หลังจากทำงานบ้านเสร็จ ทั้งสองคนก็มานั่งผึ่งแดดรับไออุ่นในลาน
เก้าอี้ไม้เล็กๆ วางเรียงต่อกัน ทั้งสองหรี่ตาลงครึ่งหนึ่งพิงตัวกันงีบหลับใต้แสงแดด
หลี่จิ่งหนานรู้สึกสบายตัวเมื่อได้อาบแดด เนื่องจากไม่มีอะไรทำจึงชวนหวาชิงเสวี่ยคุย
“หวาชิงเสวี่ย”
“มีอะไรหรือ?”
“เ้ากำลังคิดอะไรอยู่”
“ข้าไม่ได้คิดอะไรเลย”
“เ้าหลอกข้า คนเราจะไม่คิดอะไรเลยได้อย่างไร”
“เ้านี่ขี้บ่นเสียจริง”
“ข้าเป็องค์รัชทายาทแห่งแคว้นต้าฉี”
“เพคะ องค์รัชทายาทแห่งแคว้นต้าฉี ท่านช่างขี้บ่นเสียจริง”
“เฮ้อ…” หลี่จิ่งหนานใช้มือสองข้างเท้าคาง ถอนหายใจเบาๆ“หวาชิงเสวี่ย ทำไมเ้าไม่กลัวข้าเลย…”
เมื่อหวาชิงเสวี่ยได้ยินเช่นนั้น นางก็ลุกขึ้นอย่างเฉื่อยชาโค้งคำนับหลี่จิ่งหนานอย่างขอไปที “กราบทูลองค์รัชทายาท เมื่อครู่ในหัวของหม่อมฉันว่างเปล่าไม่ได้คิดอะไรเลยเพคะ”
หลี่จิ่งหนานยิ้มจนตาหยี พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ“อืม…ที่แท้ก็เป็เช่นนี้ เอาเถอะ ไม่ต้องมากพิธี”
หวาชิงเสวี่ยยิ้มมุมปากไม่พูดอะไร ไม่อยากสนใจท่าทางที่ได้ใจของเขาเดินไปหยิบกะละมังไม้แล้วพูดว่า “วันนี้อากาศดีอะไรอย่างนี้ องค์รัชทายาท ท่านไปสระผมเถอะเพคะ”
หลี่จิ่งหนานทำแก้มป่องมองตาขวาง
หวาชิงเสวี่ยโบกมือไล่เขา “ไปสระผมเร็วเข้า เหม็นจะแย่อยู่แล้ว”
“สบู่หอมก็ไม่มี ข้าจะสระผมได้อย่างไร”
“ใช้น้ำซาวข้าวไปก่อนเถอะ ถ้าไม่สระผมอีกจะมีเหานะถึงตอนนั้นเ้าก็จะได้เป็องค์รัชทายาทคนแรกในประวัติศาสตร์ที่มีเหาขึ้นหัว”
“...ฮึ่ม”
...
เสียงพูดคุยเนิบนาบดังขึ้นเป็ระยะๆ ไม่มีเสียงหัวเราะอันร่าเริงแต่กลับทำให้ผู้คนััได้ถึงความสุขสงบในยามบ่าย
อีกด้านหนึ่งของกำแพงที่แตกร้าว คือตรอกแคบๆที่กั้นอยู่ระหว่างเรือนสองหลัง
มีชายร่างสูงใหญ่สองคนยืนอยู่ที่นั่น ไม่รู้ว่านานเท่าใดแล้ว
พวกเขาสวมเสื้อคลุมเก่าสีน้ำตาลเทา ไม่ขยับเขยื้อนเหมือนรูปปั้นที่ถูกแช่แข็งในฤดูหนาว ราวกับกองเศษซากที่ไม่มีใครสนใจในตรอกแห่งนี้
เสียงของเด็กและสตรีดังชัดเจนในยามบ่ายที่เงียบสงบนี้...
