“ซูลี่ ฉันเห็นเธอเพิ่งเดินออกมาจากบ้านพักของยุวชนชาย เธอไปหาพวกเขาทำไมหรือ” ฟางซินเยว่ถามขึ้น
“เธอถามทำไม”
“ไม่มีอะไรหรอก ปกติฉันก็ไม่เคยเห็นเธอจะพูดคุยอะไรกับพวกเขามากมาย แต่คราวนี้ฉันเห็นเธอไปหาพวกเขาถึงบ้าน ฉันก็เลยแปลกใจเท่านั้นเอง”
“ฉันไปขอยืมเครื่องมือของพวกเขามาทำความสะอาดลานบ้านของเราน่ะ วันหยุดนี้เรามาเริ่มทำความสะอาดลานบ้านกันเถอะนะ” หลินซูลี่ชี้นิ้วไปบริเวณรอบๆ บ้าน “เธอดูสิว่าบ้านพักของพวกเรามันรกขนาดไหน ทั้งวัชพืชทั้งต้นหญ้า แล้วก็ดูพวกเถาวัลย์ที่เลื้อยอยู่บนรั้วนั่นอีก ถ้าขืนยังปล่อยไว้แบบนี้ต่อไปบ้านพักของพวกเราคงได้กลายเป็ป่าดงดิบแล้วจริงๆ”
“หา! ทำความสะอาดลานบ้านทั้งหมดเนี่ยนะ ไม่ล่ะฉันไม่อยากทำ...วันหยุดทั้งทีพวกเราก็ควรจะพักผ่อนกันให้สบายสิ ต้นหญ้าพวกนี้ก็ไม่ได้รกอะไรขนาดนั้น ปล่อยเอาไว้อย่างนี้ล่ะอย่าไปทำให้มันเหนื่อยเลย อีกอย่างนะวันหยุดนี้ฉันตั้งใจจะเข้าไปส่งจดหมายในเมือง แล้วก็จะไปดูด้วยว่าที่บ้านฉันส่งจดหมายมาบ้างหรือเปล่า” ฟางซินเยว่จ้องหน้าหลินซูลี่อย่างสังเกต “เธอจะไม่ไปดูจดหมายของเธอหน่อยหรือ”
“จะมีใครเขียนจดหมายมาหาฉันกันล่ะ หรือเธอคิดว่าแม่เลี้ยงกับน้องสาวของฉันจะส่งจดหมายมาหาฉันอย่างงั้นหรือ”
“ก็ไม่ได้หมายถึงสองคนนั้น แต่ฉันหมายถึง...”
“เฉินเฮ่าจงหรือ?” หลินซูลี่ทำท่าอย่างนึกขึ้นได้ “งั้นฉันลองเข้าเมืองไปดูจดหมายกับเธอด้วยก็ได้ เผื่อว่าเฮ่าจงจะเขียนจดหมายตอบกลับมาหาฉัน ตกลงว่าวันหยุดนี้ฉันจะเข้าเมืองกับเธอ”
“ไม่ต้อง!” ฟางซินเยว่ะโขึ้น ก่อนที่ปรับน้ำเสียงให้เป็ปกติ “ฉันหมายถึงว่าถ้าเธอไม่อยากเข้าเมืองหรือเธออยากจะพักผ่อนอยู่ที่บ้าน เธอก็ไม่ต้องเข้าเมืองไปกับฉันก็ได้ เดี๋ยวฉันจะช่วยดูจดหมายของเธอมาให้เอง”
หลินซูลี่ยักไหล่อย่างไม่สนใจ “งั้นเธอก็ดูจดหมายมาให้ฉันด้วยก็แล้วกัน ความจริงฉันก็ี้เีเข้าเมืองอยู่พอดี”
“ได้สิได้ เดี๋ยวฉันจะดูจดหมายมาให้เธอเองนะ” ฟางซินเยว่แอบถอนหายใจและบ่นกับตัวเอง ‘ยัยซินเยว่เอ๊ย...เกือบไปแล้วไหมล่ะ ถ้านังซูลี่เห็นจดหมายแล้วรู้ว่าเราติดต่อกับแม่เลี้ยงของมันอยู่ตลอด ความลับของเราก็แตกกันพอดีสิ’
ฟางซินเยว่เริ่มเปลี่ยนเื่คุย “จริงสิ วันนี้ฉันเข้าครัวแล้วก็ทำข้าวต้มไว้เผื่อเธอด้วยนะ เธอจะกินข้าวพร้อมฉันเลยไหม รอก่อนนะ ฉันไปยกกับข้าวมาก่อน”
“ไม่ต้องหรอก ฉันยังไม่หิว”
“เธอกลัวว่าฉันจะให้เธอทำความสะอาดห้องครัวหรือ ไม่ต้องห่วงเื่นั้นหรอกนะ วันนี้พอฉันทำอาหารเสร็จฉันก็ทำความสะอาดไว้เรียบร้อยแล้ว เธอรอก่อนนะ ฉันจะไปยกกับข้าวมาเดี๋ยวนี้” ฟางซินเยว่รีบเดินเข้าห้องครัวไปโดยไม่ฟังคำปฏิเสธของเพื่อน
