กลับถึงตำหนัก อาเฉินถูกจับอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า หลังกินอาหารค่ำ ความอ่อนล้าทำให้เด็กน้อยล้มตัวลงนอนอย่างว่าง่ายฉวนลี่ถิง ออกมานั่งคิดอะไรคนเดียวเรื่อยเปื่อยบนศาลากระทั่งเ้าของตำหนักเหมันต์พิศุทธิ์ทรงหยุดยืนอยู่ใกล้ก็ยังไม่รู้สึกตัว
“ต้องถอนหายใจอีกกี่ครั้งถึงจะพอใจ”
หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อยแล้วรีบลุกขึ้น
“ถวายพระพรเพคะ”
“ไม่ต้องถวายพระพรข้าทุกครั้งที่เจอก็ได้”
“หม่อมฉันอยากทำให้คุ้นชินจะได้ไม่ขาดตกบกพร่อง เมื่อปฏิบัติถูกต้อง ก็ไม่เป็การยากที่อาเฉินจะซึมซับ”
ทรงเห็นด้วยกับความคิดของนางความใจอ่อนใช้ไม่ได้ในบางกรณี สำหรับอาเฉินนั้น การเติบโตให้ได้มากกว่าวัยจะเป็การดีที่สุดเมื่อเข้าไปอยู่หลังกำแพงวังสูงใหญ่นั่น
ฉวนลี่ถิงเดินออกมาจากศาลาแหงนหน้ามองพระจันทร์เสี้ยวแหว่งเว้าตอนนี้นางรู้สึกเหมือนพาตัวเองมาติดกับดักอย่างไรอย่างนั้น
“ตอนนี้หากหม่อมฉันพาอาเฉินหนีคงไม่รอดใช่หรือไม่เพคะ”
“เ้ารู้คำตอบอยู่แล้วเวลาห้าเดือนที่ได้มา เ้ายังไม่พอหรือไร”
“ไม่มีวันพอหากคนเป็แม่รู้ว่าลูกจะถูกพรากไปอยู่ในสถานที่แบบใด พระองค์ก็รู้ก็เห็นนี่เพคะชีวิตท่ามกลางชายหลายเมียหลายลูก มันจะสงบสุขได้หรือ”
ทรงปล่อยให้นางแสดงความคิดเห็นได้เต็มที่เพราะไม่มีคนนอกจริงดั่งคำนางพูด ชีวิตไม่อาจจะสงบสุขได้ ดูอย่างพระเชษฐานอกกำแพงวังนั่นอย่างไรแม้พยายามหลีกห่างเื่อำนาจราชศักดิ์ แต่ใช่ชีวิตจะสงบแท้จริงชีวิตของพระองค์กับเหล่าโอรสองค์อื่นของพระบิดาก็เช่นกัน หากไม่ง้างอาวุธในมือก่อนคนรอป้องกันย่อมมีพลาดมีพลั้งมากกว่าคนที่จ้องจะทำร้ายที่ต้องประสบเคราะห์ไม่ใช่แค่ตัวเอง แต่รวมถึงคนในปกครองด้วย
“มีหนทางใดให้หม่อมฉันอยู่กับอาเฉินต่ออีกสักปีสองปีหรือไม่เพคะอย่างน้อยก็รอให้เขารู้ประสา อ่านออกเขียนได้ บอกความรู้สึก ความ้าและปกป้องตัวเองได้บ้าง” เมื่ออาเฉินหลีกเลี่ยงชะตาชีวิตราชนิกุลไม่ได้นางก็ขอเวลาได้ปูเส้นทางอันจะส่งผลดีกับเขามากที่สุด หากต้องจากกันทั้งอย่างนี้นางวางความกังวลในใจมิได้จริงๆ
“มันก็พอมีวิธีที่เ้าจะเข้าวังไปพร้อมกับอาเฉิน”ด้วยฐานะของ ฉวนลี่ถิง นางมีทางเลือกไม่มากนัก
