เนตรมารสะท้านฟ้า
(恶魔的眼睛) - The Eye of Devil
ภาค 3 เพลิงไฟเชื่อมสัมพันธ์
ตอนที่ 142
เงื่อนปมที่ค้างคา
ภาพที่ผสมปนเปค่อย ๆ เด่นชัดขึ้น ครั้งนี้หลังจากดูดซับพลังแห่งหยินมรณะเข้าไปจนล้นปรี่ ดวงตาเทพมารบรรพกาลก็พาเสวี่ยหมิงที่หลับใหลอยู่ย้อนกลับมาสู่ความทรงจำภายในอีกครั้ง
สิ่งต่าง ๆ รอบข้างเด่นชัดจนแทบจะจับต้องได้ แต่ครั้งนี้แตกต่างจากการย้อนความทรงจำในครั้งก่อน ๆ เพราะไม่ปรากฏภาพการฆ่าฟัน หรือความลึกลับอันดำมืดเช่นเคย ภาพตรงหน้าของเสวี่ยหมิงเป็นเป็นท้องทุ่งกว้างสุดลูกหูลูกตา ร่างของชายผิวสีเทาที่เสวี่ยหมิงรับรู้ความทรงจำอยู่นั้น กำลังทะยานไล่ล่าผู้คนในชุดบัณฑิตสีฟ้าคราม...ของวิเศษมากมายถูกใช้ออกเพื่อหลบรอดจากการตามล่า
...ทำไมชายคนนี้ถึงมีใบหน้าละม้ายกับข้าเช่นนี้
เสวี่ยหมิงรู้สึกประหลาดใจที่ชายคนดังกล่าวมีใบหน้าคล้ายกับตัวเองถึงเจ็ดแปดส่วน ทำให้เสวี่ยหมิงพยายามใช้สมาธิเพ่งจับจ้องไปที่ชายคนนั้นจนลืมสังเกตสนใจจากสภาพแวดล้อมอันแปลกตารอบ ๆ ไปหมดสิ้น
แต่แล้วเมื่อไล่หลังไปจนเกือบจะตามติด จู่ ๆ ชายคนดังกล่าวก็เปิดมิติทะยานหายลับไป ร่างที่เสวี่ยหมิงสถิตอยู่ก็ไม่รั้งรอทะยานตามติดไป ก่อนที่ทุกอย่างจะหมุนคว้างและกลายเป็นดำมืดไปอีกครั้ง
เมื่อแสงสว่างปรากฏเสวี่ยหมิงก็รับรู้ว่าการตามล่ายังคงเกิดขึ้นดุจเดิม เพียงแต่คราวนี้ย้ายสถานที่มายังบริเวณที่มีระดับลมปราณในอากาศเบาบางเป็นอย่างมาก แตกต่างจากสถานที่ในครั้งแรกอย่างไม่อาจเทียบได้ เมื่อมาถึงที่นี้ชายที่ถูกไล่ล่าก็หยุดยั้งลงไม่พูดจา การปะทะก็เริ่มต้นขึ้น และเหตุผลที่เขาไม่หลบหนีก็เพราะว่าสถานที่นี้ได้ถูกการเตรียมการอยู่ก่อนแล้ว ชายคนดังกล่าววางค่ายกลกับดักเอาไว้ พร้อมการปรากฏขึ้นของชายสูงวัยอีกคนและมังกรเหมันต์ตัวมหึมา ทันทีที่ร่างสถิตของเสวี่ยหมิงก้าวตามติดไป พื้นดินที่หยั่งเท้าก็พลันพังทลายลง หัวของเสวี่ยหมิงหมุนคว้างราวกับกำลังจมอยู่ในน้ำไม่อาจหายใจได้ถนัด เสวี่ยหมิงพลันรู้สึกว่าร่างของตัวเองจมดิ่งลงจากที่สูงสุดกู่ และล่วงหล่นลงในมิติลึกลับบางอย่างทั้งร่างล้วนหนักอึ้งจนไม่อาจขยับเคลื่อนไหว...ก่อนที่รอบข้างจะดำมืดไปอีกครั้ง
แสงสว่างปรากฏขึ้นเป็นครั้งที่สาม ร่างสถิตของเสวี่ยหมิงจ้องมองไปยังร่างมังกรขนาดมหึมาที่กำลังบาดเจ็บนอนอยู่ที่ด้านข้างของชายที่ถูกไล่ล่า
ยิ่งมาเรื่องราวยิ่งกดดันให้สมองของเสวี่ยหมิงทำงานหนักขึ้นเพราะเสวี่ยหมิงเห็นชัดตาแล้วว่ามังกรที่นอนบาดเจ็บอยู่นั้นคล้ายคลึงกับมังกรเหมันต์ที่เขาเคยเจอในด่านกักมังกรเป็นอย่างยิ่ง
ร่างสถิตของเสวี่ยหมิงยืนจ้องมองหนึ่งมนุษย์หนึ่งมังกรอยู่นานสองนาน แต่ดูเหมือนว่ามันกำลังชั่งใจว่าจะเข้าไปยังเขตแดนที่กำลังกางกั้นอยู่เบื้องหน้าดีหรือไม่ แต่แล้วร่างสถิตของเสวี่ยหมิงก็ตัดสินใจกระทืบเท้าสร้างความสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งบริเวณ ก่อนที่จะลอยตัวสูงขึ้นบนอากาศสูบเอาพลังชีวิตโดยรอบออกไปจนพื้นดินกลับกลายเป็นแห้งแล้ง ก่อนที่จะแสดงท่าทางโกรธเกรี้ยวชี้ไปยังหนึ่งคนหนึ่งมังกรด้วยความแค้น พร้อมปลดปล่อยพลังงานดำมืดออกจากร่างก่อเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตที่เสวี่ยหมิงคุ้นตาอีกครั้ง
