เมียบ่าวที่ถูกลืม

    บทที่ 3

            บทที่ 3

            บ่าวใช้ทุกคนรีบพากันกรูเข้ามาจับทั้งสองคนแยกออกจากกัน โดยมีอนุจื่ออี่และฮูหยินรองหลี่จื้อยืนมองสังเกตการณ์อยู่ไม่ไกล

            เสี่ยวเสี้ยวเหลือบเห็นคนที่ตนได้เรียกว่าแม่รองยืนมองอยู่ จึงได้รีบเดินเข้าไปหาอ้อมกอดของนางมารร้ายอย่างไร้เดียงสา

            “เจ้าต้องบอกท่านพ่อไปนะ ว่านางผิงผิงบ่าวโสโครกในจวนนี้มันฉุดเจ้า ท่านพ่อจะได้ไม่รู้ว่าเจ้าออกไปพบชายยามวิกาล”

            “ตะแต่นางไม่ผิดนะเจ้าคะ”

            “เสี่ยวเสี้ยวเจ้าทำตามที่แม่รองบอกเถอะนะ แต่ถ้าหากเจ้าอยากโดนท่านพ่อเจ้าเกลียด ก็สุดแท้แล้วแต่เจ้าเถิด ข้าก็จนปัญญาแล้ว”

            “เกิดอะไรกันลูกสาวข้า!!!”

            เสียงน่าเกรงขามจากบุรุษสูงวัยที่ใหญ่ที่สุดภายในจวนดังขึ้น ทำเอาผิงผิงต้องผวาผลุดตัวลงไปกองอยู่ที่พื้นทันที

            ท่านโหวหมิงเฟยที่เดินตามเสียงมาพร้อมกับเมียเอกของเขา ฮูหยินใหญ่มองเห็นความวุ่นวายที่เกิดขึ้น นางรับรู้ได้ทันทีว่าผิงผิงหาเรื่องใส่ตัวอีกตามเคย

            “ก็อินังหยำฉ่าผู้นี้สิเจ้าคะ ทำร้ายลูกเสี่ยวเสี้ยว โถ่…ดูสิขวัญกระเจิงไปถึงไหนต่อไหนแล้ว”

            เสียงฮูหยินรองเอ่ยขึ้น เสียงลูกสาวสุดที่รักดึงสติของจ้าวเยว่กลับมาดังเดิม

            “ท่านพ่อฮื้อ…ข้ากลัวเจ้าค่ะ”

            “ไม่เป็นไรนะลูกพ่อจะคิดบัญชีกับนางเอง ฮูหยินใหญ่พาลูกเราไปพักผ่อน”

            เสียงเข้มเอ่ยปลอบลูกสาวเพียงคนเดียวของเขา เสียงบางร้องสะอื้นตามแผนการที่หลี่จื้อได้นัดแนะไว้

            “ท่านพี่ควรจะสืบให้รู้ความก่อนเถอะเจ้าคะ ข้าว่าผิงผิงไม่คิดที่จะทำร้ายลูกสาวเราหลอกเจ้าค่ะ”

            เสียงฮูหยินใหญ่เอ่ยปรามผู้เป็นสามี แต่ด้วยความเกลียดชัง ของท่านโหวผู้นี้ที่มีต่อบ่าวโสโครกที่นั่งหมอบอยู่ตรงหน้า

            “ที่นางทำเช่นนี้นางคงจะแค้นที่ลูกสาวนางตายเลยคิดอิจฉาลูกเสี้ยวของข้า”

            “ใครก็ได้ไปเอาแซ้มาข้าจะชำระความเอง”

            การลงโทษได้เริ่มขึ้น เสียงแซ่ฟาดลงมายังกลางหลังของบ่าวสาว ผิวหนังที่หยาบกร้านถูกชโลมไปด้วยเลือดที่แดงฉาน น้ำตาอาบไหลนองทั่วทั้งใบหน้าถัดลงมาตามร่างนั้นเลือดไหลเป็นทางอย่างน่าสยดสยอง

            “ผิงผิงอินังตัวดี เจ้าทำอะไรลูกเสี้ยวของข้า อยากตายคาแซ่ข้ามากนักใช่ไหม ถ้าเจ้ายังไม่ยอมปริปากบอกว่าเจ้ามีเหตุอันใด ถึงได้มาทำร้ายลูกข้าเช่นนี้ ข้าจะโบยเอ็งเสียให้ตายคาแซ่”

            นอกจากเสียงครวญครางสะอื้นเบาๆ ของนางก็ไม่มีเสียงอื่นหลุดรอดออกมาจากลำคอนางเลยแม้แต่น้อย ลำคอขาวที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำตาขยับสะอื้นไห้เป็นพักๆ นางยอมตายภายใต้ความโกรธของอดีตสามี แทนที่จะเปิดเผยความจริง ให้ลูกของนางต้องมารับเคราะห์กรรมที่ตนไม่ได้ตั้งใจทำ