คนฟังมีสีหน้าดีใจทันใดนางขยับเข้าใกล้พระวรกายสูง แต่พอรู้ตัวว่าใกล้เกินไปก็รีบถอยห่าง
“บอกวิธีหม่อมฉันมาเถิดหม่อมฉันไม่ได้้าลาภยศใดๆ ไม่้าความเป็อยู่เกินชาติกำเนิดเพียง้าดูแลอาเฉินจนเติบใหญ่ได้อย่างปลอดภัยเท่านั้นเองนะเพคะ”
“ผู้หญิงที่เข้าไปในวังถ้าไม่ใช่ในฐานะนางกำนัลทำงานในส่วนต่างๆ ของวังแล้วอีกสถานะหนึ่งก็คือผู้หญิงขององค์จักรพรรดิ”
ฉวนลี่ถิงใจนหน้าถอดสีท่าทางของนางทำให้คู่สนทนาทรงรู้ว่า ถ้าเป็เช่นนั้น โลกของนางก็ราวกับกำลังจะถล่ม
“ต้องมีคุณสมบัติเช่นไรหม่อมฉันถึงจะเป็นางกำนัลหรือข้ารับใช้ของอาเฉินได้” เื่จะตีตัวไปนั่งเป็พระญาตินั้นนางไม่เคยคิด เื่จะเป็สนมยิ่งไม่เคยอยู่ในสมอง
“อย่างไรเ้าก็เป็น้าสาวที่เลี้ยงดูอาเฉินเราต้องมีหนทางคุยกับพระองค์ได้บ้าง”
“เกรงพระองค์จะกริ้วกับข้อต่อรองของหม่อมฉันน่ะสิหม่อมฉันรู้ดีว่าไม่อาจจะทำได้” แต่จะให้นางทิ้งอาเฉินปุบปับก็กระไร
หากฝ่ายบิดาอาเฉินเป็คนธรรมดาสายสัมพันธ์ก็คิดว่ายังคงพอมีให้ติดต่อไปมาหาสู่ แต่นี่ไม่ใช่ถ้าหลานชายเข้าสู่กำแพงวังแล้ว นางมั่นใจว่าชั่วชีวิตนี้คงจะไม่ได้พบหน้าเขาอีกความห่างเหินนานวันเข้า เขาก็คงลืมเลือนนางไป นางไม่อยากตัดขาดจากสายเืหนึ่งเดียวของพี่สาว
“หม่อมฉันไม่อยากสร้างปัญหาให้พระองค์”เสวี่ยอ๋องทรงออกหน้าเพื่อนางกับอาเฉินมามากแล้วหากจักรพรรดิกริ้วว่าพระอนุชาเข้าไปวุ่นวายกับเื่ส่วนพระองค์มากไปเห็นทีจะไม่ส่งผลดีกับผู้มีพระคุณของนาง
“จนกว่าข้าจะได้ถามฝ่าาว่าพอมีหนทางเป็ไปได้หรือไม่ตอนนี้เ้าก็ไม่ควรเก็บมาคิดให้เป็ปัญหาจะดีกว่า ทำใจให้สบายๆ เถอะ”
พระองค์ช่างดีกับนางยิ่งนักพอรู้ว่าตัวเองอาจจะมีหวังเกินกว่าห้าเดือนฉวนลี่ถิงจึงลดตัวลงหวังจะคุกเข่าโขกศีรษะคำนับ แต่ก็ทรงฉุดแขนนางไว้ก่อน
“คิดมากไปไย”
“ขอบพระทัยเพคะั้แ่มา หม่อมฉันก็ทำเื่ให้ทรงออกหน้าเป็ธุระเสียมากมายซ้ำยังเคยทำเื่ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำล่วงเกินพระองค์เข้าแต่ก็ทรงไม่ถือสาอันใด บุญคุณชั่วชีวิตนี้ หม่อมฉันจะขอจดจำไว้ไม่ลืมเลือน”
“ข้าทำเพื่ออาเฉินเท่านั้นเอง”
แรกๆก็เพื่ออาเฉิน หลังๆ ทรงรู้ด้วยองค์เองว่าเพื่อหญิงสาวด้วยเช่นกัน ทรงไม่เข้าพระทัยว่าเหตุใดจึงไม่อยากเห็นนางเศร้าหมอง
