เวยหลงเดินออกมานอกห้องนอนของบุตรสาวแล้ว ก็เห็นบุตรเขยกำลังหยอกล้อหลานชายอยู่ และมีท่านหมอหวังโย่วจวินนั่งอยู่ข้างๆ
“ท่านพ่อเฟยเออร์เป็อย่างไรบ้างขอรับ” ซินเฉิงถามอาการของภรรยา
“ตอนนี้หลับไปแล้ว ข้าต้องขอโทษท่านหมอด้วยนะขอรับที่ข้าเสียมารยาทกับท่าน” เอ่ยบอกบุตรเขยแล้ว เวยหลงก็หันไปขอโทษท่านหมอ เพราะห่วงบุตรสาวมากจนไม่ได้เอ่ยทักทายท่านหมอก่อน
“ท่านไม่ต้องเอ่ยขอโทษข้าหรอกนะ ข้าเข้าใจความรู้สึกของท่านดี แต่ตอนนี้ข้าขอไปตรวจดูอาการของนางอีกครั้งก่อนเพื่อความสบายใจของทุกคน” ท่านหมอลุกขึ้นไปตรวจอาการของเหยียนเฟยโดยมีซินเฉิงเดินนำ ส่วนเวยหลงรับหน้าที่ดูหลานชาย
ท่านหมอตรวจอาการของเหยียนเฟยไม่นานก็ตรวจเสร็จ จากนั้นก็เดินออกมาจากห้องนอน ปล่อยให้คนป่วยได้พักผ่อน
“เป็อย่างไรบ้างขอรับท่านหมอ” เมื่อเห็นท่านหมอเดินออกจากห้องนอนบุตรสาว ด้วยสีหน้านิ่งคล้ายกำลังขบคิดอะไรบางอย่าง เวยหลงก็ถามขึ้นด้วยความกังวลใจ
“ไม่มีอะไรมากหรอก บุตรสาวของท่านแค่เหนื่อยอ่อนจากการที่หลับไม่ได้สติไปนานเท่านั้น รอให้ฟื้นขึ้นมาแล้วท่านก็ต้มยาบำรุงร่างกายให้ดื่ม ไม่นานก็คงหายกลับมาเป็ปกติ ตอนนี้ปล่อยให้บุตรสาวของท่านพักผ่อนก็เพียงพอแล้ว” เมื่อได้ยินท่านหมอบอกแล้ว เวยหลงกับซินเฉิงก็ยิ้มออกมา เพราะั้แ่ที่เหยียนเฟยหลับไม่ได้สติ พวกเขาก็รู้สึกกังวลใจแทบจะกินไม่ได้เลยที่เดียว
เวยหลงเห็นว่าตอนนี้ได้พาท่านหมอออกมานานแล้ว จึงให้ซินเฉิงพาท่านหมอกลับไปส่งที่โรงหมอ พร้อมกับจ่ายค่าหมอและค่ายาบำรุงร่างกาย จากนั้นซินเฉิงก็บังคับรถม้ากลับมาบ้าน
หลังจากที่ฝนหลับไปนานกว่าหนึ่งชั่วยาม ร่างบางที่นอนนิ่งก็ค่อยๆลืมตาขึ้น แต่ภาพที่ฝนเห็นกลับเลือนราง จึงทำให้ฝนต้องหลับตาลงแล้วลืมตาใหม่ ทำให้สามารถมองได้ชัดขึ้น
“พ่อจ๋า พวกเราได้กลับมาอยู่ด้วยกันแล้วนะ จากนี้ไปเราทั้งสองคนจะไม่พรากจากกันอีกแล้ว” ฝนได้สัญญาว่าต่อไปนี้จะใช้ชีวิตในฐานะของซ่งเหยียนเฟย เมื่อคิดถึงเื่ราวที่เกิดขึ้นนี้แล้วฝนก็รู้สึกอบอุ่นภายในใจขึ้นมา พลางยิ้มกว้างสายตามองรอดผ่านหน้าต่างมองดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้า ซึ่งเปรียบเสมือนชีวิตที่มอดดับลง รอวันฟื้นคืนกลับคืนมา ระหว่างที่ฝนกำลังคิดอะไรเพลินๆอยู่ ประตูห้องนอนก็ถูกเปิดออก
