ั้แ่เช้าตรู่ ผมรู้สึกเหมือนมีบางอย่างกดทับอยู่ในอก มันเป็ความอึดอัดที่ทำให้ผมต้องตื่นขึ้นมาทั้งๆ ที่ยังไม่อยากจะลุกจากเตียง การเริ่มต้นเรียนมหาวิทยาลัยไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ผมรู้สึกว่าชีวิตของผมตอนนี้ยุ่งเหยิงไปหมด แม้แต่การลุกจากเตียงก็รู้สึกเป็ภาระ
เมื่อคืนผมแทบจะไม่ได้นอนเต็มที่ ความฝันเกี่ยวกับน้องชายที่จากไปเมื่อหนึ่งปีก่อนได้กลับมาหลอกหลอนอีกครั้ง มันเป็ความฝันที่ผมพยายามจะลืมมาตลอด แต่ไม่ว่าจะพยายามเท่าไหร่ มันก็กลับมาเหมือนเดิมทุกครั้ง
ผมลุกขึ้นมาจัดเตียงด้วยความรู้สึกเบื่อหน่าย มือข้างหนึ่งยกผ้าห่มขึ้นพับเก็บตามระเบียบ แต่ในหัวกลับเต็มไปด้วยความคิดที่ไม่หยุดนิ่ง ความกดดันจากครอบครัวมันมากเกินไป หลังจากที่น้องชายฝาแฝดของผมเสียชีวิต พ่อกับแม่ก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปทั้งหมด ทุกสิ่งทุกอย่างที่น้องชายผมเคยวาดฝัน ความคาดหวังทั้งหมดถูกโยนมาที่ผมโดยไม่ถามความสมัครใจ
กลิ่นหอมจางๆ ของน้ำยาปรับผ้านุ่มบนผ้าห่มที่ผมพับ ยิ่งตอกย้ำให้คิดถึงบรรยากาศเก่าๆ ที่บ้าน มันทำให้ผมหงุดหงิด ทุกครั้งที่คิดถึงบ้าน ผมรู้สึกเหมือนถูกบังคับให้เดินตามรอยเท้าของน้องชายที่ไม่มีวันหวนกลับ
หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อยแล้วผมก็ถอนหายใจเบาๆ ขณะที่เตรียมตัวออกไปเรียน ผมเดินออกจากหอพักไปยังคณะวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ที่ดูจะเป็เื่ยากที่สุดในชีวิต ทั้งที่เมื่อก่อนผมคิดว่ามันน่าจะเป็สิ่งที่ผมชอบ แต่ตอนนี้...มันกลับไม่ใช่เลย
พอผมเดินมาถึงห้องเรียนซึ่งควรจะตื่นเต้นที่ได้พบเจอโลกใบใหม่ แต่ทว่าผมกลับรู้สึกเหมือนตกอยู่ในโลกที่แสนเบื่อหน่าย อาจารย์ที่ปรึกษายืนพูดอยู่หน้าห้องเกี่ยวกับเื่ราวในมหาวิทยาลัยที่ผมไม่สามารถโฟกัสได้ ผมนั่งอยู่หลังห้อง เสียงแอร์ในห้องเรียนดังกระหึ่มจนแทบกลบเสียงของอาจารย์
ผมปล่อยให้สายตาลอยออกไปนอกหน้าต่าง มองดูต้นไม้ที่ไหวไปตามแรงลม แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความคิดที่ไม่หยุดนิ่ง ผมพยายามที่จะดึงตัวเองกลับมาสู่ปัจจุบัน แต่ความคิดเกี่ยวกับบ้านและครอบครัวมันหนักหน่วงเกินไปจริงๆ
พวกคุณอาจไม่รู้ตอนเด็กๆ ผมเคยฝันว่าจะได้เป็คนสร้างสิ่งประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่อย่างเช่นหุ่นยนต์แบบในภาพยนตร์ไซไฟ แต่ตอนนี้ผมกลับรู้สึกว่าตัวผมเองเป็แค่คนที่ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ไม่ได้เลือก ไม่มีใครถามว่าผมอยากจะเป็แบบนี้ไหม ความฝันที่เคยอยู่ชัดเจนในใจเหมือนภาพวาดสวยงาม มันจางหายไปพร้อมกับความเป็จริงที่โหดร้าย
หลังจากเลิกเรียนใน่เช้า ผมเดินกลับมาที่หอพักด้วยความรู้สึกเหนื่อยล้าโดยหวังว่าจะได้พักผ่อนและหาทางปลดปล่อยความเครียดที่สะสมมานาน
เมื่อเปิดประตูเข้าห้องไป ผมก็โล่งใจนิดหน่อยที่เห็นว่าเพื่อนใหม่หน้าใสคนนั้นยังไม่กลับมา การอยู่คนเดียวทำให้ผมรู้สึกสงบขึ้นเล็กน้อย ผมทิ้งตัวลงบนเตียง ฟูกเตียงที่ยวบลงไปใต้ตัวไม่ต่างจากความหนักอึ้งที่ยังกดทับในใจ ราวกับว่ามันจะมีคำตอบให้กับความวุ่นวายทั้งหมดในหัว