หรือนั่นเพียงเพราะความเกี่ยวพันในฐานะญาติเท่านั้นเอง
สองวันต่อมาเซวียเสวี่ยจิ้งเสด็จไปเข้าเฝ้าพระชนนีฉางซุนเป็การส่วนพระองค์
“มาด้วยเื่ฉวนลี่ถิงละสิไยเ้าผ่อนปรนเออออกับนางมากมายปานนี้” พระชนนีเกิดข้อกังขาในพระทัยเพราะแต่ไหนแต่ไรพระภาคิไนยแทบไม่เคยสนพระทัยเื่ราวในครอบครัวของพระเชษฐา
“อย่างไรนางก็เป็ญาติสนิทของอาเฉินหากไม่มีนาง เราก็ไม่รู้ว่ามีสายโลหิตราชวงศ์อยู่ข้างนอกหากไม่มีนางเขาก็ไม่เติบโตได้อย่างน่ารักน่าชังเช่นนี้นางก็มีสิทธิ์ในฐานะน้าสาวของอาเฉินด้วยเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ”
แล้วพระองค์ก็ทรงเล่าถึงชะตาอาภัพของฉวนเหลียนเจวียนตลอดจนองค์ชายน้อยเติบโตมาได้อย่างไร
“โตมาเพราะน้ำข้าวต้มสุขภาพของเขาจะเป็เช่นไรได้ เชื้อสายครึ่งหนึ่งก็ไม่ดีแล้ว” สนมนางอื่นต่อให้เชื้อสายต่ำต้อย แต่คลอดโอรสธิดามาแล้วเด็กเ่าั้ก็ได้รับการฟูมฟักเลี้ยงดูอย่างดี แม้บางคนสติปัญญาด้อยไปบ้างแต่สุขภาพร่างกายก็แข็งแรงมีสง่าราศีสมสายเืราชวงศ์
“เสด็จป้าหมดความกังวลเื่นี้ได้เลยั้แ่แรกที่เขาอยู่ในความดูแลของเสี่ยวเสวี่ยก็ได้เรียกหมอหลวงหลี่มาตรวจสุขภาพเขาแล้ว ร่างกายอาเฉินสมบูรณ์แข็งแรงมาก ก็ทรงเห็นแล้วว่าเขารูปร่างสมส่วนไม่อ้วนไม่ผอมจนเกินไป”
และหลังจากหายไข้ก็กินอิ่มนอนหลับสุขสบายสุขภาพจิตดีร่าเริงสดใสอย่างที่เด็กในวังหลวงไม่อาจเทียบได้เซวียเสวี่ยจิ้งคิดในใจ แต่มิได้เอื้อนเอ่ยออกมา
“ฉวนลี่ถิงจะอาศัยอยู่ตำหนักเหมันต์พิศุทธิ์ในฐานะญาติคนหนึ่งตามระยะเวลาที่เสด็จป้าให้ ถึงตอนนั้นอย่างน้อยอาเฉินก็คงคุ้นเคยกับธรรมเนียมต่างๆมากแล้ว อย่าลืมว่าเขาไม่ได้เกิดในวังั้แ่ต้น ไม่ใช่ความผิดของพวกนางเลยสักนิด”
“เ้ากล้าตำหนิข้าลับหลังเชียวรึเสวี่ยจิ้ง”องค์จักรพรรดิเสด็จมาถึงครู่หนึ่งแล้วจึงทรงได้ยินพระอนุชากล่าวจนครบทุกถ้อยคำ
เสวี่ยอ๋องน้อมกายถวายบังคมเมื่อเ้าครองแคว้นดำเนินมาใกล้พลางทูลด้วยเสียงทุ้มนุ่ม
“กระหม่อมมิบังอาจคงเพราะห่วงใยอาเฉินจนเกินไป จึงได้กล่าวด้วยอารมณ์ไปบ้าง ได้โปรดอย่าทรงถือสาพ่ะย่ะค่ะ”