“เอ๊ะ น้องหญิงเ้าตื่นแล้วเหรอ” เสียงนุ่มทุ้มของสามีดังขึ้น เมื่อเห็นว่าภรรยาของตนลืมตาตื่นแล้วมองมาทางตนอยู่
“น้องตื่นแล้วเ้าค่ะท่านพี่ ท่านช่วยเดินมาใกล้ๆน้องหน่อยได้ไหมเ้าคะ” เหยียนเฟยพูดขึ้น เมื่อสามีเดินมานั่งลงบนที่นอนเหยียนเฟยก็ใช้มือลืบที่ใบหน้าของสามีอย่างแ่เบา
“น้องหญิงมีอะไรอย่างนั้นหรือ” ซินเฉิงถามขึ้นอย่างแปลกใจกับการกระทำของภรรยาตนเอง
“ไม่มีอะไรหรอกเ้าค่ะ ข้าแค่อย่างััท่านพี่เท่านั้นเอง” ซินเฉิงหัวเราะออกมาเบาๆ พร้อมกับสวมกอดภรรยา เหยียนเฟยรู้สึกถึงความอบอุ่นจึงกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น เมื่อเห็นว่าภรรยากอดตัวเองแน่นใบหน้าของซินเฉิงก็เปลี่ยนเป็สีแดงระเรื่อ
“ตื่นแล้วเหรอลูก” ในระหว่างที่เหยียนเฟยกอดสามีอยู่นั่น ก็มีเสียงทุ้มดังขึ้นที่หน้าห้อง
เหยียนเฟยเงยหน้าขึ้นจากอ้อมกอดของสามี ก็เห็นท่านพ่อที่อุ้มบุตรชายอยู่หน้าประตูห้องนอน
“ท่านพ่อ” น้ำตาที่แห้งแล้วกลับมาไหลอีกครั้ง เวยหลงจึงเดินเข้ามาใกล้ตัวบุตรสาว ก่อนที่จะส่งหลานชายให้บุตรเขยอุ้ม จากนั้นก็เข้าไปกอดบุตรสาวที่น้ำตาใหลนองเต็มใบหน้า ขณะที่กอดบุตรสาวเวยหลงก็ใช้มือเช็ดน้ำตาให้ไปด้วย
“อย่าทำให้คนอื่นเป็ห่วงแบบนี้อีกนะลูก รู้ไหมว่าพ่อใจจะขาดที่เห็นลูกนอนไม่ได้สติอย่างนั้น” เวยหลงพูดขึ้นพร้อมกับลูบหัวบุตรสาวไปด้วย เหยียนเฟยที่โดนท่านพ่อลูบหัวตนเองก็ยิ่งกอดพ่อแน่น
“เ้าค่ะท่านพ่อลูกจะไม่ทำให้คนอื่นเป็ห่วงอีกแล้ว” ซินเฉิงมองภาพภรรยากอดพ่อตนเองด้วยรอยยิ้ม แม้แต่บุตรชายก็รู้ว่าตอนนี้แม่ของตนกำลังรู้สึกอย่าง จึงเงียบไม่ส่งเสียงร้องออกมารบกวนเลย
จากนั้นทุกคนก็พากันไปทานอาหารร่วมกันที่โถงของบ้าน โดยมีสามีเป็คนอุ้มไปเพราะตอนนี้เหยียนเฟย ยังมีอาการขาอ่อนอยู่บ้าง ซินเฉิงกลัวว่าภรรยาจะล้มและได้รับาเ็เลยอุ้ม
ในระหว่างที่ทานอาหารอยู่เวยหลงและซินเฉิง ก็พากันสังเกตเห็นว่าเหยียนเฟยมีสีหน้าที่ดีขึ้นมาก ไม่มีอาการเหนื่อยหอบให้เห็น ทั้งยังมีสีหน้าที่ยิ้มแย้มหยอกล้อบุตรชาย
ทานอาหารจนเสร็จเรียบร้อยทุกคนต่างก็มีใบหน้าที่ยิ้มแย้ม มื้ออาหารนี่เป็มื้อที่มีความสุขมากที่สุดของครอบครัว บรรยากาศที่อบอุ่น เป็สิ่งที่ครอบครัวหวังให้เกิดขึ้นทุกวัน
ตอนนี้ทุกคนก็พากันแยกย้ายกลับไปพักผ่อน โดยซินเฉิงอุ้มภรรยามาห้องนอนเหมือนเดิม และมีเวยหลงอุ้มบุตรชายเดิมตามหลังมาส่ง