เสียงนาฬิกาในห้องยังคงดัง ติ๊ก ต๊อก อย่างต่อเนื่อง ความเงียบที่ครอบคลุมห้องเล็กๆ นี้ไม่ได้ช่วยอะไร น้ำหนักของความเครียดมันกดทับจนผมแทบหายใจไม่ออก ในหัวมีแต่ภาพของน้องชายที่จากไปและความคาดหวังที่พ่อแม่มีต่อผม ผมไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงต่อไป บางครั้งผมก็อยากจะะโออกมาดังๆ ให้ทุกคนรู้ว่าผมก็มีความรู้สึก
“แม่งเอ๊ย!!” ผมอยากะโคำนี้ออกมาดังๆ แต่ก็ทำได้เพียงะโด่าอยู่ในใจ เพราะว่าที่นี่คือมหาวิทยาลัยจะทำตัวเหมือนที่บ้านไม่ได้
เมื่อเริ่มอยู่คนเดียวในห้องมืดๆ กับบรรยากาศที่แปลกตา
ความคิดกดดันของผมก็เริ่มหายไปแล้วมีเื่อย่างว่า…เข้ามาแทนที่ ผมหยิบมือถือ เปิดแอปพลิเคชันที่มักจะใช้ในเวลาที่้าปลดปล่อยอารมณ์ แน่นอนว่ามันไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไร แต่มันก็ทำให้ผมลืมเื่ราวที่หนักอึ้งไปได้ชั่วคราว
เสียง “ติ๊ก ต๊อก” จากนาฬิกาดูเหมือนจะช้าลงเรื่อยๆ เมื่อความรู้สึกภายในเริ่มเปลี่ยนไป ผมเปิดดูคลิปไปเรื่อยๆ จนร่างกายเริ่มรู้สึกตื่นตัว ว่าแล้วผมก็ถอดชุดนักศึกษาใหม่เอี่ยมใส่ตะกร้า เหลือแค่กางเกงในสีขาวตัวเดียวแล้วถือผ้าขนหนูติดมือเข้าห้องน้ำไป
ซ่า…ผมเปิดฝักบัวปล่อยให้น้ำอุ่นๆ ไหลลงมาบนตัว มันช่วยให้ผมรู้สึกดีขึ้นนิดหน่อย น้ำที่ไหลลงมาจากฝักบัวเหมือนช่วยชะล้างความเครียดในหัว แม้ว่าจะเป็เพียงชั่วคราว แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็รู้ดีว่ามันเป็แค่การหลีกหนีจากความจริงที่อยู่ตรงหน้า
หลังจากผ่อนคลายอารมณ์ตึงเครียดลง เสียงน้ำกระทบพื้นเป็จังหวะที่คุ้นเคยก็เริ่มดังขึ้น เสียงของน้ำที่ตกลงพื้นนั้นมันค่อยๆ ถี่รัวขึ้นเรื่อยๆ ตามจังหวะการขยับข้อมือของผม ทุกััที่เกิดขึ้นคล้ายกับการปลดปล่อยความหนักอึ้งที่กดทับจิตใจ
จะว่าไปแล้วการได้มาอยู่สถานที่แปลกใหม่ก็ทำให้เกิดความตื่นเต้นไม่น้อย ผมไม่ได้เปิดโทรศัพท์แล้วนอนดูอยู่บนเตียงเหมือนตอนอยู่บ้านอย่างที่เคยทำ เพราะผมกลัวว่าเพื่อนใหม่คนนั้นจะพรวดพราดมาเห็นเข้าจึงทำให้ภารกิจปลดปล่อยความเครียดของผมครั้งนี้ต้องผิดแปลกไปจากเดิมที่เคยเป็
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน…ผมพยายามจัดการกับอารมณ์ที่สับสนและตึงเครียดอย่างสุดความสามารถจนถึงจุดที่เรียกได้ว่าปลดปล่อยความสุขออกมา
มันเป็สิ่งที่ผมทำบ่อยๆ ในเวลาที่รู้สึกหนักหน่วง แต่แม่ง...มันก็แค่ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นชั่วคราวเท่านั้น คุณว่ามั้ยล่ะ?
ผมออกจากห้องน้ำด้วยความรู้สึกอ่อนเพลีย โดยมีผ้าขนหนูสีขาวพันรอบเอวแบบิ่เหม่ แต่เมื่อเปิดประตูห้องน้ำออกมาก็เจอกับร่างไอ้เตที่เพิ่งกลับมาถึงห้อง เหมือนทั้งตัวของผมเย็นวาบทันทีที่เห็นมัน ผมใจนแทบทำตัวไม่ถูกแต่ก็เก๊กหน้าขรึมเข้าไว้ทำเป็ไม่รู้ไม่เห็น
ไอ้เตมันมองมาแล้วสบตาผมแวบหนึ่งแล้วเบนสายตาไปทางอื่นอย่างมีเลศนัย ผมเองก็ไม่อยากให้มันรู้ว่าผมทำอะไรในห้องน้ำเมื่อกี้นี้ ผมรีบเดินไปที่เตียงทั้งๆ ที่ไอ้นั่นยังตุงโด่งอยู่เล็กน้อยแล้วทิ้งตัวลงนั่งโดยไม่พูดอะไร ปล่อยให้ความเงียบครอบคลุมบรรยากาศในห้องไปอย่างนั้น
จู่ๆ ไอ้เตมันก็ถามขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
“วันนี้นายไม่มีเรียนบ่ายเหรอ เย็นนี้ไปเตะบอลกับเรามั้ย?”
