โยดายิ้มพรายอย่างน้อย มังกือก็เข้าใจว่าตัวเองมีหน้าที่ต้องทำ มากกว่าสนใจหัวใจตัวเอง
“คุณัไปไหนค่ะเห็นแว๊บๆ” มิราเดินออกมาข้างนอก
“เขาบอกมีธุระด่วน คุณมิรา ทานข้าวเช้าหรือยัง”
“ยังเลยพอดีมิรา กำลังจะออกไปข้างนอกพอดี”
“ผมไปส่ง” หัสนัยขันอาสา โยดาเปิดปากหาว หัสนัยหันไปทางโยดา
“นาย ฉันเทอาหารไว้ข้างในบ้าน เข้าไปกินแล้วห้ามออกไปเที่ยว” ว่าแล้วก็อุ้มโยดา ไปหย่อนเข้าช่องประตูแมว โยดาหันหน้าโผล่ออกมาจากช่องหัสนัยชี้หน้าคาดโทษ
มิราในชุดเสื้อผ้ารัดรูปดูสวยสบายตากว่าทุกวันหัสนัยรู้สึกเป็เกียรติที่ได้เดินข้าง
ั หลบอยู่ข้างตึกเหมือนเคย เฝ้ามองมิราก่อนจะขึ้นรถสั่งคนขับให้ขับตามห่างๆ
โยดายิ้มเยาะั ตัดใจไม่ขาดเ้าัโง่ ส่วนตัวเองเดินเข้าไปกินอาหารแมวก่อนที่ความรู้สึกบางอย่างเข้าเกาะกุมหัวใจเมี้ยวๆ นั้น จะว่าความรู้สึกแบบนี้คือแบบไหนคิดถึงอยากอยู่ใกล้หรืออะไรดี เฮ้อ แม่สาวน้อยเธอมาทำให้ใจแมว แก่อายุพันปีอย่างฉันหวั่นไหวเสียแล้ว
“พี่ปัณจะทำอย่างนี้กับ นิราไม่ได้นะคะ” นิราใบหน้าหม่นหมองขอบตาดำคล้ำเหมือนกับอดนอนมาหลายวันความสวย ที่เคยอยู่บนใบหน้าหายไปจนหมด
“ทำแบบไหน” ปัณภัทรตีหน้าซื่อทั้งที่ภายในใจรู้สึกรำคาญนิราเหลือทน นิรมนลงทุนมาหาเขาที่ทำงานช่างไม่ไหวหน้าเขาเลย
“ก็พี่ไม่กลับบ้านของเรา นิราบอกแล้วว่านิรา ทำทุกอย่างไปเพราะรักพี่”
“เราแยกกันอยู่แล้ว เมื่อไหร่จะยอมรับความจริง พี่รับกับสิ่งที่เธอเป็ไม่ได้และที่แน่ๆ พี่ไม่ชอบคนโกหก หย่าให้พี่เสียดีดีเถอะ จะได้ไม่ต้องฟ้องหย่าให้เสียเวลา”
“พี่ปัณ.....จะหย่ากับนิราทั้งๆ ที่เรายังไม่ได้เข้าห้องหอด้วยซ้ำนี่เหรอค่ะคำรักของพี่”
“พี่...ขอโทษแต่พี่รู้แล้วว่าพี่ไม่เคยรักนิราเลย คนที่พี่รัก...คือมิรา” นิรามน เซถลาแทบจะทรงตัวไม่อยู่ ก่อนจะวิ่งเข้าใส่ปัณภัทรทั้งทุบทั้งตี ปัณภัทรไม่ตอบโต้ได้แต่ปัดป้อง
“..เชิญพี่ปัณไปฟ้องหย่าเอาเลยค่ะ เอาที่สบายใจแต่บอกไว้ก่อนเลยว่านิราไม่ยอมง่ายๆ”
“นั่นมันปัญหาของเธอ แต่พี่บอกไว้ก่อนเลยพี่จะฟ้องเื่เธอ.... หลอกลวง...”