“แต่ก่อนเ้าไม่เป็เช่นนี้”กับหลานคนอื่น เขาไม่เคยเอาตัวมาสนิทชิดเชื้อด้วยเท่าไรนักเมื่อองค์จักรพรรดิประทับข้างพระมารดาก็รับสั่งให้พระอนุชาลุกขึ้น
“อาจเป็เพราะอาเฉินกำพร้ามารดาคล้ายกระหม่อมอีกทั้งยังเป็คนแรกที่รับรู้เื่นี้ ก็เลยรู้สึกผูกพันกับเขาเป็พิเศษ”
“แน่นะว่าเ้าคิดเื่อาเฉินเพียงอย่างเดียว”
ดวงเนตรสองคู่สบกันนิ่งงันราวหยั่งเชิงแล้วองค์จักรพรรดิก็เป็ฝ่ายตรัสขึ้นก่อน
“เ้ามานี่ด้วยเื่ที่นางอยากจะอยู่ต่อเกินห้าเดือนใช่หรือไม่”เห็นท่าทางฉวนลี่ถิงเมื่อวันที่เข้าเฝ้าก็พอรู้แล้วว่านางคงไม่อาจตัดใจจากหลานได้ง่ายนัก
“นางหวังลาภยศอันใดอีก”ครั้นนึกถึงสายพระเนตรของพระโอรสที่ใช้มองฉวนลี่ถิงเมื่อคราวก่อนพระชนนีก็ทรงอดคิดไม่ได้ว่าสตรีนางนั้นอาจจะรู้ตัวและนึกใฝ่สูงเกินศักดิ์ขึ้นมา
“หามิได้เสด็จป้านางแค่อยากอยู่ดูแลอาเฉินให้นานที่สุด อย่างน้อยอาเฉินอ่านออกเขียนได้พูดคุยรู้เื่ สัก...เอ่อ สามปี พอจะเป็ไปได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
“ตั้งสามปีเชียวรึ”พระชนนีตรัสด้วยน้ำเสียงไม่ใคร่จะพอพระทัยนักสามปีที่ขอเป็ความคิดของผู้ใดกัน หรือว่าฉวนลี่ถิงเป็คนยื่นข้อเสนอนี้ขึ้นมา ขืนให้อยู่นานสามปีฐานะน้าสาวจะเปลี่ยนเป็อย่างอื่นด้วยน่ะสิไม่ว่า
“ถ้าข้ามีข้อเสนอที่ดีกว่านั้นมอบให้นางเล่าหากข้าอนุญาตให้นางอยู่กับอาเฉินต่อได้นานกว่านั้น เ้าคิดเห็นเป็เช่นไร” จักรพรรดิเสียเจิ้งเปิดทาง
“นั่นก็เป็พระกรุณายิ่งแล้วนางคงซาบซึ้งน้ำพระทัยมาก” แต่...อย่าให้เป็อย่างที่ทรงคิดกังวลเลย
“เอ...ข้าจะให้ตำแหน่งใดกับนางดีนะนางกำนัลหรือว่า...” จักรพรรดิเสียเจิ้งตรัสหยั่งเชิงด้วยบังเกิดความสงสัยเพราะไม่บ่อยนักที่พระอนุชาผู้แสนเยือกเย็นจะเกิดอาการร้อนอกร้อนใจออกหน้าจัดการธุระให้สตรี
พระมารดามองสีหน้าพระโอรสสลับกับมองสีหน้าพระภาคิไนย[1]
“จะตำแหน่งใดถ้าพระองค์พระราชทานให้ นางย่อมยินดีที่จะได้อยู่กับอาเฉิน แต่จะให้ดีควรเปิดทางให้นางตัดสินใจ หวังว่าพระองค์คงจะไม่บังคับใจนางหากทางที่นางเลือกไม่ถูกพระทัย”
แล้วมันก็เป็อย่างที่ทรงนึกหวั่นพระโอรสดูท่าจะสนใจในตัวฉวน-ลี่ถิงไม่น้อยและเสวี่ยอ๋องก็มองขาดถึงความ้าในพระทัยของพระ-เชษฐาพระชนนีฉางซุนลอบถอนพระทัยพลางตรัสถามองค์จักรพรรดิ
