อดีตศิษย์าุโสำนักชิงหยุนโค้งตัวรับคำสั่ง ในเวลานี้เขาได้รับตัวตนใหม่กลายเป็ดาบหนึ่งไปแล้ว
ต่อมาโจวเฉินได้สั่งอดีตศิษย์สำนักชิงหยุนทั้งสอง ให้เดินทางไปรวมตัวกับกลุ่มที่ซ่อนตัวอยู่ในลานบ้านร้าง
เหตุผลที่เขาไม่้านำกลับตระกูลไปด้วย นั่นเพราะเกรงว่าทั้งสองส่วนจะมีจุดที่เชื่อมโยงกันชัดเจนเกินไป
ในฐานะชายสวมหน้ากากซึ่งจะกลายเป็ผู้นำกลุ่มคนประหลาด ที่ก่อความพินาศไปทั่วทุกพื้นที่ในอนาคต
เขาไม่้าให้ตัวตนดังกล่าว และฐานะนายน้อยคนที่สามมีส่วนที่ข้องเกี่ยวกัน เพราะหากศัตรูตามกลิ่นมาทีหลังจะได้ไม่ส่งผลถึงครอบครัว
อีกทั้งผลลัพธ์ร้าย ๆ ที่อาจตามมาในวันหน้า ความบาดหมางทั้งหมดจะถูกดึงดูดไปยังกลุ่มที่กำลังจะเกิดขึ้น
ในความคิดเขาเกี่ยวกับเื่นี้ ทุกอย่างต้องจบลงที่กลุ่มของเขาเท่านั้น
ส่วนเื่ของตระกูลโจวก็ปล่อยให้พัฒนาอย่างเงียบ ๆ เพื่อรองรับการต่อสู้ที่อาจอุบัติขึ้นเหมือนที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ่ชีวิตที่แล้ว
คฤหาสน์ตระกูลโจว
ใช้เวลาไม่นาน ชายสวมหน้ากากก็กลับมาถึงลานบ้านด้วยตัวตนปกติของเขา
นายน้อยคนที่สามขณะนี้ กำลังนั่งจิบชาอย่างพอใจสายตามองดูผลการเก็บเกี่ยวเงียบ ๆ
ในหัวครุ่นคิดถึงแผนที่จะดำเนินเร็ว ๆ นี้ จากนั้นจึงเดินไปสังเกตยังห้องฝึกฝนทางด้านหลัง
“อีกไม่นานจะไปถึงรวบรวมพลังเสียที” เขาเปิดปากพึมพำถึงความก้าวหน้าของอีกร่างตรงหน้า
หากลองสังเกตด้วยััศักดิ์สิทธิ์ให้ดี จะพบว่ารอบรัศมีร่างิญญาของเขานั้นเต็มไปด้วยเส้นใยิญญาจำนวนมาก
เข้าพันเกี่ยวโยงใยแทบจะทุกส่วนของร่าง นี่เป็รูปแบบหนึ่งของการหมุนเวียนเทคนิคการฝึกฝน อย่างคัมภีร์นำทางิญญาหมื่นัั
นี่คือเทคนิคที่เขาได้รับมาโดยบังเอิญ และใช้ฝึกฝนเป็วิธีการบ่มเพาะหลักในชีวิตที่แล้ว
จุดเด่นสำคัญของวิธีการนี้อยู่ที่การช่วยให้พลังิญญา ขยายปริมาณสูงกว่าวิธีการฝึกฝนทั่วไปมาก แถมยังทำให้พลังิญญาบริสุทธิ์ และฟื้นตัวได้ไวกว่าปกติ
ยิ่งไปกว่านั้น นี่เป็วิชาหนึ่งเดียวเท่าที่เขาเคยได้ยินว่า มันสามารถขัดเกลาััศักดิ์สิทธิ์ของผู้ฝึกฝนได้อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีข้อดีมหาศาลผลเสียเองก็ไม่ใช่น้อย
ในด้านความแข็งแกร่งส่วนพลังการบ่มเพาะ วิธีการนี้ไม่ได้ต่างไปจากวิชาทั่ว ๆ ไปที่ไม่มีคุณสมบัติ หรือข้อได้เปรียบใดที่พิเศษกว่าเคล็ดอื่น ๆ เลย
