครงก็ยังไหลไม่หยุด มิหนำซ้ำกลางหลังยังมีลูกธนูปักอยู่อีกดอก"
หม่าเหลียงเ็ปแทบสิ้นใจ หน้าซีดเผือดด้วยเสียเืมาก หันซ้ายแลขวาทั้งสองข้างยังเป็ป่ารกชัฏ ขืนลุยฝ่าเข้าไปมั่วซั่วไม่ถูกงูกัดตาย ก็คงถูกเสือคาบไปแดก ครั้นจะหนีไปตามทางหลวง คงได้แต่เดินกระโพลกกระเพลกราวกับเต่าย่อง คงถูกพวกโจรจับได้อย่างแน่นอน
หนุ่มทะลุมิติตรึกตรองอย่างเคร่งเครียด ด้วยด้านตะวันตกนั้นไม่ห่างไม่ไกลเป็หมู่บ้านชาวประมง ขืนมุ่งตรงไปขอความช่วยเหลือจากชาวบ้าน คงจะเป็เหตุนำเภทภัยไปให้พวกเขาเปล่าๆ จะเป็การสร้างบาปกรรมให้กับตัวเอง ไปอีกหลายภพหลายชาติเป็แน่ ส่วนทางด้านตะวันออกนั้นเล่า เป็ถิ่นอาศัยของสัตว์ร้าย เมื่อปีกลายมีพรานป่าหลายรายเป็เหยื่อของเสือแม่ลูกอ่อน
"เฮ้อ." หม่าเหลียงถอนใจยาว พลางมองไปที่ซากม้าที่นอนตายแอ้งแม้งแล้วให้สลดใจ ถ้ามันยังมีชีวิตอยู่ คงพาเขาให้พ้นภัยได้อย่างแน่นอน
กุบกับ.กุบกับ.
เสียงฝีเท้าม้าดังกระชั้นเข้ามาใกล้ พร้อมด้วยคบเพลิงหลายสิบอัน พุ่งตรงเข้ามาเป็เส้นสายยาวเหยียด แสงไฟวูบวาบส่องสว่างมองเห็นอยู่ลิบลิ่วให้คร้ามใจ หม่าเหลียงตัดสินใจโดยพลัน รีบลากเท้าเข้าไปยังราวป่าทิศตะวันออกทันที
"หยุด"
เสียงเตงหม้อะโก้อง เมื่อเห็นซากม้านอนขวางทาง
"อาฉี อาเฉิน พวกมึงสองคนรีบลงไปดูเดี๋ยวนี้"
หัวหมู่คนสนิทรีบลงจากหลังม้าตามคำสั่งโดยไว มือทั้งสองคนต่างถือคบไฟ เดินสาดส่องค้นหาไปทั่วอย่างเชี่ยวชาญ ครั้นมั่นใจจึงรีบเข้ามารายงานว่า
"ท่านรองแม่ทัพ เ้าชั่วนั่นมันหนีเข้าป่าไปทางนี้ขอรับ" อาฉีกล่าวเสียงดังฟังชัด
"รอยเืยังสดใหม่ คาดว่ายังไปได้ไม่ไกล" อาเฉินกล่าวสนับสนุน พลางชี้นิ้วไปยังราวป่าทางทิศบูรพา
เตงหม้อได้ฟังพลันกลั้วหัวเราะด้วยสมคิด
"แม้ว่ามันจะวางแผนมาเป็อย่างดี แต่ดูเหมือน์จะไม่เข้าข้างมันซะแล้ว ฮ่า.ฮ่า." แล้วสั่งการให้ทหารลงจากหลังม้า กระจายกองกำลังเรียงแถวเป็หน้ากระดานไล่ตามไส้ศึก
เสียงแหวกป่าฟันต้นไม้ดังโครมคราม สัตว์ป่าน้อยใหญ่พากันแตกตื่นหนีตายกันให้จ้าละหวั่น ด้วยหวาดกลัวพวกมนุษย์และเปลวเพลิง
"ฉิบหายแล้ว พวกมันกำลังโอบล้อมกระชั้นเข้ามาใกล้ กูต้องรีบหน่อยแล้ว" หม่าเหลียงขบฟันข่มกลั้นความเ็ป วิ่งโขยกเขยกสาวเท้าถี่ขึ้น
นายพรานหนุ่มหลบหนีมาอย่างเร่งร้อน จนกระทั่งมาถึงลำธารกว้างที่ขวางอยู่ตรงหน้า ซึ่งเป็สาขาย่อยของลำน้ำหาดทรายขาว เนื่องจากสิ้นหน้าฝนเข้าต้นหนาว ถึงแม้ว่าธารน้ำใสจะตื้นเขินเพียงครึ่งแข้ง แต่ก็ยังกว้างขวางเกือบ 10 วา
หม่าเหลียงหน้าถอดสีน้ำตารื้น เห็นทีครั้งนี้ชะตาจะขาด จึงกล่าวอย่างทดท้อว่า
"ฟ้าหนอฟ้า ช่างโเี้ยิ่งนัก ท่านจะเกลียดชังข้าไปถึงไหน"
ชายหนุ่มเหลียวหลังกลับไปมอง ก็เห็นคบเพลิงมากมายผุดขึ้นมาอย่างกับดอกเห็ด พลันให้คิดมานะขึ้นมาอีกครา
"ถึงกูจะตาย ก็ไม่ยอมนิ่งเฉย ให้ถูกจับกุมอย่างง่ายดาย"
ด้วยรู้ดีว่าความผิดของตัวนั้นร้ายแรงนัก เผาคอกม้าทำลายเสบียงกองทัพ พวกมันคงไม่ยอมให้เขาตายอย่างง่ายดาย คงจะจับไปทรมานด้วยทัณฑ์วิปริต คิดได้ดังนั้นจึงกัดฟันลากเท้าที่าเ็ข้ามลำธารโดยไว
ในที่สุดพวกโจรผ้าเหลืองก็ไล่ตามมาทันถึงริมน้ำ ครั้นทอดสายตาออกไปก็เห็นเงาคน ตะคุ่มๆอยู่กลางลำธารใหญ่
"ท่านเตงหม้อ เจอตัวคนร้ายแล้ว.ขอรับ" เสียงอาเฉินะโโหวกเหวก
"มันอยู่ไหน เจอตัวแล้วรึ" เสียงขานรับด้วยความยินดีของรองแม่ทัพ
"มึงตายซะเถอะ บังอาจสร้างความลำบากให้กับพวกกู" อาฉีประกาศกร้าว ขึ้นเกาทัณฑ์เหนี่ยวรั้งสายสุดแขน เล็งไปที่ไส้ศึกด้วยสายตาเหยี่ยว