อวี้กู่เหยาเข้ามานั่งในกระโจมที่ตั้งอยู่หน้าหมู่บ้าน หมอที่พามากำลังทำแผลบริเวณหัวไหล่อย่างระมัดระวัง
หลังจากทำแผลเสร็จเรียบร้อย อวี้กู่เหยาไล่หมอออกไปจากกระโจม เหลือเพียงคนสนิทสองคนที่อยู่ต่อ
“หัวหน้าขอรับ ดูเหมือนว่าคนพวกนั้นไม่เป็อย่างที่เราคิด ข้าน้อยกลัวว่าเื่นี้จะเป็งานยาก”
“ถ้าเ้า้าให้มันง่าย มันก็ไม่มีอะไรยาก” อวี้กู่เหยายกยิ้มมุมปาก “เตรียมกระดาษและหมึกให้ข้า เื่นี้ต้องรายงานท่านนายอำเภอ”
จดหมายจากหมู่บ้านที่เกิดโรคระบาด ถูกส่งเข้ามายังจวนนายอำเภอด้วยม้าเร็ว ทหารที่อาศัยอยู่ด้านในกำแพงเมืองรับสาสน์จากทหารที่อยู่ด้านนอกผ่านช่องเล็กๆ แล้วส่งต่อมันไปยังจวนนายอำเภอด้วยม้าเร็ว
ราษฎรที่อาศัยอยู่ในกำแพงเมือง เห็นม้าเร็ววิ่งตรงไปยังจวนของนายอำเภอก็รอคอยฟังข่าวอย่างใจจดใจจ่อ สงสัยว่าโรคระบาดรุนแรงเพียงใด ทุกคนเต็มไปด้วยความหวาดกลัว แม้จะมีกำแพงกั้นจากโลกภายนอกก็ไม่สามารถวางใจได้ทั้งหมด
นายอำเภอหลี่อ่านจดหมายจากอวี้กู่เหยา ก่อนจะทิ้งมันลงไปในกระถางไฟเพื่อทำลายหลักฐาน
“เตรียมม้า ข้าจะเดินทางไปยังหมู่บ้านซานไห่”
“นายท่านจะเดินทางไปยังที่เกิดโรคระบาดจริงหรือขอรับ” พ่อบ้านภายในจวนถามด้วยท่าทางร้อนรน
“ข้าเป็ถึงนายอำเภอ ดูแลผู้คนทั่วเขตจางหลิน เกิดโรคระบาดร้ายแรงเพียงนี้ จะให้ข้าอยู่เฉยได้เยี่ยงไร ไปเตรียมม้าให้ข้าเร็วเข้า”
นายอำเภอหลี่ตวาดพ่อบ้านที่เข้ามาขัดขวาง
หลี่ฮูหยินและอนุภรรยาทั้งหลาย ได้รับรายงานว่าสามีจะออกเดินทางไปยังหมู่บ้านที่เกิดโรคระบาดก็ร้อนใจ ยกโขยงกันมาส่งผู้เป็สามี
สิ่งที่ทุกคนกังวล คือกลัวว่าสามีจะติดโรคร้ายแล้วพรากชีวิตเขาไปจากพวกนาง หากท่านนายอำเภอเป็อันใดไป ความสุขสบายที่ได้รับคงหายวับไปกับตา
ราษฎรเห็นหลี่ฮูหยินและบรรดาอนุภรรยาของนายอำเภอ ยืนร้องไห้ ส่งผู้เป็สามีเดินทางออกจากจวนก็สงสัยว่าเกิดอันใดขึ้น จึงเข้ามาสอบถาม
พอรู้ว่าที่ท่านนายอำเภอต้องเดินทางออกจากเมือง เนื่องจากหมู่บ้านซานไห่กำลังอยู่ใน่วิกฤตจากโรคระบาด ก็แตกตื่นจนต้องรีบไปกระจายข่าวให้กับผู้อื่นทราบ
ราษฎรในตัวอำเภอต่างรับรู้กันว่า ตอนนี้โรคระบาดกำลังคร่าชีวิตของคนในหมู่บ้านติดชายทะเลลงเกือบครึ่ง เพื่อป้องกันการติดโรคระบาด สิ่งที่มาจากท้องทะเลกลายเป็สิ่งต้องห้ามสำหรับพวกเขา
ในคืนเดือนดับ พระจันทร์ที่เคยส่องแสงให้ความสว่างลงมายังพื้นปฐีกลับมีแต่ความมืด