มิหนำซ้ำ ความเร็วในการฝึกฝนด้วยวิธีการนี้กลับลดลงอย่างมาก หากเขาจำไม่ผิดในชีวิตก่อน หลังเปลี่ยนมาใช้คัมภีร์ชุดนี้แล้ว
ระยะเวลาที่ต้องใช้บ่มเพาะพลังเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า เลยทีเดียว
หวังว่ามันจะนำความประหลาดใจมาให้แก่ข้า
หลังมองผ่านเข้าไปในทะเลแห่งจิตสำนึก เพ่งความสนใจไปที่เหรียญหยกซึ่งเป็สมบัติวิเศษเล็กน้อย
นายน้อยสามจึงกลับห้องเพื่อพักผ่อน แล้วเตรียมการรอรับเช้าวันใหม่
เวลาผ่านไปได้ไม่กี่ชั่วยาม รุ่งอรุณก็ได้กลับมาเยือนลานบ้านตระกูลโจวอีกครั้ง
สิ่งแรกที่โจวเฉินััได้หลังคืนสติ กลายเป็อาการคันจมูกจากบางอย่าง ที่เคลื่อนไหวตรงปลายจมูกตลอดเวลา
แล้วพอได้ยินเสียงเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ฟังดูเหมือนกำลังกลั้นหัวเราะ ไม่จำเป็ต้องเดาเขาก็ทราบได้ทันทีว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น และใครเป็คนอยู่เื้ัเื่นี้
“ข้าเปล่านะพี่สาม ไม่ใช่ข้า”
ทันทีที่เ้าตัวน้อยเห็นพี่ชายลืมตา นางจึงรีบโยนใบหญ้าทิ้งเพื่อทำลายหลักฐาน แล้วเร่งลุกขึ้นเตรียมตัวจะหลบหนี
แต่มีหรือร่างเล็ก ๆ จะรอดพ้นความผิดไปได้ เด็กหญิงตัวน้อยถูกจับตัวโดยพี่ชายคนที่สามของนาง ก่อนจะถูกดึงแก้มอ้วน ๆ เบา ๆ
และเกาเอวให้รู้สึกจั๊กจี้เพื่อเป็การลงโทษ
“ท่านแม่ มีคนไม่ดีตัวใหญ่รังแกลูกน้อยของท่าน รีบมาช่วยเร็ว ๆ ลูกน้อยโดนรังแกอีกแล้ว”
ครั้งนี้น้องสาวตัวน้อยใช้วิธีการใหม่เพื่อทำให้พี่ชายกลัว และยอมปล่อยตัวนางไปอย่างเชื่อฟัง
ทว่าดูเหมือนรอบนี้นางจะคำนวณพลาดอีกแล้ว พี่ชายที่ไม่ดีไม่เห็นถูกการข่มขู่เล่นงานเลย
ในฐานะน้องสาวที่ใช้แผนแสร้งฟ้องแม่แต่ไม่ได้ผล เลยต้องกลับมาก้มหัวลงต่ำยอมรับความผิดพลาด
“พี่สามข้าคิดผิด ยอมแล้ว พี่สามข้าไม่กล้าอีกแล้ว ปล่อยข้าไปเถอะนะพี่ชายที่ดี” เด็กน้อยใช้เสียงหวาน ๆ กล่อมพี่ชายจนสำเร็จ แล้วเขาก็ยอมปล่อยนางไป
“เด็กน้อย ถ้ามีครั้งหน้าพี่ชายจะไม่ปล่อยเ้าไปง่าย ๆ แน่” โจวเฉินแสร้งทำเป็โกรธ
แต่น้องสาวตัวน้อยกลับรู้ทัน ทั้งยังหัวเราะคิกคักขบขันกับท่าทางของพี่ชายมาก
“พี่สาม เ้าเห็นอะไรไหม ลองมองดูที่ข้าสิ”
“เห็นอะไร”
“ดูดี ๆ สิพี่สาม”
ต่อจากนั้น กลับกลายเป็ว่าการที่น้องสาวตัวน้อยมาหาเขาั้แ่เช้า ใจความสำคัญอยู่ที่ชุดใหม่ของนางที่ตั้งใจใส่มาอวดพี่ชาย
