แสงอาทิตย์ยามอัสดงสะท้อนกับพื้นน้ำระยิบระยับอาบด้วยสีส้มสายลมโชยแผ่วเบาไปตามความเร็วของเรือ อากาศเย็นสบายเหมาะแก่การขึ้นมาบนดาดฟ้าเพื่อชมทัศนียภาพตลอดสองฟากฝั่งเรือลำใหญ่และเรือเล็กสำหรับทหารรักษาพระองค์แล่นเป็นขบวนตามทางน้ำการเดินทางครั้งนี้จึงนับว่าเอิกเกริกยิ่งใหญ่สมฐานะของฮ่องเต้
เยี่ยนเยว่ฉีให้ซูจิ้งเฝ้าอยู่ที่ห้องพักส่วนตนเองขึ้นมาบนดาดฟ้าตามที่พี่ชายคนรองนัดแนะนางเหลียวซ้ายแลขวาอยู่ครู่หนึ่งก็พบตัวเขา
เยี่ยนจิ้นหลิงไม่ได้อยู่เพียงลำพังแต่กำลังสนทนากับบุรุษรูปร่างกำยำล่ำสันผู้หนึ่ง หญิงสาวสูดลมหายใจ รวบรวมความกล้าและสติทั้งหมดที่มีแล้วคลี่ยิ้ม ปรับสีหน้าเป็นสดใสร่างเริงก่อนที่จะเดินเข้าไปหาคนทั้งคู่
“พี่รองเยว่ฉีมาแล้วเจ้าค่ะ” เสียงเรียกดุจระฆังใส เยี่ยนจิ้นหลิงหันกายมาหาน้องสาวคนงาม
“น้องเล็กมาแล้วเจ้าจำคุณชายเฟิงหลี่จื้อได้หรือไม่”
นัยน์ตาปรายขึ้นสบกับบุรุษซึ่งเป็นคู่สนทนาของพี่ชายนางเพ่งพิจารณาใบหน้าของเขา พอพบว่าเป็นสหายตั้งแต่วัยเยาว์จึงฉีกยิ้มกว้างด้วยใจปีติยินดี
“คุณชายเฟิงย้ายไปพำนักที่เมืองต้าชานไม่ใช่หรือแล้วเหตุใดท่านจึงมาอยู่บนเรือนี้ได้เล่า” นางตื่นเต้นจริง ๆ เมื่อได้พบเขาท่าทางดีอกดีใจนี้ทำให้เฟิงหลี่จื้อหูแดงซ่าน พลันไม่อาจเอื้อนเอ่ยคำใดได้ด้วยตะลึงงันในความงามของสตรีเบื้องหน้า
เมื่อเห็นสหายเก่ายังคงอยู่ในภวังค์เยี่ยนจิ้นหลิงจึงถือวิสาสะตอบคำถามแทน “ฉีเอ๋อร์ เจ้าคงยังไม่รู้สินะว่าจอหงวนฝ่ายบู๊ปีนี้ก็คือเขานี่แหละ หลังจบงานบวงสรวงแล้วหลี่จื้อก็จะได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการตำแหน่งรองแม่ทัพของท่านพ่อก็ถูกวางไว้เรียบร้อยแล้ว”
“เยว่ฉียินดีกับคุณชายเฟิงด้วย”
เฟิงหลี่จื้อรู้สึกขัดใจเมื่อนางเรียกขานเขาอย่างห่างเหิน“เจ้าเรียกข้าว่าพี่หลี่จื้อเหมือนเดิมก็ได้”
“เช่นนั้นเยว่ฉีขอล่วงเกินท่านแล้วพี่หลี่จื้อ”
“แบบนี้ค่อยรู้สึกดีขึ้น”
เฟิงหลี่จื้อนั้นเคยเป็นเพื่อนบ้านของตระกูลเยี่ยนยามที่อยู่เมืองหานจีบิดาของเขาเป็นรองแม่ทัพคนสำคัญของเยี่ยนหยางเจวี๋ยสามพี่น้องตระกูลเยี่ยนค่อนข้างสนิทสนมกับจอหงวนฝ่ายบู๊คนใหม่ไม่น้อยโดยเฉพาะเยี่ยนเยว่ฉี นางได้รับการเอาอกเอาใจจากเฟิงหลี่จื้อมาตั้งแต่เด็ก จนกระทั่งรองแม่ทัพเฟิงผู้เป็นบิดาได้รับการสนับสนุนและแต่งตั้งเป็นแม่ทัพไปรักษาการที่เมืองต้าซานพวกเขาจึงต้องแยกจากกันนับตั้งแต่นั้น