“พระองค์กำลังสนใจนางใช่หรือไม่”
“คิดๆ ดูแล้วมันก็ดีไม่ใช่หรือพ่ะย่ะค่ะเสด็จแม่ ที่จะมีญาติสนิทคุ้นเคยคอยดูแลอาเฉินดีกว่าให้แม่นมหรือนางกำนัลคอยดูแล หรือทรงคิดว่าควรยกเขาให้คนอื่น”
“เ้ามีผู้หญิงมากเกินไปแล้วนะและอีกอย่างนางไม่ได้มาจากเชื้อสายอันคู่ควร แค่พี่สาวนางคนเดียวก็พอแล้ว” พระชนนีส่ายพักตร์ช้าๆแม้โอรสของพระขนิษฐายังไม่ได้แสดงความสนใจไยดีต่อหญิงนางนั้นเป็พิเศษแต่ก็ไม่อยากให้จักรพรรดิกวนน้ำให้ขุ่น ทำให้พี่น้องต้องบาดหมางพระอนุชายอมโอนอ่อนแทบจะทุกเื่ แต่การจะทำตามพระทัยตัวเองร่ำไปขององค์จักรพรรดิรังแต่จะส่งผลเสียกับราชบัลลังก์ที่เพิ่งครอง
เซวียเสวี่ยจิ้งทรงรู้ว่าฉวนลี่ถิงไม่ปรารถนาตำแหน่งสนมแน่นอนแต่ถ้าหากถูกบีบบังคับเล่าจะเป็เช่นไร อนาคตของหลานที่มีอนาคตของตัวเองร่วมด้วยสุดท้ายแล้วนางจะเลือกเดินทางนี้หรือไม่คราก่อนตอนหญิงสาวเข้าเฝ้ายังพระที่นั่งรื่นรดีก็ทรงเห็นถึงแววปรารถนาในดวงเนตรองค์จักรพรรดิแล้ว
สีพระพักตร์พระมารดาไม่เห็นดีด้วยรวมทั้งความไม่พอใจเล็กๆ ของพระอนุชาทำให้องค์จักรพรรดิทรงเลือกที่จะถอย...ชั่วคราว
“เอาเถอะ...หลังจากพิธีรับอาเฉินเข้าราชวงศ์ข้าจะคิดดูอีกทีก็แล้วกันว่าจะให้นางอยู่ดูแลหลานชายต่อหรือไม่ และอยู่ต่อในฐานะใด”
มีพระดำรัสดังนั้นแล้วเซวียเสวี่ยจิ้งก็จำต้องถอยเช่นกัน
“เป็พระกรุณาพ่ะย่ะค่ะกระหม่อมขอทูลลาทั้งสองพระองค์”
เมื่อผู้สืบสายโลหิตของจักรพรรดิพระองค์ก่อนถอยออกไปพระชนนีฉางซุนจึงตรัสขึ้น
“อย่าทรงริสร้างปัญหาเลยจะได้ไม่คุ้มเสีย”
“เสด็จแม่พูดเหมือนให้ท้ายเขาคิดว่าข้าสู้เขาไม่ได้อย่างนั้นรึ”
ใช่สิ...ไหนเลยจะทรงปรีชาเท่าพระอนุชาแต่อย่าลืมว่าคนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ตอนนี้คือพระองค์! จักรพรรดิเสียเจิ้งทรงคิดอย่างไม่พอพระทัย
“ราชบัลลังก์ก็เป็ของพระองค์แล้วจะยังปรารถนาสิ่งใดอีก งัดข้อกันแล้วสนุกหรือไร ในเมื่อเขาภักดีไยถึงคิดจะเปลี่ยนให้เขาเป็ศัตรูมีคทาทองคำอยู่ในมือ กลับคิดจะเผาทิ้งดั่งฟืนไร้ค่าสุดท้ายตัวเองนั่นแหละจะเดินไม่สะดวกท่ามกลางหมอกควันไฟซ้ำหมอกนั้นอาจจะทำให้แสบตาเหลือแสน แม่แนะพระองค์ได้เท่านี้ ลองตรองดูเถิด”
[1]หลาน ลูกของพี่สาวหรือน้องสาว