ยิ่งไปกว่านั้น เด็กหญิงตัวน้อยยังอวดชุดใหม่ที่เพิ่งได้รับมาไปทั่ว ไม่ว่าจะเป็เวรยามหรือสาวใช้ในตระกูล ทุกคนต่างต้องได้เห็นนางในชุดนี้กันหมด
กว่าจะทำให้เด็กหญิงตัวน้อยขี้อวดพอใจได้ ต้องสูญเสียเวลาใน่เช้าไปทั้งหมดเพื่อการณ์นี้เลยทีเดียว
“ขอบคุณพี่สาม”
หลังอาหารกลางวัน ผู้เป็พี่ชายยังคงดูแลน้องสาวตัวน้อยด้วยของอร่อย โดยนั่งดื่มชาพลางมองใบหน้าน้อย ๆ เคี้ยวขนมเต็มปาก
ชีวิตใน่นี้ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านั้น นอกจากนี้แล้ว นายน้อยที่สามยังใช้่นี้ทบทวนวิชาในความทรงจำไปพลาง ๆ
แต่เพราะข้อจำกัดเื่ฐานพลัง กลายเป็ว่ามีหลายเทคนิคหลายวิธีการที่ไม่สามารถฝึกฝนได้ใน่นี้
ทางออกเดียวคงไม่มีอะไรมากเกินไปกว่า การรอให้พลังเลื่อนระดับกลายเป็ผู้ฝึกฝนรวบรวมพลังเสียก่อน
ในวันนี้นายน้อยคนที่สามจึงได้แต่รับใช้เ้าตัวน้อย และดูแลนางในฐานะพี่ชาย จนน้องสาวรู้สึกได้ว่าพี่ชายของนางดูแปลกไป
“พี่สาม เ้าไม่ฝึกกระบี่อีกแล้วเหรอ” เด็กหญิงตัวน้อยกระพริบตาถามอย่างสงสัย
โจวเฉินเผยรอยยิ้มอบอุ่นแล้วพูดว่า “ไม่ล่ะ ข้าไม่สนใจกระบี่อีกแล้ว แกล้งน้องสาวน่าสนุกกว่ากันตั้งเยอะ”
คำตอบที่ได้รับทำให้รอยยิ้มน้อย ๆ แข็งค้าง น้องสาวตัวน้อยรีบลุกหนีพร้อมทำเสียงฮึดฮัด ”ฮึ่ม”
หลังจากนั้นสองพี่น้องคู่นี้ ต่างก็หยอกล้อเล่นกันอย่างสนุก โดยด้านข้างมีสาวใช้ทั้งสองเฝ้ามองด้วยรอยยิ้มที่มีความสุข
อีกด้านหนึ่งของเมืองห่างออกไป ณ หอชิงหยุน
สองวันที่ผ่านมาร้านค้าแห่งนี้ได้เผชิญแต่เื่ร้าย ๆ ติดต่อกัน ความสูญเสียที่เกิดทำให้มีคนนั่งไม่ติดเพิ่มมากขึ้น
แม้แต่ศิษย์หลักของสำนักที่เพียงผ่านทางมายังได้รับผลกระทบไปด้วย จนในตอนนี้ไม่กล้าเดินทางกลับไปที่สำนักชิงหยุนกันแล้ว
“ยังไม่พบตัวอีกหรือ”
บุรุษผู้นำกลุ่มศิษย์หลักทั้งสี่ หันไปรอคำตอบจากคนรับผิดชอบอย่างผู้าุโหลิน แต่สิ่งที่ได้รับกลับมา กลายเป็สีหน้าซีดขาวที่กำลังส่ายศีรษะเงียบ ๆ
จบแล้ว ครั้งนี้ชีวิตข้าจบสิ้นจริง ๆ
ผู้าุโหลินทำได้แค่คร่ำครวญกับตัวเอง ครั้งนี้ไม่เพียงความผิดเก่าจะไม่ได้รับการแก้ไข แต่เขายังต้องรับผิดชอบสิ่งใหม่ที่เอ่ยปากรับประกันไว้อีกด้วย
แม้นี่ไม่ใช่ความผิดของเขาโดยตรง แต่ศิษย์หลักเหล่านี้จะยอมฟังคำอธิบายของเขาหรือไม่