หลินซูลี่ได้แต่ขมวดคิ้วมองตามอย่างสงสัย ‘ยัยนี่จะมาไม้ไหนกันแน่นะ แถมยังใจดีทำข้าวต้มเผื่อเราด้วย หล่อนจะต้องหวังอะไรจากฉันอยู่แน่ๆ’
“ข้าวต้มร้อนๆ มาแล้ว” ฟางซินเยว่วางชามข้าวต้มที่ใส่น้ำมาจนเกือบจะมองไม่เห็นเม็ดข้าวพร้อมกับผักดองจานเล็กอีกหนึ่งจาน “ฉันมาคิดดูแล้วว่าเมื่อก่อนนี้เป็ฉันที่เอาเปรียบเธอมากจริงๆ ต่อไปนี้ฉันจะไม่ทำอย่างนั้นอีกแล้วนะ ฉันขอโทษเธอด้วยนะซูลี่”
“มันก็ไม่ใช่เื่ใหญ่อะไรนี่ ถ้าเธอปรับปรุงตัวได้จริงๆ มันก็จะดีมาก เพราะเรายังต้องอาศัยอยู่บ้านหลังเดียวกันอีกนาน” หลินซูลี่กำลังจะตักข้าวต้มเข้าปากแต่ก็ต้องรีบวางช้อนลงเมื่อได้ยินประโยคถัดไปของฟางซินเยว่
“เพิ่งผ่านต้นเดือนมาได้แค่ไม่กี่วันเอง แต่ธัญพืชของฉันก็เหลืออยู่แค่ครึ่งเดียวแล้ว ฉันคิดว่าฉันอยากจะขอยืม...”
“งั้นเธอก็เก็บข้าวต้มชามนี้ไว้อุ่นกินพรุ่งนี้เถอะนะ ฉันเข้าใจดีว่าเธอเป็คนกินเยอะ เพราะเมื่อก่อนเวลาที่ฉันทำอาหารเผื่อเธอ เธอก็กินมากกว่าฉันเป็เท่าตัว นี่ยังเหลืออีกตั้งสิบกว่าวันกว่าที่เราจะได้รับธัญพืชมาใหม่ เธออย่าปล่อยให้ตัวเองหิวจนล้มป่วยไปล่ะ เธอค่อยๆ กินข้าวต้มของเธอไปนะ ฉันกลับห้องก่อนล่ะ”
ฟางซินเยว่มองตามหลังหลินซูลี่ไปอย่างไม่ทันจะร้องห้าม เธอแค่อยากจะขอยืมธัญพืชจากหลินซูลี่แค่นิดหน่อยเท่านั้นเอง ก่อนหน้านี้เธอโลภมากไปหน่อย ก็เลยเอาธัญพืชไปขายให้กับลูกค้าขาประจำในเมืองไปมากกว่าครึ่ง ถูกเพื่อนปฏิเสธอย่างนี้แล้วเธอจะทำยังไงต่อล่ะ เธอจะเอาอะไรกินไปจนถึงสิ้นเดือน หรือว่าเธอจะต้องเอาเงินเก็บที่มีไปซื้อธัญพืชราคาแพงในตลาดมืดกลับมากินอย่างนั้นหรือ ‘ยัยหลินซูลี่ ยัยคนใจร้าย แค่ฉันอยากจะขอยืมธัญพืชของเธอนิดหน่อยเธอก็เดินหนีฉันไปเลยหรือ ยัยเพื่อนใจดำ’
หลินซูลี่ยืนพิงประตูห้องพักแล้วใช้มือตบไปบนหน้าอกของตัวเองเบาๆ ‘โชคดีจริงๆ เลยนะหลินซูลี่ที่เธอยังไม่ได้กินข้าวต้มชามนั้น ไม่งั้นล่ะก็เธอจะต้องถูกนังปิศาจกินจุนั่นมาขอแบ่งอาหารไม่เลิกแน่ๆ’
“คุณน้าซูลี่คะคุณน้าซูลี่”
หลินซูลี่หันไปตามเสียงเรียก “อ้าว! ว่ายังไงจ๊ะฉีฉี ไม่ต้องวิ่งจ้ะไม่ต้องวิ่ง เดินมาช้าๆ ก็ได้ น้ายืนคอยอยู่ตรงนี้แล้ว”
จางฉีฉีวิ่งมาหยุดตรงหน้าหญิงสาว “คุณน้ากำลังจะไปที่ไร่ใช่ไหมคะ หนูขอเดินไปกับคุณน้าด้วยได้ไหม”
“ได้สิจ๊ะ ว่าแต่ทำไมหนูถึงเดินมาคนเดียวล่ะ”
“คุณพ่อกับคุณย่าไปทำงานในไร่ก่อนแล้วค่ะ เมื่อเช้าหนูนอนตื่นสายนิดหน่อย แต่คุณย่าก็ไม่ยอมปลุกหนู” เด็กน้อยทำท่าทางเขินอาย “ปกติหนูก็ไม่ได้นอนตื่นสายนะคะ”
“ตื่นสายนิดหน่อยก็ไม่เป็ไรหรอกจ้ะ เด็กเล็กก็ต้องนอนเยอะๆ จะได้ตัวสูงๆ”