ฉินเหลาอู่เงยหน้าขึ้นมองคนที่อยู่ข้างๆ ยังคงนิ่งเฉยจึงอดทนต่อไปไม่ไหว “พี่ใหญ่ ข้าเฝ้าดูอยู่ที่นี่มาสองวันแล้ว สตรีผู้นั้นแทบไม่ออกจากเรือนเลยและคนที่นางติดต่อด้วยบ่อยที่สุดก็คือคนครัวของหอเฟิงเล่อ ไม่มีพิรุธอะไรเลย”
อีกนัยหนึ่งก็คือ ในเมื่อไม่พบพิรุธอะไร ท่านว่าควรจะพาองค์รัชทายาทไปที่อื่นได้แล้วหรือยัง…
ชายที่อยู่ข้างๆ มีรูปร่างสูงใหญ่กว่าฉินเหลาอู่เขาใส่หมวกคลุมศีรษะต่ำจนเห็นเพียงครึ่งหน้าส่วนล่างเท่านั้น และเพราะมีหนวดเครารกครึ้มเต็มหน้าจึงมองไม่ออกว่าเขาอายุเท่าไหร่และรูปลักษณ์เป็อย่างไร รู้สึกได้เพียงว่าบุรุษผู้นี้ไม่ธรรมดามีอำนาจ อีกทั้งยังน่าเกรงขาม!
“ในบรรดาองครักษ์เงาขององค์รัชทายาท มีเพียงคนเดียวที่รอดชีวิตมาได้ส่วนนางเป็เพียงสตรีที่ไม่รู้ที่มาที่ไป แต่กลับสามารถอยู่ในเมืองเหรินชิวใต้เปลือกตา[1] ของทหารเหลียวได้อย่างสงบสุขเป็เวลากว่าหนึ่งเดือน…” เสียงของชายเคราเฟิ้มมีลักษณะทุ้มต่ำรับรู้ได้ถึงพลังอันแข็งแกร่ง
ฉินเหลาอู่คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “บางทีอาจเป็เพราะทหารเหลียวเพิ่งมาประจำการที่เมืองเหรินชิว่ที่ยังวุ่นวายอยู่ นางอาจจะโชคดีที่เข้ามาในเมืองได้ ประจวบกับว่านางเป็สตรีที่อ่อนแอใครจะใส่ใจไปตรวจสอบนางกัน?”
“ที่เ้าพูดก็มีเหตุผล แต่…เ้ากล้ายืนยันได้หรือว่านางไม่ใช่ไส้ศึกของชาวเหลียว?”
ฉินเหลาอู่พูดไม่ออก เื่แบบนี้เขาจะกล้ายืนยันได้อย่างไร?
หวาชิงเสวี่ยมีหลายอย่างที่ผิดปกติ เพียงแต่ว่าตอนนี้พวกเขายังไม่สามารถยืนยันได้ว่าความผิดปกติของหวาชิงเสวี่ยนั้นเกี่ยวข้องกับชาวเหลียวหรือไม่
เสียงของชายเคราเฟิ้มยังคงสงบนิ่ง “แม้ว่าเ้าจะกล้ายืนยันแต่ข้าก็ไม่อาจปล่อยให้เกิดความเสี่ยงได้ ตอนนี้ฝ่าาประชวรหนัก องค์รัชทายาทกลับมาติดอยู่ในดินแดนของชาวเหลียวหากเราพลาดท่า…”
ฉินเหลาอู่ตัวสั่นโดยไม่รู้ตัว
“หรือว่าเราจะรอต่อไปเรื่อยๆ ถ้าหากนางไม่แสดงพิรุธออกมาเลยเล่า?”ในตอนนี้ฉินเหลาอู่ได้จินตนาการว่าหวาชิงเสวี่ยเป็ไส้ศึกของแคว้นศัตรูไปแล้ว
ชายเคราเฟิ้มส่ายหน้าเบาๆ “ฝ่าาเหลือเวลาอีกไม่มากพวกเรารอไม่ได้แล้ว ต้องหาโอกาสทดสอบนางโดยเร็ว”
ฉินเหลาอู่มองเขาอย่างงุนงง “...พี่ใหญ่ จะทดสอบอย่างไร?”
ชายเคราเฟิ้มกำลังจะพูด ทันใดนั้นก็หยุดชะงักรีบทำสัญญาณมือบอกให้ฉินเหลาอู่เงียบ!
มีคนมา!
ใครหรือ?
ฉินเหลาอู่ใช้สิ่งของที่กองอยู่ข้างนอกตรอกมาบดบังร่างกายมองออกไปข้างนอก เห็นชายสองคนในชุดทหารเหลียวเดินตรงเข้ามา เห็นได้ชัดว่าพวกเขากำลังเดินมาทางนี้
“นังสารเลวนี่! เป็คนของไอ้พวกเหลียวจริงด้วย!”ฉินเหลาอู่โกรธจนแทบอยากจะพุ่งเข้าไปในเรือนบีบคอหวาชิงเสวี่ยให้ตาย!