            ความคิดบังเกิดขึ้นในใจ พร้อมกับเสียงแซ่ฟาดลงเข้ากลางหลังอย่างไม่ขาดสาย

            (ลูกรักของแม่ แม่รักเจ้ามากกว่าดวงใจ ชีวิตแม่ แม่ยอมตายแทนเจ้าเพื่อมิให้เจ้าต้องมีรอยไม้ให้ระคายเนื้อกายที่สวยผุดผ่อง หากท่านเง็กเซียนได้เห็นความดีของข้าสักนิดบ้างก็คงจะดี)

            แซ่หนาถูกฟาดเข้ากลางหลังสลับไปมาจนหนังกำพร้าหลุดกระเซ็นออกมาตามแรงตวัดของมือ

            ร่างของบ่าวผู้นี้ที่กำลังถูกเฆี่ยนสั่นระริกตลอดเวลา หน้าตาและฝีปากบิดเบี้ยวจากความเจ็บปวด น้ำมูกน้ำลายไหลเลอะเปรอะเต็มใบหน้า ดวงตาเหลือกลานจากความเจ็บปวด ที่ทรมานแล่นตรงพุ่งเข้าสู่หัวใจ

            นางโดนขนาดนี้แล้ว เช่นนั้นก็ยังไม่คิดเผยปากบอกความจริง ฟันกรามขบกันแน่น ไม่นานบ่าวผู้นี้ได้สลบหมดสติคาแซ่ที่โบยลงหลัง

            “ใครก็ได้ดูสิว่านางตายไหม”

            “ยังครับนายท่าน”

            “งั้นเอานางไปไว้ที่คอกม้า และหากข้าไม่อนุญาตก็ห้ามใครเอาข้าวเอาน้ำไปให้นาง”

            เสียงร้องสะอื้นสลับกับเสียงแซ่ที่ฟาด ดังเข้าไปยังในห้องของเสี่ยวเสี้ยวนางต้องนั่งร้องตัวสั่นพลิ้วราวกับจับไข้

            อนิจจาความสัมพันธ์ระว่างแม่ลูก ช่างเป็นปมผูกติดแน่น ถึงเด็กสาวจะไม่รู้ความจริง เสี่ยวเสี้ยวนางเริ่มเห็นใจจนก่อให้เกิดความสงสารต่อมารดา สติสตังหลุดกระเจิงจนเป็นลมล้มพับไป

            ท่านโหวเดินกลับเข้าจวน เพื่อจะปลอบใจลูกสาว แต่เขาต้องตกใจเมื่อได้เห็นเมียเอกของตน กอดธิดาหญิงที่ร้องไห้สะอื้นอยู่ โดยมีสาวใช้นั่งมองอยู่สามสี่คน

            “ฮูหยินลูกเรา… เป็นอะไรไปลูกสาวพ่อ”

            “เสี่ยวเสี้ยวเป็นลมเจ้าค่ะท่านพี่ โถ่… ดูสินี่ตัวเย็นซีดไปหมดแล้ว”

            “เพราะนางผู้เดียว นางผู้หญิงหยำฉ่านางสาระเลว”

            เสียงเกรี้ยวกราดดังแซ่สะพัดขึ้น สายตาคมกริบมองไปยังนอกประตูห้อง มองบ่าวโสโครกที่สลบอยู่ ด้วยความเคียดแค้น

            “ข้าจะฆ่านางให้ตายคามือข้า ถามเท่าไหร่นางไม่ยอมรับ ใจนางแข็งดังหิน รออีกวันสองวันเถิดข้าจะสั่งโบยนางอีกครั้ง”

            ทั้งสองช่วยกันประคองธิดาสาวลงนอน คืนนั้นเสี่ยวเสี้ยวนอนไม่หลับเลยสักนิด เมื่อหลับตาลงคราใดภาพที่ตนเห็นบ่าวถูกโบยต้องแล่นผ่านเข้าม่านตาทุกที

            น้ำตานางไหลซึมเปียกขนตา เสียงสะอื้นในลำคอ ปะปนกับเสี่ยงแซ่ที่ได้ฟาดลงกลางหลังยังคงก้องอยู่ในช่องรูหูเป็นระยะ หัวใจหญิงสาวพรั่นสะดุ้งปนวิตกเป็นอย่างยิ่ง

            “ทะท่านพ่อ.. ยะอย่าเจ้าค่ะ นางไม่ผิดเจ้าคะ ทะท่านพ่อ ข้าสงสารนางเหลือเกิน ฮือๆๆ”

            เสียงพร่ำเพ้อของสาวน้อย บ่งชี้ให้เห็นความผิดของตน ที่ตามหลอกหลอนมาเป็นเสียงแว่วในหัวของตัวเอง

            (บ่าวบริสุทธิ์จะตายเพราะเจ้า…!!! บ่าวบริสุทธิ์นางจะตายก็เพราะเจ้า…!!!)