นายอำเภอหลี่ยืนอยู่หน้าหมู่บ้านซานไห่ มองเข้าไปในหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยแสงไฟให้ความสว่าง
“หมู่บ้านซานไห่เกิดโรคระบาดร้ายแรง ไม่สามารถปล่อยให้โรคระบาดแพร่ออกไปคร่าชีวิตราษฎรด้านนอกได้ จัดการสังหารทุกคนในหมู่บ้านให้หมด แล้วเผาทำลายหมู่บ้านแห่งนี้ เสียสละคนส่วนน้อยรักษาชีวิตคนส่วนมาก”
สิ้นสุดคำสั่งของผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในอำเภอจางหลิน มือปราบของศาลาว่าการก็ปฏิบัติตามคำสั่ง
แสงไฟจากหน้าหมู่บ้าน ทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้านซานไห่ที่ซุ่มอยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ เพื่อรับมือกับความโชคร้ายที่กำลังจะมาเยือน เหงื่อเปียกชุ่มไปทั่วแผ่นหลัง
“แย่แล้ว!”
หม่าต้านและบุรุษอีกสองคนวิ่งกลับเข้ามาร่วมกลุ่มกับชาวบ้าน หลังจากแอบไปซุ่มดูสถานการณ์ด้านหน้า
“ข้าได้ยินเสียงหนึ่งประกาศว่า หมู่บ้านซานไห่เกิดโรคระบาดร้ายแรง ไม่สามารถปล่อยให้โรคระบาดแพร่ออกไปคร่าชีวิตราษฎรด้านนอกได้ จัดการสังหารทุกคนในหมู่บ้านให้หมด แล้วเผาทำลายหมู่บ้านแห่งนี้ เสียสละคนส่วนน้อยรักษาชีวิตคนส่วนมาก”
หม่าต้านถ่ายทอดคำสั่งของนายอำเภอหลี่ด้วยปากที่สั่น เกิดมาไม่เคยหวาดกลัวอะไรเท่านี้มาก่อน
ชาวบ้านได้ยินว่าจะถูกสังหารแล้วเผา เกิดความรู้สึกไม่ต่างจากหม่าต้านแม้แต่น้อย มองตามสัญญาณพลุที่ถูกจุดขึ้นบนท้องฟ้า
“พวกมันน่าจะแจ้งข่าวกับพวกที่ปิดทางเข้าออกหมู่บ้านทุกทาง”
ฮั่วหนานอันเคยถูกพร่ำสอน เื่การส่งสัญญาณด้วยพลุมาั้แ่เด็ก สัญญาณพลุง่ายๆ เหตุใดเขาจะดูไม่ออก
“พวกมันพยายามหาความชอบธรรมในการสังหารพวกเรา ฉะนั้นพวกเราอย่ายอมให้พวกมันสมหวัง”
ฮั่วหนานอันสร้างความฮึกเหิมให้แก่ทุกคน ทั้งที่ในใจกำลังก่นด่าบิดาที่ส่งตนมาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ ตาแก่นั่นจะรู้หรือไม่ว่าบุตรชายและหลานของตนเองกำลังจะถูกสังหาร
“บ้านข้าไฟไหม้แล้ว!” เสียงของคนในครอบครัวที่บ้านถูกไฟไหม้ร้องขึ้นด้วยความเ็ปใจ
“ทุกคนเตรียมพร้อม” ฮั่วหนานอันบอกกับทุกคนให้เตรียมรับมือ
ยามนี้ชาวบ้านเต็มไปด้วยความโกรธแค้น ไม่สนใจว่าพวกตนกำลังจะสังหารคนของทางการ