“พี่ปัณ นิราคิดเสมอว่าพี่เป็สุภาพบุรุษ”
“พี่เป็สุภาพบุรุษ เฉพาะสุภาพสตรี ซึ่งเธอเองน่าจะรู้ว่าเธอไม่ใช่” นิรมนน้ำตาร่วงกราว
“คนอย่างพี่ปัณ มิราเขาก็ไม่มีทางกลับไปคืนดีเพราะพี่ปัณมองคนแต่ภายนอกหากมิราไม่สวยขึ้นอย่างตอนนี้พี่ปัณยังจะกล้าบอกว่ารักมิราไหม”
“พี่รักมิรามาตลอดนั่นคือความจริง และจะแสดงความจริงใจให้มิราเขาเห็นว่า พี่รักเขาจริง”
“นิราก็จะแสดงให้เห็นว่า นิราทำอะไรได้เยอะกว่าที่พี่คิด”
“อย่าบังอาจแตะต้องมิรา ..เป็อันขาด แล้วเธอจะรู้ว่าพี่ร้ายแค่ไหน” นิรามนยิ้มเยาะ
หัวเราะทั้งน้ำตา เดินออกจากตรงนั้นมา
“มิราแกกับฉัน...สงสัยจะอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้แล้ว”
ปัณภัทรส่ายหน้าเบื่อระอานิรมนเสียเต็มทีดีแล้วที่เขาถอนตัวั้แ่ตอนนี้ นิรมนช่างต่างจากมิรา มิราไม่เคยแม้แต่จะโมโห หรือกดดันเขาทุกอย่างมีแต่คำว่าแล้วแต่พี่ปัณ
มิราเดินเข้าไปในห้างสรรพสินค้าที่เคยมาประจำ เลือกซื้อของสดไว้สำหรับทำอาหาร และของแห้งเล็กน้อย มิราชอบทำอาหารเป็ที่สุด
หัสนัยเดินตามช้าเข็นรถเข็นตาม เหมือนไม่รู้จักเบื่อหน่ายหลายคนชี้ชวนกันดูมิราที่สวยหวานโดดเด่นบ้างก็ซุบซิบบ้าง ยิ้มหลายคน แอบกระซิบว่าเหมือนดารา มิราเริ่มชินแล้ว เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น นิรมนนั่นเอง โทรมาถามว่ามิราอยู่ที่ไหน แล้วก็วางหูไป
“ท่านผู้ประทานพร เหตุใดเล่าลูกต้องทนทุกข์กับบาปรักไม่มีสิ้นสุด”
“ั เ้าน่าจะรู้มนุษย์มีเพียงแค่รักโลภโกรธหลงเ้าเพียงแค่ละทิ้งสิ่งเหล่านี้”
“ลูกทนทุกข์ไม่รู้จักจบสิ้น เป็เวลากว่าพันปีมาแล้ว”
“รอก่อนอีกไม่นานแล้ว เ้าจะพ้นทุกข์” ัถอนหายใจกระแสจิตที่ส่งเข้ามาในหัวจากรูปปูนปั้นพระพรหม ที่สวนหย่อม หน้าห้างสรรพสินค้า แม้ไม่ขยับปากพูดแต่ดังชัดเจน
....อีกไม่นาน....จะดีใจหรือเสียใจดีในเมื่อเขาชินกับการมีชีวิตะ ชอบได้แต่ห้ามรัก เกลียดได้แต่ห้ามอาฆาต เป็เวลากว่าพันปีมาแล้ว มีชีวิตสุขสบายแต่ไม่มีคู่
นิรมนสวมแว่นตาดำปิดบังใบหน้าและขอบตาเขียวคล้ำ ถือกระเป๋าพะรุงพะรังยืนรอมิราอยู่หน้าห้างสรรพสินค้า มือเย็นเฉียบใจเต้นตึกตัก ัเห็นั้แ่นิรมนเดินลงจากรถ เขาเดินอ้อมไปอีกทางเพื่อรอดูไม่ให้นิรมนสังเกตเห็น มิราเดินออกมาจากห้างสรรพสินค้าพร้อมกับหัสนัยนิรมนขยับแว่นตาอันโตเดินตามไปติดๆ ัเองก็สาวเท้าตามไปล้วงเข้าไปในกระเป๋ากำบางอย่างไว้ในมือจนเดินเข้าไปใกล้มิราดึงเอาขวดน้ำกรด
มิรากับหัสนัยถึงรถพอดีหัสนัยกำลังเอาของที่หิ้วมาเก็บในรถ
“มิรา” มิราหันมาตามเสียงเรียกน้ำกรดในมือถูกสาดเข้าใส่มิราหมายให้โดนใบหน้าสวย ัถลาเข้าบังมิราไว้น้ำกรดเข้มข้นราดทั่วแขนเสื้อลำลองสีขาวขาดวิ่นน้ำกรดกัด ผิว หนังให้ละลาย ปวดแสบปวดร้อน เนื้อสีแดงยุ่ยเละ ักุม แผลไว้แน่น นิรมนใวิ่งหนีออกจากตรงนั้นไป มิราเซถลาหัสนัยทิ้งของรับตัวมิราไว้ได้ทัน
“คุณั เป็อย่างไรบ้าง” ัหลบตากุมแผลไว้กัดฟันข่มความเ็ป เพียงอึดใจแผลกับประสานกันเองกลายเป็ผิวเรียบเนียนเหมือนเดิมทิ้งไว้แต่รอยขาดของเสื้อลำลอง มิราเอื้อมคว้าแขนมาดูแต่หัสนัยดึงมือไว้
“เป็น้ำกรดเดียวโดนคุณ” เข้าไปหยิบทิซซู่มาซับร่องรอยน้ำกรดอย่าเร่งรีบจนแห้ง หยิบน้ำเปล่าในรถมาราดไปบนมือที่กุมแผลของัไว้
“เอามือออก” ออกคำสั่งัยังไม่ยอมยกมือออก
หัสนัยดึงมือัออก
“นาย ไม่เชื่อฉันแผลนายเละแน่” ัยอมให้ดึงมือออกโดยง่ายหัสนัย ตกตะลึงกับภาพที่เห็น ไม่มีแผลไม่มีเนื้อเละเปื่อยยุ่ยทั้งๆ ที่โดนน้ำกรดขนาดนั้น
“ทำไมไม่มีแผล”
“น้ำกรดอย่างอ่อน ยัยนั่นคงโดน หลอกว่าเป็น้ำกรดเข้มข้น” หัสนัยขมวดคิ้วไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่ได้ยิน