...นี่มันเจ้าตัวประหลาดที่จู่โจมเราในด่านกักมังกร ก่อนจะแหวกมิติหนีออกไปนี่
เรื่องราวยิ่งมายิ่งซับซ้อน จนเสวี่ยหมิงเองไม่อาจจะสงบสมาธิจดจ่อกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ เห็นเพียงภาพสุดท้ายที่ในมือของชายที่กำลังถูกไล่ล่าหยิบสร้อยเส้นหนึ่งขึ้นมา...ที่ปลายสร้อยห้อยเอาไว้ด้วยอัญมณีที่เสวี่ยหมิงจดจำได้อีกครั้ง
...นี่มันจี้หยดน้ำของที่ท่านแม่บอกว่าเป็นของสำคัญที่ท่านพ่อมอบให้ก่อนจะแยกจากกัน
ไม่ทันที่จะเห็นเรื่องราวทั้งหมด สติของเสวี่ยหมิงก็หลุดลอยออกไปอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ปรากฏภาพของความทรงจำที่หลงเหลืออยู่ในดวงตาเทพมารบรรพกาลอีก เพราะพลังแห่งหยินมรณะที่เสวี่ยหมิงได้รับมานั้นมากพอที่ชักนำให้เสวี่ยหมิงได้รับพลังที่อยู่ภายในดวงตาเทพมารบรรพกาลอันเหนือชั้นขึ้นไปกว่าเก่า
พลังและการรับรู้จากดวงตาเทพมารล้วนถ่ายทอดโดยตรงสู่สมองของเสวี่ยหมิง
ทักษะเขตแดนทมิฬ...เป็นทักษะเขตแดนความมืดขั้นต้น ซึ่งจะลดความสามารถของผู้ที่อยู่ในเขตแดนลง พร้อมเพิ่มพลังของทักษะแห่งความมืดทุกชนิดในเขตแดน
ทักษะจิตมรณะ...ทักษะที่สามารถคุกคามสิ่งมีชีวิตให้ตกอยู่ในความหวาดกลัว และยังมีผลพิเศษต่ออสูรร้ายบางชนิด สามารถใช้ได้เมื่ออยู่ภายในเขตแดนแห่งความมืดเท่านั้น
นอกจากทักษะที่ได้รับเพิ่มเติมทั้งสองทักษะ ดวงตาเทพมารที่ได้รับพลังธาตุหยินมรณะในครั้งนี้ ยังช่วยลดผลกระทบจากการใช้ทักษะเทพมารครองร่างลง ทำให้แม้สูญเสียลมปราณจำนวนมากแต่เมื่อเรี่ยวแรงใกล้หมดยังสามารถหยุดยั้งตัวเองไว้ให้สามารถประคองสติไม่หลับใหลไป
แม้พลังจากดวงตาเทพมารบรรพกาลที่เสวี่ยหมิงได้รับจะเพิ่มขึ้น แต่เสวี่ยหมิงก็ยังไม่สามารถฟื้นคืนสติได้ในตอนนี้
เพราะว่าร่างกายของเสวี่ยหมิงนั้นกำลังอยู่ในอาการสาหัสจากการใช้ทักษะ...เทพมารครองวิญญาณ ซึ่งโดยปกติหากผู้ใช้ไม่ได้ล่วงหล่นถูกมารกลืนกินจนกลับกลายจากมนุษย์เป็นมาร ก็จะต้องถูกสูบพลังชีวิตกลับคืนสู่ดวงตาจนหมดสิ้น แต่ที่เสวี่ยหมิงยังคงอยู่ในสภาพนอนหลับใหลอยู่ก็เพราะว่าทักษะจิตเอกะนั้นเป็นปราการด่านสุดท้ายต่อต้านไม่ให้จิตของเสวี่ยหมิงนั้นถูกมารครอบงำ ส่วนโลหิตเพลิงวิเศษที่ไหลเวียนอยู่แม้จะเย็นเยียบแต่ก็เป็นเพราะมันต้องต่อต้านผลของทักษะเทพมารครองวิญญาณที่ดูดกลืนชีวิตของผู้ใช้อยู่ตลอดเวลา และเพื่อรักษาเส้นชีพจรของเสวี่ยหมิงเอาไว้ ความร้อนของเพลิงไฟแห่งการรักษาจึงถูกสูบเข้าไปแทนที่พลังชีวิตของเสวี่ยหมิง จนร่างที่เคยร้อนลวกกลับเย็นชืดราวซากศพแต่ชีพจรกลับยังแข็งแรงสมบูรณ์อยู่
.