“คุณปู่ของิอันก็พูดอย่างนี้เหมือนกันค่ะ แต่หนูได้ยินผู้ใหญ่บางคนบอกว่าคนที่นอนตื่นสายคือคนี้เี”
“หนูยังเด็กอยู่หนูก็นอนตื่นสายนิดหน่อยได้ แต่ถ้าหนูโตพอที่จะช่วยงานในบ้านได้แล้ว แต่หนูยังนอนตื่นสายเหมือนเดิม อย่างนั้นถึงจะเรียกว่าเป็คนี้เีจ้ะ ไปเถอะจ้ะน้าจะพาหนูไปหาคุณย่ากับคุณพ่อ”
หลินซูลี่กับจางฉีฉีเดินจูงมือกันไปที่ไร่อย่างสนิทสนม เด็กหญิงหัวเราะไปตลอดทาง ซึ่งแม่เฒ่าจางที่ทำงานอยู่ในไร่ก็เห็นภาพแห่งความประทับใจนี้พอดี จากภาพตรงหน้าทำให้นางเริ่มคิดแผนบางอย่างในหัวขึ้นมาทันที
“อาชิง แกดูสิว่าลูกสาวของแกเดินมากับใคร แม่ไม่เคยเห็นฉีฉีร่าเริงสดใสแบบนี้มานานแล้วนะ”
“อ๋อ...นั่นคือยุวชนหลินน่ะครับแม่ เป็ยุวชนที่ถูกส่งมาอยู่ที่หมู่บ้านของเรา แต่ว่าเธอก็อยู่ที่หมู่บ้านเรามาได้ตั้งสองปีแล้วนะครับ แม่ไม่เคยเจอเธอหรือ” จางชิงตอบมารดาอย่างไม่คิดอะไร ก่อนที่เขาจะก้มหน้าก้มตากำจัดวัชพืชในไร่ต่อ เพราะ่นี้อากาศร้อน เขาต้องเร่งมือทำงานใน่เช้าให้ได้มากที่สุด พอ่แดดจัดๆ ก็จะได้เวลาพักผ่อน
“หืม...มาอยู่ที่หมู่บ้านเราได้ตั้งสองปีแล้วหรือ ก่อนหน้านี้ทำไมแม่ไม่เคยเห็นเธอมาก่อนเลยล่ะ” ป้าจางถามอย่างแปลกใจ
“อาจจะเพราะเมื่อก่อนเธอไม่ค่อยสุงสิงกับใครมั้งครับ จะมีก็แต่ครอบครัวของคุณหมอจูเท่านั้นล่ะที่เธอพอจะไปมาหาสู่อยู่บ้าง”
“แกก็รู้เื่ของเธอเยอะเหมือนกันนะ จะว่าไปแล้วแม่หนูหลินก็น่าตาน่ารักดีเหมือนกันนะแกว่าไหม” ป้าจางพูดยิ้มพร้อมกับสังเกตลูกชายไปด้วย
“ก็น่ารักดีครับ ่นี้เธอสดใสร่าเริงขึ้นมาก ไม่เหมือนกับ่แรกที่มาอยู่ที่นี่ใหม่ๆ สงสัยจะเริ่มชินกับชีวิตที่นี่แล้วล่ะ”
“เริ่มชินก็ดี ถ้าเธอได้มาอยู่หมู่บ้านเราตลอดก็ดีสินะ แกรู้ไหมว่าเธอมีคนรักแล้วหรือยัง”
“ผมจะไปรู้เื่ส่วนตัวของเธอได้ยังไงล่ะครับ” จางชิงยังคงไม่รู้ความหมายในคำพูดของมารดา เขายังก้มหน้าทำงานต่อไป
ป้าจางได้กลอกตาใส่ลูกชายอย่างระอา “แกก็เป็เสียอย่างนี้ แล้วเมื่อไหร่หลานสาวฉันจะได้มีแม่เหมือนคนอื่นเขาสักที”
“แม่หมายความว่ายังไงหรือ” คราวนี้จางชิงถึงได้เงยหน้าขึ้นมา
ป้าจางพูดกับลูกชายเสียงเบา “ก็ถ้าแม่หนูหลินยังไม่มีคนรัก แกก็ไปขอเธอแต่งงานเลยสิ เมียแกก็ตายไปตั้งนานแล้ว แกก็ควรจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้เสียที อีกอย่างนะฉีฉีก็จะได้มีแม่เหมือนคนอื่นเขาด้วย แกดูสิว่าฉีฉีดูมีความสุขมากขนาดไหน”
จางชิงมองไปตามมือของมารดาก็เห็นหลินซูลี่เดินจูงมือมากับลูกสาวของเขา และก็เป็อย่างที่มารดาพูดไว้ไม่ผิด นานเท่าไหร่แล้วที่ลูกสาวของเขาไม่ได้ยิ้มและหัวเราะอย่างมีความสุขมากขนาดนี้