ชายเคราเฟิ้มค่อยๆ หรี่ตาลง เอ่ยด้วยเสียงที่เบากว่าเดิม“...รอดูต่อไปก่อน”
ไม่แปลกที่พวกเขาจะคิดเช่นนี้ เพราะว่าฐานะขององค์รัชทายาทนั้นพิเศษแล้วที่นี่ก็ยังไม่ใช่ดินแดนของแคว้นต้าฉี หญิงสาวธรรมดาคนใดจะเต็มใจดูแลหลี่จิ่งหนานเช่นนี้?เกรงว่าจะรีบนำที่อยู่ขององค์รัชทายาทไปบอกทหารเหลียวเพื่อแลกกับเงินทองและผ้าไหมหากว่าชาวเหลียวให้ความสำคัญกับนางขึ้นมา ก็จะได้มีชีวิตที่ดีกว่านี้ เหตุใดจะต้องมาทนลำบากอยู่ในสภาพเช่นนี้ด้วย?
หากคิดเช่นนี้แล้ว มีอยู่สองกรณี คือหลี่จิ่งหนานบังเอิญได้พบกับคนจิตใจดีจริงๆหรือไม่อย่างนั้น หวาชิงเสวี่ยก็มีจุดประสงค์อื่นแอบแฝงในการอยู่ข้างกายองค์รัชทายาท
พวกเขากลับไม่รู้ว่า หลี่จิ่งหนานช่วยชีวิตหวาชิงเสวี่ยไว้ใน่ที่นางสูญเสียความทรงจำและในโลกใบนี้ คนที่นางคุ้นเคยที่สุดก็คือหลี่จิ่งหนาน แน่นอนว่านางไม่มีความคิดที่จะเอาตัวรอดเพียงลำพังยิ่งไปกว่านั้น ทัศนคติของหวาชิงเสวี่ยแตกต่างจากคนในโลกใบนี้ การให้นางใช้เด็กน้อยวัยแปดขวบแลกกับความมั่งคั่งเื่เช่นนี้นางไม่มีทางทำได้เด็ดขาด
ทหารเหลียวสองคนเดินมาหยุดที่หน้าประตูเรือนของหวาชิงเสวี่ยหนึ่งในสองคนนั้นมองไปรอบๆ ราวกับกำลังยืนยันว่าตัวเองมาถูกที่แล้ว
ในเวลานี้ หวาชิงเสวี่ยและหลี่จิ่งหนานจะรู้เื่ข้างนอกได้อย่างไร?หลี่จิ่งหนานกำลังก้มตัวลง จุ่มศีรษะลงในกะละมัง หวาชิงเสวี่ยยืนอยู่ข้างๆกำลังสระผมให้เขา
ผมของหลี่จิ่งหนานงอกงามเป็อย่างดี ดำขลับและหนายาวเพียงถึงต้นแขน จึงสระได้ไม่ยาก เพียงแต่ไม่มีสบู่หอม จึงไม่ค่อยสะดวกนัก ฉะนั้นหลังจากใช้น้ำซาวข้าวแล้วก็ต้องล้างออกหลายๆ ครั้ง เพื่อขจัดกลิ่นของน้ำซาวข้าว
หวาชิงเสวี่ยถือกระบวย ตักน้ำร้อนราดลงบนศีรษะของหลี่จิ่งหนานทีละกระบวย
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ในหัวของนางปรากฏภาพความทรงจำแวบเข้ามา
ในความทรงจำ นางเห็นตัวเองในวัยเด็ก ขณะนั่งอยู่ในห้องเรียนได้ถามคุณครูว่า“ร่างกายและเส้นผม ได้รับมาจากบิดามารดา ไม่กล้าทำลาย นี่คือจุดเริ่มต้นของความกตัญญูคนโบราณไม่ตัดผมตลอดชีวิต ผมต้องยาวมากแน่ๆ เลยใช่ไหมคะ?ในกินเนสส์บุ๊ค เวิลด์ เรคคอร์ด ผมที่ยาวที่สุดมีความยาวกว่าหกเมตร ถ้าคนโบราณไม่ตัดผมเลยจริงๆโอ้โห! ถ้าอย่างนั้นต้องไม่ใช่แค่หกเมตรแน่ๆ! พวกเขาไม่รู้สึกว่าหนักหัวบ้างเหรอคะ?”