เมื่อไม่ได้พบหน้านานถึงห้าปีจึงมีเรื่องมากมายให้ถามไถ่กิริยาของเยี่ยนเยว่ฉีที่แสดงออกมานั้นจริงใจมิได้เสแสร้ง
เมื่อในกลุ่มมีทั้งบุรุษผมเงินรูปงามแห่งแคว้นและสตรีงดงามที่ได้ชื่อว่าเป็นคู่หมั้นของฉินอ๋อง และสองพี่น้องกำลังสนทนาพาทีกับจอหงวนฝ่ายบู๊คนใหม่แห่งราชสำนักจะไม่ให้ผู้คนสนใจได้อย่างไร
คุณหนูทั้งหลายต่างแอบเมียงมองบุรุษทั้งสองใจคงนึกอยากเป็นเยี่ยนเยว่ฉีด้วยต่างรู้สึกอิจฉาบุตรสาวแม่ทัพใหญ่ที่มีโอกาสได้ใกล้ชิดกับบุรุษหล่อเหลาเหล่านี้มิหนำซ้ำนางยังพ่วงตำแหน่งว่าที่หวางเฟยของฉินอ๋องผู้งามสง่าอีกด้วย
ผ่านไปครู่หนึ่งมู่เลี่ยงหรงพร้อมทั้งพี่น้องตระกูลถางก็ก้าวขึ้นมาบนดาดฟ้าเรือสิ่งที่สะท้อนเข้าสู่ม่านตาของท่านอ๋องหนุ่ม คือภาพเยี่ยนเยว่ฉีสรวลเสเฮฮาอย่างเป็นธรรมชาติกับชายอื่น
ยามเห็นริมฝีปากอิ่มขยับหัวเราะไปพร้อมกับบทสนทนาของบุรุษในชุดสีน้ำเงินเข้มความเจ็บแปลบกระแสหนึ่งก็ถาโถมเข้ามาเสมือนมีเข็มแหลมคมปักลงบนหัวใจก็มิปานอาจจะเป็นเพราะคู่หมั้นสาวไม่เคยหัวเราะอย่างเปิดเผยขนาดนี้กับเขามาก่อน
‘ความรู้สึกนี้คืออะไร ทำไมมันช่างทรมานพิกล’
เยี่ยนจิ้นหลิงลอบยิ้มในใจเมื่อเห็นสายตาผิดหวังระคนปวดร้าวของฉินอ๋องที่แท้บุรุษเย็นชาผู้นั้นก็มีอารมณ์อย่างอื่นเหมือนกันสินะนึกว่าจะหยิ่งผยองเป็นอย่างเดียวเสียอีก เขาอยากจะหัวเราะให้ดังลั่นเสียเหลือเกินแต่กลั้นเอาไว้
‘ฉินอ๋อง เจ้ามองมาสิ จงมองภาพนี้ให้เต็มตา’
ครั้นเห็นแววตาจิ้งจอกพุ่งตรงมาคิ้วของมู่เลี่ยงหรงก็กระตุก ได้แต่คิดว่าหากตนแสดงกิริยาอะไรในตอนนี้ ย่อมเป็นที่ขบขันให้เยี่ยนจิ้นหลิงหัวเราะเยาะเอาได้บุรุษผู้เย่อหยิ่งจึงปรับสีหน้าเป็นเรียบเฉยเสีย
มู่เลี่ยงหรงคิดว่ายิ่งอยู่ตรงนี้ก็ยิ่งมีโทสะ การจากไปตั้งหลักน่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด ท่านอ๋องหนุ่มจึงพยายามเก็บงำอาการก่อนจะเดินนำถางซือเซียนกับอัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายไปทางห้องโถงอย่างมิรั้งรอ เพราะไม่ต้องการเห็นภาพบาดตานี้อีกแม้แต่ชั่วเค่อ
เยี่ยนจิ้นหลิงอัศจรรย์ใจไม่น้อยที่ฉินอ๋องเก็บกักอารมณ์ได้ดีเยี่ยมแต่สายตากรุ่นโกรธนั่นไม่อาจเล็ดลอดสายตาจิ้งจอกไปได้