บริเวณหน้าผาที่ติดกับท้องทะเล มีสตรีและเด็กของหมู่บ้านซานไห่ซ่อนตัวอยู่ในถ้ำ ฮั่วิจูเต็มไปด้วยความกังวล ชาติที่แล้วเหตุการณ์ไม่เป็แบบนี้ เพราะท่านอาจารย์ตัดปัญหาทุกอย่างโดยการเดินทางออกจากหมู่บ้าน หัวขโมยทั้งหกที่ชักชวนคนนอกมาปล้น เสียชีวิตในหกวันต่อมา
“ท่านแม่ ข้าเป็ห่วงท่านพ่อ”
ฮั่วิจูแหงนหน้ามองมารดา นาง้าไปช่วยบิดาจัดการกับพวกคนเลว แต่เรี่ยวแรงของนางไม่ได้มีมากพอ ช่างน่าหงุดหงิดที่นางกลับมาอยู่ในร่างของเด็กน้อยอ่อนแอ
“ท่านพ่อของเ้าต้องกลับมาอย่างปลอดภัย”
ต้องยอมรับว่านางก็เป็ห่วงสามีเช่นเดียวกัน หมู่บ้านที่ตั้งอยู่ห่างไกลจากเมืองหลวง สายพระเนตรของฝ่าาย่อมมองไม่ถึงสิ่งโสมมที่ขุนนางท้องถิ่นพยายามปิดบัง
หวังซื่อนึกถึงหน้าของบุพการีทั้งสองและพี่ชาย หากพวกเขาอยู่ด้วยชีวิตของนางและบุตรสาวคงไม่ต้องมาวิ่งหนีความตายอยู่แบบนี้
ฮั่วิจูเงียบ เพราะนาง้าสื่อสารกับเถียนเถียน แต่ความเงียบของนางกลับทำให้พี่สาวอย่างฮั่วเจินจูคิดว่านางหวาดกลัว
มือของฮั่วเจินจู กอบกุมฝ่ามือของน้องสาวที่ซบอยู่บริเวณอกของมารดา
“เ้าไม่ต้องกังวล เดี๋ยวนี้ท่านพ่อยอดเยี่ยมมาก ต้องจัดการพวกคนเลวได้อย่างแน่นอน” ปลอบน้องสาวไม่ให้กังวลใจ
ฮั่วิจูเห็นพี่สาวปลอบใจก็พยักหน้า ก่อนจะปิดเปลือกตาลง ระหว่างที่นางสนทนากับเถียนเถียนผู้อื่นจะได้ไม่ต้องเห็นแววตาของนาง จนเป็ห่วง
[เถียนเถียน]
ฮั่วิจูเรียกหาเถียนเถียนอยู่ประมาณหนึ่งเค่อ ในที่สุดสัตว์เทพจอมี้เีก็ยอมตอบ เพราะถูกมือของนายท่านดึงขนของมัน
[นายท่านเถียนเถียนเจ็บ]
[ต้องให้ข้ารุนแรงอยู่เรื่อยไป เ้าถึงตอบข้า] ฮั่วิจูไม่มีแววสงสารกระต่ายเ้าเล่ห์สักกระผีก
[นายท่านเรียกข้าเพราะเหตุใด]
[เ้ารู้หรือไม่ว่าตอนนี้สถานการณ์ในหมู่บ้านเป็อย่างไรบ้าง]
[หมู่บ้านถูกเผาเกือบครึ่งแล้ว] เถียนเถียนตอบไปตามความจริง โดยไม่รู้ว่าสร้างความใให้กับฮั่วิจูจนสะดุ้งเฮือก
หวังซื่อััได้ว่าร่างของบุตรสาวคนเล็กสั่นก็กอดแน่นยิ่งขึ้น ฮั่วเจินจูบีบมือเล็กๆ ของน้องสวาวเช่นเดียวกัน
[เ้าสามารถช่วยท่านพ่อกับชาวบ้านได้หรือไม่]
ถึงอย่างไรเถียนเถียนก็เป็สัตว์เทพ ย่อมมีพลังวิเศษ มนุษย์ธรรมดามีหรือจะสู้สัตว์เทพได้
[ข้าไม่สามารถยื่นมือยุ่งเื่มนุษย์โลกได้ ขอนายท่านโปรดเห็นใจ]
ฮั่วิจูจิตใจห่อเหี่ยว [ท่านพ่อข้ากำลังตกอยู่ในอันตราย ความ้าเป็บุตรสาวขุนนางของข้ายังไม่ประสบผลสำเร็จ]
หรือว่าชาตินี้ครอบครัวของตนจะต้องเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่