            เสียงที่ดังก้องกังวาน อยู่ในโสตประสาทการได้ยิน กำลังด่าทอตัวนางอยู่ไม่ขาดสาย เสี่ยวเสี้ยวผวาสุดตัว เปลือกตาบางลืมตื่นขึ้นมา เห็นมารดานั่งเฝ้าอยู่ข้าง

            เมื่อจ้าวเยว่เห็นลูกสาวตนผวา จึงโผลถลาพุ่งเข้ากอดร่างบางโดยทันที

            “เป็นอะไรไปลูกเสี้ยว”

            ฮูหยินใหญ่เอ่ยถามอย่างร้อนรนใจ เพราะตั้งแต่เลี้ยงนางมานั้น นางไม่เคยเห็นลูกสาวของตนเองเป็นเช่นนี้มาก่อนเลยสักครั้งเดียว

            “ท่านแม่เจ้าขา.. นางจะตายไหมเจ้าคะ ช่วยลูกด้วยเถิดเจ้าค่ะ ลูกผิดไปแล้วเจ้าค่ะท่านแม่”

            เด็กสาวเอื้อนเอ่ยร้องคร่ำครวญ อ้อนวอน ขอความเห็นใจจากผู้เป็นมารดา

            “เสี่ยวเสี้ยวเจ้าเป็นอะไรไป”

            มารดาเอ่ยถามอย่างตื่นตระหนก สีหน้าและท่าทางของฮูหยินใหญ่นี้มีแต่ความร้อนรนดั่งไฟ ที่กำลังแผดเผากาย

            “นางกำลังจะตายก็เพราะข้าเจ้าค่ะท่านแม่”

            ใบหน้าใสที่เปียกชุ่มคราบน้ำตาเอ่ยออกมาด้วยความรู้สึกผิด ทำให้ผู้เป็นมารดาจอมปลอมกลับยิ่งทุกข์ใจมากเข้าไปอีก

            “บอกแม่เถอะธิดาของข้า ว่าเจ้าเป็นอะไร? ”

            “ท่านแม่ลงโทษลูกเถิดเจ้าค่ะ”

            นางเอ่ยตอบจากการถามของมารดา กลับถูกบอกคืนไปเป็นคำขอรับโทษทันที สายตาอ้อนวอนผสมผสานระหว่างความรู้สึกผิดนี้ยิ่งเพิ่มทวีคูณเป็นอย่างมาก

            “ท่านแม่ได้โปรด...”

            คำอ้อนวอนขอรับโทษจากปากนางเอ่ยออกมาอย่างไม่ขาดสาย

            “ท่านแม่เจ้าขา.. ลูกยอมรับผิดแล้วเจ้าค่ะ อย่าตีนางอีกเลยนะเจ้าคะ ลูกยอมรับโทษจากท่านพ่อเองเจ้าค่ะ นางบ่าวผู้นั้น.. ช่วยลูกไว้ไม่ให้คุณพ่อลงโทษลูก นางจึงไม่ยอมปริปากบอกท่านพ่อ จนตัวเองโดนโบยเกือบตายเจ้าค่ะ”

            แท้ที่สุดแล้วเสี่ยวเสี้ยว อดทนกับความผิดของตนเองไม่ได้อีกต่อไป จึงได้ตัดสินใจเล่าความจริงทุกๆ อย่างให้ฮูหยินใหญ่ได้ฟัง

            เมื่อจ้าวเยว่ได้ฟังเช่นนั้น นางต้องตกใจกับสิ่งที่ลูกสาวของตนได้แจ้งแถลงไขออกมา

            “ตายแล้วเสี่ยวเสี้ยว เจ้าทำไมช่างกล้าหาญชาญชัยอะไรเยี่ยงนี้ ฟงเจิงผู้นั้น เป็นขุนนางฉ้อฉลไร้ความสามารถ ไม่ใช่คนดีอะไรเลยนะลูก ร่ำสุรานารีเป็นประจำ จะเรียกว่าคนโฉดผู้นึงเลยก็ว่าได้ หลี่จื้อนางงูพิษมาล่อลวงลูกสาวข้าให้เสียคน ข้าจะบอกท่านโหวให้สำเร็จโทษนางพร้อมจื่ออี่ ข้าจะไม่นิ่งเฉยอีกต่อไปแล้ว ผิงผิงนางคงผ่านไปได้ยินเข้า จึงได้มาขวางทางมิให้เจ้าได้ไปเจอ โถ่.. เอ๊ยให้สมเพชเวทนาใจข้ายิ่งนัก เคราะห์กรรมของเจ้าแท้ๆ ฮื้อๆๆ”