ทั้งสามพ่อแม่ลูกนอนกอดกันทั้งคืน ยิ่งเหยียนเฟยได้อยู่ในอ้อมกอดของสามีก็ยิ่งรู้สึกดี บุตรชายตัวน้อยเหมือนสิ่งที่เข้าเติมเต็มสิ่งที่ขาดไป ค่ำคืนนี้จึงทำให้เหยียนเฟยนั่นหลับฝันดีอย่างมาก
รุ่งเช้าเหยียนเฟยลืมตาตื่นขึ้นมองหน้าบุตรชายและสามี เมื่อมองดูดีๆแล้วก็รู้สึกว่า บุตรชายช่างมีใบหน้าที่คล้ายบิดาราวกับแกะ คาดว่าเมื่อโตเป็หนุ่มแล้วคงจะหล่อเหลาอย่างยิ่ง นางคงได้หวงบุตรชายมากอย่างแน่นอน
“จะมองหน้าพี่อีกนานไหมฮือ” ซินเฉิงตื่นนานแต่เมื่อเห็นภรรยาขยับตัวกำลังตื่น ตนจนได้แกล้งหลับและที่สำคัญตนอยากรู้ ว่าภรรยาจะทำอะไรบ้าง
“น้องป่าวมองนะเ้าคะ” เหยียนเฟยแกล้งมองไปทางอื่น ไม่ยอมมองหน้าสามีที่ทำท่าล้อเลียนอยู่
“โกหก หึหึ” ซินเฉิงใช้มือบีบที่จมูกของเหยียนเฟยเบาๆ อย่างหยอกล้อ
“ท่านพี่” เหยียนเฟยพูดขึ้นไม่ดังมาก เพราะกลัวว่าบุตรชายตัวน้อยจะตื่นขึ้น
“ไม่แกล้งแล้ว” ซินเฉิงเห็นภรรยากำลังงอนจึงได้หยุดแกล้ง
“พี่ขอออกไปช่วยงานท่านพ่อก่อนนะ” พูดจบซินเฉิงก็ลุกจากที่นอน และก่อนที่จะออกไปทำงานซินเฉิงก็ก้มหน้าลงมาหอมแก้มภรรยาและบุตรชาย และเดินออกจากห้องนอนไป
พอสามีออกจากนอนไปแล้ว เหยียนเฟยก็ตบตูดลูกน้อยเบาๆ เพราะเห็นว่าบุตรชายขยับตัวคล้ายกำลังจะตื่น เหยียนเฟยเห็ยลูกน้อยหลับสนิทแล้ว จึงค่อยๆยืดเส้นยืดสาย เพื่อทำกายภาพให้กับตนเอง
“อือ อือ” ในที่สุดบุตรชายตัวน้อยก็ตื่นขึ้น เหยียนเฟยที่เห็นบุตรชายกำลังจะใช้มือขยี้ตาตนเอง ก็รีบจับมือออกก่อนที่จะใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำมาเช็ดหน้าให้
“ท่านแม่ขอฮับ” เสียงบุตรชายที่ยังพูดไม่ชัดส่งเสียงเรียกเหยียนเฟยขึ้น
“ว่าไงลูกหิวไหม”
“หิวขอฮับ” เมื่อลูกน้อยบอกว่าหิว เหยียนเฟยจึงค่อยๆพยุงตัวขึ้น โดยจูงมือบุตรชายเดินออกมานอกห้องนอน เพราะตอนนี้เหยียนเฟยยังไม่สามารถที่จะอุ้มบุตรชายได้
“น้องหญิง” ซินเฉิงรีบวิ่งมาพยุงภรรยา
“เป็อย่างไรบ้างลูก” เวยหลงเดินมาอุ้มหลานชายพร้อมกับเอ่ยถามบุตรสาวอย่างเป็ห่วง
“ลูกไม่เป็อะไรแล้วเ้าค่ะ ท่านพ่อก็เห็นตอนนี้ลูกสามารถเดินได้แล้วด้วย” เหยียนเฟยไม่อยากที่จะทำให้ทุกคนเป็ห่วง
“ดีแล้วล่ะลูก” จากนั้นทุกคนก็นั่งทานอาหารเช้าด้วยกัน โดยเหยียนเฟยป้อนข้าวให้บุตรชายและตนเองไปด้วย และยังคอยตักกับข้าวให้ท่านพ่อและสามีด้วย เมื่อทานอาหารเสร็จซินเฉิงก็นำยาที่ต้มไว้มาให้เหยียนเฟยดื่ม