ทั้งห้องเรียนหัวเราะกันใหญ่ คุณครูก็หัวเราะด้วยเช่นกันจากนั้นก็บอกนางว่า คนโบราณก็มีการตัดผม และในสมัยราชวงศ์ฮั่นก็พบว่ามีช่างตัดผมมืออาชีพพอถึงสมัยราชวงศ์ซ่งและิ อุตสาหกรรมการตัดผมก็พัฒนาไปมาก ไม่เพียงแต่ตัดผมได้เท่านั้นแต่ยังมีบริการถักเปียและเกล้าผมอีกด้วย
ส่วนคำว่า ร่างกายและเส้นผม ได้รับมาจากบิดามารดาไม่กล้าทำลาย นี่คือจุดเริ่มต้นของความกตัญญูนั้น หมายถึงการทำร้ายร่างกายตัวเองจึงถือว่าเป็การอกตัญญูต้องพิจารณาให้ดีว่าคำว่า “ไม่กล้าทำลาย” สำหรับการตัดผมและทำผมนั้นเป็การดูแลรักษาผมของตนเองจึงไม่ใช่ “การทำลาย”
ครูยังบอกอีกว่า ในสมัยโบราณเด็กๆ สามารถโกนผมและตัดผมได้ตัวอย่างเช่นโกนผมทั้งหัว เหลือผมไว้เพียงกระจุกเดียวตรงกลาง หรือแบ่งผมเป็สองส่วนแล้วมัดไว้สองข้างศีรษะลักษณะเหมือนเขา จึงเป็ที่มาของคำว่า “จงเจี่ยว [2]” ที่ใช้เรียกแทน่วัยหนึ่งของเด็กๆจากนั้นพออายุประมาณสิบสองปีถึงจะเริ่มไว้ผมยาว
หวาชิงเสวี่ยจับผมที่กำลังเปียกขึ้นมาไว้บนมือแล้วใช้น้ำอุ่นล้างต่อไป
เห็นได้ชัดว่า หลี่จิ่งหนานเริ่มไว้ผมยาวมานานแล้ว
หวาชิงเสวี่ยแอบคาดเดาในใจว่า อาจเป็เพราะว่าเขาเกิดในราชวงศ์จึงต้องรักษาภาพลักษณ์ของราชวงศ์?
เมื่อพูดถึงเื่นี้ หลี่จิ่งหนานไม่เพียงแต่ไว้ผมยาวไวกว่าผู้อื่นเท่านั้นแต่ยังรวมถึงการเริ่มเรียนหนังสือั้แ่อายุยังน้อยด้วย เด็กทั่วไปจะเริ่มเรียนเมื่ออายุแปดขวบเด็กจากครอบครัวขุนนางอาจจะเร็วกว่านั้นคือห้าหรือหกขวบ แต่หลี่จิ่งหนานนั้นเริ่มเรียนั้แ่อายุสี่ขวบ
เมื่อคิดเช่นนี้ หวาชิงเสวี่ยก็อดรู้สึกสงสารเขาไม่ได้…
ขณะกำลังคิดฟุ้งซ่านอยู่นั้น จู่ๆ ก็ถูกหลี่จิ่งหนานดึงชายกระโปรงโดยไม่ทันตั้งตัว“นี่! เมื่อครู่เ้าหัวเราะอะไรน่ะ?”
หวาชิงเสวี่ยเบิกตากว้าง “เ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าหัวเราะเมื่อครู่นี้?”
เมื่อครู่นางนึกภาพหลี่จิ่งหนานไว้ผมทรงจงเจี่ยวจึงแอบยิ้มเล็กน้อย แต่ไม่ได้ส่งเสียงหัวเราะเล็ดลอดออกมา
“แค่เ้ากลั้นหัวเราะ น้ำบนหัวข้าก็สั่นไปสามครั้งแล้ว!ตั้งใจหน่อยได้ไหม?” หลี่จิ่งหนานตัวน้อยบ่นออกมา
หวาชิงเสวี่ยพูดไม่ออกชั่วขณะ
เ้าเด็กน้อยนี่ทำไมฉลาดขนาดนี้นะ…
นางวางกระบวยลง หยิบผ้าแห้งมาช่วยเช็ดผมให้หลี่จิ่งหนาน
ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
หวาชิงเสวี่ยไม่ได้คิดอะไรมาก คิดว่าหรงเซิงมารับเสื้อผ้าแล้วจึงโยนผ้าแห้งที่สะอาดให้หลี่จิ่งหนาน จากนั้นเดินไปที่ประตู
พอเปิดประตูออก กลับเป็ชายร่างกำยำสองคนในชุดทหาร!
หวาชิงเสวี่ยถึงกับยืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตู!
ฐานะของหลี่จิ่งหนานถูกเปิดเผยแล้ว?