            จ่าวเยว่ร้องไห้เสียงดังออกมาทันทีเมื่อรู้ว่า ความรักที่มีต่อลูกสาวของนางมันยิ่งใหญ่เกินกว่าสิ่งใดมาเที่ยบได้

            นางพร่ำบ่นและคิดภายในใจว่า ความรักของผิงผิงผู้นี้ ผู้ที่เป็นมารดาอย่างแท้จริง ต่อให้ตัวตายก็จะไม่ยอมให้ผิวหนังของลูกสาวที่เหลือเพียงคนเดียวของนาง ต้องระคายกายเลยแม้แต่น้อย จ้าวเยว่รับรู้ได้ถึงความรัก ที่ไม่มีใครสามารถมาเทียมเท่าได้เลยแม้แต่ตนเอง ช่างเป็นแม่ที่ประเสริฐยิ่งนัก

            เสี่ยวเสี้ยวยิ่งได้เห็น มารดาตนเองร้องไห้ฟูมฟายออกมา ก็ยิ่งทำให้นางรู้สึกผิดที่ได้ไปเชื่อและหลงในคำหวานของชายโฉด ที่ฝากฮูหยินรองมาพ้นเป่าใส่หูนาง

            บุรุษผู้มียศที่สูงส่ง กลับเดินย่างสามขุมเข้ามา จนได้ยินสองแม่ลูกที่ตนรักดั่งแก้วตาดวงใจ รีบผลุดเข้ามายังห้องนอนของลูกสาวโดยทันที

            “เจ้าสองคนเป็นอันใด!!”

            จ้าวเยว่เงยมองหน้าผู้เป็นสามี นางคิดลังเล เกรงกลัวว่าลูกสาวที่ตนหวงอย่างดังไข่ในหินนี้ ต้องมารับโทษ ถ้าหากท่านโหวผู้นี้ได้ทราบความจริง แต่ความคิดของนางกลับต้องชะงัก เมื่อเสียงของลูกสาวดังขึ้น

            “บอกท่านพ่อเถิดเจ้าค่ะท่านแม่ ลูกยอมรับโทษเจ้าค่ะ”

            สีหน้าของโหวหมิงเฟย หลังจากได้รับรู้เรื่องราวความจริงทุกอย่างจากปากภรรยาเอกของตน นัยน์ตาคมทั้งดุดันและกราดเกรี้ยวไปยังธิดาสาว ที่นั่งหน้าสลดกดใบหน้าสวยลงต่ำ แถมยังนั่งตัวสั่นระริกไม่ขาดสายอยู่เบื้องหน้า กรามที่ขบกันแน่นจนเห็นเส้นขึ้นปูดช่วงแก้ม ผสานกับมือหนาที่กำแน่นด้วยความโกรธจัด

            ฮูหยินใหญ่ นางหวาดหวั่นท่าทางของสามี จึงเคลื่อนตัวเข้ากอดลูกสาวไว้อย่างอ่อนโยน เมื่อโหวหมิงเฟยเห็นดังนั้นแววตาที่เกรี้ยวกราดได้ลดลงพร้อมเบือนใบหน้าหนีไปทิศทางอื่น

            เสียงพ่นลมหายใจออกสะท้อนให้เห็นความหนักอึ้งภายในใจ ท่านโหวผู้นี้ได้กระทำเรื่องที่ผิดและใหญ่หลวงมากนัก และด้วยความชิงชังที่เขามี ได้สั่งลงโทษหญิงผู้บริสุทธิ์แทบขาดใจตาย

            “โถ่เอ๊ย…!!! ลูกเสี้ยวทำไมให้พ่อเจ้าเดินบนหน้าผาที่สูงชันเช่นนั้นด้วยเล่า”

            หมิงเฟยถอดถอนใจออกมาเพียงแค่ว่าเขารู้สึกเสียใจ ที่ได้สั่งโบยหญิงสาวอันเป็นที่รัก และอยู่ภายในดวงใจของเขาตลอดมา ความเลวในครั้งนี้เขาสำนึกผิดแล้วจริงๆ เพียงแค่เขายังไม่ยกโทษให้นาง เพียงเพราะเมื่อครั้งที่ได้เห็นนางแอบนัดพบเจอชายอื่นที่เขาคิดว่าเป็นชายชู้ เพียงแต่ว่าชายชู้ผู้นั้นนั่นก็คือพี่ชายในสายเลือดของผิงผิงนั่นเอง

            ความหึงระดับทะลุปรอทนี้ ไม่ฟังใครก็ไม่แปลก แต่หากความหึงมันกลับกลายเป็นความชิงชังแทนความรักที่เคยมี

             

    คล้ายกับเรื่องเมียบ่าวที่ถูกลืม ที่คุณอ่าน