.
ยามนี้ในกายของเสวี่ยหมิงแม้สงบนิ่ง แต่เรื่องราวภายนอกกลับกำลังอยู่ในช่วงเวลาแห่งวิกฤตอีกครั้ง
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า"เสียงหัวเราะคลุ้มคลั่งของชายในชุดพรตสีเทา ผมยาวขาวโพลนพลิ้วไหวไปมายามยักย้ายล่อหลอกผู้อาวุโสของสำนักหงส์อัคคี...มี่จวงซึ่งกำลังต่อสู้กับบุคคลปริศนาผู้นี้ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดอย่างถึงที่สุด
"เจ้าเป็นใครกันแน่บังอาจมาเหิมเกริม กับผู้คนของสำนักหงส์อัคคี" มี่จวงเอ่ยด้วยท่าทีแข็งกร้าวตามแบบฉบับของตนเอง
"ข้าเป็นใคร เจ้าเป็นใคร ข้าหาได้ใส่ใจ" ชายในชุดพรตโบกสะบัดเตาหลอมวิเศษสามขาที่จู่ ๆ ก็โผล่ออกมาจากแขนเสื้อยาวของมัน เตาหลอมวิเศษสามขาที่เพิ่งโผล่ออกมาหมุนควงจนเกิดลมพายุพวยพุ่งกระแทกเข้าหามี่จวงแทบทันทีที่มันปรากฏขึ้น ทางหนึ่งใช้พลังจิตบังคับควบคุมอีกทางหนึ่งพลางเอ่ยต่อไปราวกับท่าโจมตีที่ใช้ออกหาได้กินเรี่ยวแรงของคนผู้นี้แม้แต่น้อย "ในเมื่อพวกเจ้าทั้งสามต้องถูกข้าจับไปเป็นวัตถุดิบปรุงโอสถอยู่แล้ว รู้จักข้าไปก็ไม่มีประโยชน์"
"วัตถุดิบ โอหังยิ่งนัก !!!" มี่จวงแม้มีพลังไม่ได้ด้อยไปกว่าบุคคลปริศนาผู้นี้ แต่เพราะแรกปะทะเอาตัวเข้าปกป้องศิษย์รักจนถูกกระแทกทำร้ายก่อนหนึ่งครั้ง จนลมปราณปั่นป่วนแถมด้วยวิชาของคู่ต่อสู้ยังแปลกประหลาดพิสดาร ทุกกระบวนท่าล้วนผสมผสานการโจมตีทางจิตสมาธิ พร้อมด้วยพิษร้ายสะกดข่มพลังฝีมือจนมี่จวงไม่อาจใช้ออกด้วยพลังฝีมือที่แท้จริง แต่ยังนับว่าโชคดีที่เคล็ดวิชาหงส์อัคคีที่ฝึกฝนจนสูงส่งช่วยให้มี่จวงมีพลังต่อต้านพิษร้าย ไม่เช่นนั้นตอนนี้นางคงตกอยู่ในสภาพเดียวกับศิษย์รักของตนเองที่ตอนนี้นอนแน่นิ่งไม่ไหวติงทำได้เพียงกระพริบตาบ่งบอกว่าตนเองยังคงมีชีวิตอยู่เท่านั้น