ผมหันไปสบตามันแวบหนึ่งแล้วตอบกลับไปอย่างอ่อนเพลีย
“อืม...ไม่ล่ะเหนื่อยว่ะอยากพักอยู่ห้องเฉยๆ” ผมตอบกลับสั้นๆ แล้วรีบเอาไดร์มาเป่าผมไปเรื่อยๆ จนแห้งเพราะไม่อยากสนทนากับมันในบรรยากาศอึดอัดแบบนี้ แล้วจากนั้นจึงเปลี่ยนชุดเป็เสื้อยืดหลวมๆ พร้อมกับกางเกงบอลตัวโปรด
อ้อ พวกคุณคงไม่รู้ผมไม่ค่อยชอบใส่กางเกงในเพราะมันอึดอัดหากไม่จำเป็จริงๆ ผมจะปล่อยให้มันเป็ไปตามธรรมชาติมากกว่า
ดังนั้นผมจึงทำตามที่ใจ้า ปล่อยเลยตามเลย จะคิดอะไรมาก อย่างน้อยผมกับไอ้คนข้างๆ ก็เป็ผู้ชายเหมือนกันมีอะไรให้น่าอาย
…
เช้าวันต่อมา ผมตื่นขึ้นมาในเวลาปกติ แต่ความรู้สึกเหนื่อยล้าจากเมื่อวานยังคงอยู่ในใจ ขณะที่กำลังเตรียมตัวไปเรียน เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นมาพร้อมกับข้อความจากทีม เพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันนาน
“เฮ้ย ต้า เย็นนี้เจอกันมั้ยวะ? กูกับเพื่อนใหม่ในคณะจะไปหาอะไรดื่มที่ร้านแถวๆ มหาลัย” ทีมส่งข้อความมาชวน
คนที่ส่งข้อความมาคือ ไอ้ทีม เพื่อนเก่าผมสมัยมัธยม
ผมนิ่งไปครู่หนึ่ง กำลังคิดถึงเื่ราวที่เกิดขึ้นกับทีมครั้งสุดท้ายที่เราเจอกันในงานเลี้ยงอำลาตอนมัธยมปลาย พวกผมเรียนด้วยกันั้แ่มัธยมต้นเพราะโรงเรียนของพวกเราเป็โรงเรียนประจำที่ต้องกินนอนและเรียนอยู่ในนั้นเสร็จสรรพ ดังนั้นเราสองคนจึงสนิทกันมาก
แต่ว่าในงานเลี้ยงครั้งนั้น…ผมกับมันดันเผลอตัวทำบางอย่างต่อกันจนทำให้ผมมองหน้ามันไม่ติด ซึ่งมันทำให้ผมรู้สึกอึดอัดใจไม่น้อย…
ปัจจุบันนี้ผมยืนยันได้ว่าผมยังชอบผู้หญิง และในอนาคตก็จะเป็แบบนั้นต่อไป
แต่ก็นั่นแหละใครไม่เคยทำเื่ผิดพลาดบ้าง?และอีกอย่างจะเอาอะไรกับคนเมา ผมแสร้งทำเป็ไม่รู้ไม่เห็นก็สิ้นเื่ เวลานี้มีเพียงเหล้าเท่านั้นที่ผม้า แม้จะต้องไปเจอกับเ้าเพื่อนบ้านั่นก็ตาม
“ช่างแม่ง…ใครสนกันล่ะ?” ผมยิ้มมุมปากแล้วรีบแต่งตัว เพราะเย็นวันนี้ผมจะได้ไปสังสรรค์ ได้เจอไอ้ทีม ได้ลืมความเหนื่อยล้าที่เกาะกินอยู่ในใจ
ตอนบ่าย ผมกลับมาที่หอพัก กะว่าจะนอนพักเอาแรงสักหน่อย แต่ความคิดแม่งไม่ยอมหยุดจนนอนไม่หลับ
ผมจึงหยิบมือถือขึ้นมา เปิดแอปฯ เดิมดูคลิปวิดีโออย่างว่าเพื่อหาทางระบายอารมณ์อีกครั้ง แต่ไม่รู้ทำไม…วิดีโอพวกนั้นมันกลับไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นเหมือนเมื่อก่อน…หรืออาจเป็เพราะผมเครียดหนักเกินไปจึงทำให้ไม่มีอารมณ์ทำเื่อย่างว่ากับตัวเอง