ไม่จำเป็ต้องใช้หัวคิดก็คาดเดาได้ว่า มันไม่มีทางเป็ไปได้เลย
“นี่คือสิ่งที่เ้ารับประกันกับข้าใช่ไหม”
“รู้ไหมว่านักโทษที่หนีเป็ใคร รู้ไหมถ้าจับตัวกลับมาไม่ได้ ผลที่ตามมาร้ายแรงแค่ไหน”
การสนทนากลายเป็กลุ่มศิษย์หลักตั้งคำถามเพียงฝ่ายเดียว ผู้าุโหลินทำได้แค่ก้มหัวไม่กล้ามองหน้า
ความสง่างามที่เคยมีได้สูญเสียไปทั้งหมด ในตอนนี้ไม่หลงเหลือความเป็ผู้าุโแม้แต่น้อย
“เห็นแก่ที่เราต่างก็มาจากสำนักเดียวกัน ข้าจะให้เวลาเ้าสักวัน ถ้ายังไม่มีข่าวข้าคงต้องพาตัวเ้ากลับไปที่สำนัก” ผู้นำศิษย์หลักให้โอกาสเป็ครั้งสุดท้าย
หลังจากนั้น คนของหอชิงหยุนทั้งหมดต่างถูกส่งออกไป เพื่อมองหาเบาะแสให้พบโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
แต่สุดท้าย ผ่านไปอีกหลายวันก็ยังไม่มีความคืบหน้า ชายผู้โชคร้ายอย่างผู้าุโหลินจึงถูกศิษย์หลักคู่หนึ่งนำตัวกลับไปที่สำนัก
และปล่อยให้ศิษย์หลักที่เหลืออยู่ภายในเมืองจันทร์เงิน เพื่อติดตามผู้ที่หลบหนีกลับมาให้จงได้
เวลาผ่านไปเร็วพริบตาเดียวก็ผ่านไปอีกครึ่งเดือน จากฤดูหนาวที่เต็มไปด้วยน้ำแข็ง ยามนี้ฤดูได้เปลี่ยนผ่านเริ่มมองเห็นสีเขียนมากยิ่งขึ้น
ภายในลานบ้านแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ของคฤหาสน์ตระกูลโจว ขณะนี้โจวเฉินนายน้อยคนที่สามเพิ่งออกจากการปิดด่าน
แต่นี่ไม่ใช่ว่าเขาเพิ่งเสร็จสิ้นจากการบ่มเพาะ มันเป็เพียงการเก็บตัวเพื่อนำอีกร่างของเขาเข้ามาผสาน เพื่อดูดซับผลความก้าวหน้าใน่ตลอดเวลาที่ผ่านมาเท่านั้น
หลังเสร็จสิ้นการยกระดับจนกลายเป็ผู้ฝึกฝนรวบรวมพลังแล้ว โจวเฉินก็ไม่ลืมที่จะสร้างอีกร่างขึ้นมาใหม่
ใบหน้าของเขาในเวลานี้จึงมีทั้งความยินดีที่ได้ทะลวงผ่าน และแสดงความเ็ปจากที่ต้องใช้ิญญาสร้างอีกร่างขึ้นมา
แต่พอนึกถึงเื่สำคัญที่รออยู่หลังจากผ่านการยกระดับ รอยยิ้มสดใสก็กลับมาที่ใบหน้าอันหล่อเหลาอีกครั้ง
โจวเฉินไม่รอช้า เร่งตรวจสอบขีดจำกัดจำนวนของสมุนิญญาเป็อันดับแรก
เมื่อมองผ่านเข้าไปในทะเลแห่งจิตสำนึก มุ่งความสนใจไปสู่แก่นแท้แห่งิญญา จำนวนที่เขา้าจะทราบก็ถูกส่งกลับมา
คราวนี้เขาสามารถสมุนิญญาได้มากสุดอยู่ที่ 50 ตัว ส่วนจำนวนคำสาปิญญาที่แต่เดิมมีแค่ 2 ตราประทับ
กลับกลายเป็เพิ่มมากขึ้นมาอีก 3 ตราประทับ จนจำนวนสูงสุดอยู่ที่ 5 ตราประทับ