‘ตีเหล็กก็ต้องตีตอนร้อนสิ ถึงจะได้ผลลัพธ์ชั้นดีฉินอ๋องท่านคิดว่าแค่นี้จะหนีพ้นหรือ นี่มันบนเรือนะ’
“เอาล่ะได้เวลาอาหารค่ำแล้ว พวกเราไปกินข้าวกันก่อนดีกว่า” เยี่ยนจิ้นหลิงเอ่ยชวน
“ดีเหมือนกันน้องสาวก็รู้สึกหิวแล้ว”
“หลี่จื้อเจ้ามาร่วมโต๊ะกับพวกข้าสิ ท่านแม่ทัพเฟิงคงไม่ว่ากระไรหรอก” เยี่ยนจิ้นหลิงเอ่ยชวน
“หากไม่รังเกียจหลี่จื้อขอรบกวนแล้ว”
จิ้งจอกเงินปรายยิ้มเล็กน้อยก็เดินนำสหายเก่ากับน้องสาวแสนสวยไปยังห้องโถงใหญ่เพื่อร่วมรับประทานอาหาร
ตลอดเส้นทางเฟิงหลี่จื้อคอยปรายตามองเยี่ยนเยว่ฉีอยู่บ่อยครั้ง
เนื่องจากไม่ใช่งานเลี้ยงที่นั่งจึงถูกจัดวางไว้สำหรับแต่ละครอบครัวเป็นสัดส่วน ขณะที่ฮ่องเต้กับฮองเฮานั้นทรงประทับอยู่ในห้องแยกที่มีม่านกั้นอีกชั้นหนึ่ง
เยี่ยนหยางเจวี๋ยกับบุตรชายคนโตนั่งดื่มสุรากันอยู่ก่อนแล้วเยี่ยนจิ้นหลิงจึงรีบพาน้องสาวกับเฟิงหลี่จื้อเข้าไปร่วมวง
หลังจากทักทายกันบรรยากาศบนโต๊ะของสกุลเยี่ยนดูจะครึกครื้นเป็นพิเศษ แม่ทัพใหญ่ถึงกับรินสุราให้เฟิงหลี่จื้อด้วยตนเองจอหงวนหนุ่มดื่มรวดเดียวหมดเพื่อเป็นการให้เกียรติผู้อาวุโส
เยี่ยนหยางจงซึ่งปกติไม่ค่อยพูดจากลับสรวลเสเฮฮาเป็นพิเศษรอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าคมสันดึงดูดความสนใจจากบรรดาคุณหนูทั้งหลายตรงกันข้ามกับเยี่ยนจิ้นหลิงที่ปกติจะรู้จักโอภาปราศรัยแต่วันนี้กลับนั่งกินอาหารด้วยท่าทีสงบอย่างผิดวิสัยทว่าก็ยังอุตส่าห์ปรายสายตาไปยังเหล่าสตรีที่ชวนพิศชมเพียงเท่านั้นพวกนางก็แทบเป็นลมหมดสติ
วันนี้เยี่ยนเยว่ฉีดูสดชื่นแจ่มใสยิ่งนักนางแขวนรอยยิ้มไว้บนใบหน้าตลอดเวลา ยิ่งทำให้นางงดงามขึ้นอีกสามส่วนไม่ว่าจะหัวเราะหรือยกมือลูบไล้ไปบนเส้นผมเพียงอากัปกิริยานี้ก็สามารถเรียกเสียงฮือฮาจากบรรดาคุณชายได้ไม่น้อยแต่ทันทีที่นึกได้ว่าคู่หมั้นของนางคือฉินอ๋องบุรุษทุกคนที่รักตัวกลัวตายต่างรีบถอนสายตาออกมาไม่กล้าลอบมองอีกเนื่องจากไม่อยากถูกพยัคฆ์เคียงบัลลังก์เล่นงาน
มู่เลี่ยงหรงนั่งหน้านิ่งเพียงปรายตามองคู่หมั้นสาวเป็นระยะเท่านั้นแต่มือข้างหนึ่งกำหมัดเอาไว้แน่นจนเส้นเลือดปูดโปน โลหิตในกายเดือดพล่านโทสะพวยพุ่งจนไอสังหารเริ่มแผ่กระจายออกมา ถางซือเซียนต้องเรียกชื่อเขาเพื่อดึงสติหลายครั้ง