หรือว่าตัวเองก่อเื่อะไรไว้?
ตอนนี้ให้หลี่จิ่งหนานไปซ่อนตัวยังทันหรือไม่?
แต่ถ้าไม่ได้มาหาหลี่จิ่งหนาน การทำเช่นนี้จะไม่ยิ่งทำให้น่าสงสัยหรือ?
เพียงชั่วพริบตา ในหัวของหวาชิงเสวี่ยก็คิดไปต่างๆนานา!
ทหารเหลียวคนหนึ่งพูดขึ้น “เ้าคือหวาเหนียงจื่อ[3] ใช่หรือไม่?”
หวาชิงเสวี่ยยังคงมึนงง ไม่ตอบสนองอยู่นาน สีหน้าของทหารเหลียวคนนั้นดูจะไม่พอใจหวาชิงเสวี่ยจึงพยักหน้าอย่างแรงด้วยสีหน้าหวาดกลัว
ทหารเหลียวคนนี้เพิ่งถูกส่งมาประจำการที่นี่ต้องจากบ้านเกิดมาไกล ในใจจึงยังรู้สึกขุ่นเคืองอยู่บ้าง เขามักจะใช้อำนาจในเมืองเหรินชิวรังแกชาวบ้านเพื่อความสนุกสนานท่าทางหวาดกลัวของหวาชิงเสวี่ยทำให้เขาพอใจ เขาหัวเราะแล้วพูดว่า “ข้าคิดว่าจะเป็หญิงชราเสียอีกไม่นึกเลยว่าจะเป็สาวน้อยน่ารัก…”
ขณะที่พูด เขาก็จับมือหวาชิงเสวี่ยมาลูบคลำ
ความเ็ปทำให้หวาชิงเสวี่ยได้สติกลับมา!
มือนางบวมจนเหมือนหมั่นโถว เมื่อครู่ที่สระผมให้หลี่จิ่งหนานนางยังไม่กล้าออกแรงมากนักจะทนการลูบคลำแบบนี้ได้อย่างไร?!
ทหารเหลียวคนนั้นไม่ได้ััถึงความนุ่มนวลเนียนลื่นที่้าเขาก้มลงมอง แค่เห็นมือของหวาชิงเสวี่ยบวมแดง มีแผลแตก ก็หมดอารมณ์ในทันที รีบสะบัดมือหวาชิงเสวี่ยออกด้วยความรังเกียจ
ทหารเหลียวอีกคนดูไม่พอใจเพื่อนร่วมทางเท่าใดนักเขาพูดอะไรบางอย่างยืดยาว จากนั้นหยิบของก้อนหนึ่งโยนใส่อ้อมแขนของอีกฝ่าย
คนผู้นี้ไม่ได้พูดภาษาฮั่น หวาชิงเสวี่ยฟังไม่รู้เื่สักคำแต่นางได้ยินเสียงทหารเหลียวที่จับมือนางตอบด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดว่า “รู้แล้ว รู้แล้วคิดว่าข้าจะทำพลาดได้ยังไงเล่า?!”
พอพูดจบ เขาก็นำสิ่งของในอ้อมแขนส่งให้หวาชิงเสวี่ยดูจากนั้นก็เอ่ยถาม “ได้ยินว่าเ้าซักคราบเืได้ ข้าอยากรู้ ถ้าเป็แบบนี้เ้าซักได้หรือไม่?”
————————————————————————————————————
[1]ใต้เปลือกตา(眼皮子底下)หมายถึงการกระทำอะไรบางอย่างที่ใกล้ตัวมาก แต่ผู้ถูกกระทำกลับไม่รู้สึกตัว
[2]จงเจี่ยว(总角)ทรงผมของเด็กผู้ชายในสมัยโบราณที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะมัดผมเป็สองปมที่้าของศีรษะ ซึ่งดูเหมือนเขาของสัตว์
[3]เหนียงจื่อ(娘子)มีหลายความหมาย อาจหมายถึงสตรีที่แต่งงานแล้วหรือสตรีที่ยังไม่แต่งงาน หรือทั้งสตรีที่แต่งงานแล้วและยังไม่แต่งงานก็ได้ ในบางกรณีก็เป็สรรพนามที่สามีเรียกใช้แทนภรรยาหรือในกรณีที่เป็ชนชั้นสูงจะใช้เรียกสตรีที่มีตำแหน่งเป็เ้านาย ในบริบทนี้หมายถึงสรรพนามเรียกสตรีโดยทั่วไป