ฉวี่หลิงเดินไปถึงห้องก็พบว่าภายในถูกทำความสะอาดไว้อย่างสะอาดสะอ้านผ้าห่มลายปักสีเหลืองอ่อนผ่านการตากแดดมาแล้ว คงไว้ซึ่งกลิ่นผงซักฟอกอ่อนๆ และกลิ่นแดดหอมละมุนมองดูปุกปุย ถ้านอนลงไปจะต้องรู้สึกอบอุ่นและสบายเป็แน่ แสงแดดในห้องก็ดีกว่าบ้านที่เธออาศัยอยู่มากนัก
เห็นได้อย่างชัดเจนว่าห้องถูกตระเตรียมเอาไว้อย่างตั้งใจในใจของฉวี่หลิงจึงรู้สึกอบอุ่นขึ้นมา
ความเอาใจใส่ของคนในครอบครัวอย่างไรก็ทำให้ทั้งเป็สุขและอุ่นใจ
ตอนที่ทำกับข้าวฉวี่หลิงเป็ลูกมือให้กับฉวี่หฺวา เธอบรรจงเลือกผักและล้างผักอย่างคล่องแคล่วฉวี่หฺวาเป็คนหั่นผักและผัดผัก ทั้งสองคนร่วมมือกันเป็อย่างดีไม่ถึงชั่วโมงกว่าก็ทำกับข้าวเสร็จแล้ว
ฉวี่หลิงรู้สึกว่าฝีมือคุณปู่นั้นดีเป็หนักหนาแม้จะเป็ซุปผักกาดเขียวธรรมดา เขาก็ยังทำออกมาได้อร่อยมาก
ฉวี่หฺวามองสีหน้าหลานสาวของตัวเองที่ค่อนข้างเป็สีเหลืองอดที่จะพูดออกมาไม่ได้ “หลานกินเยอะหน่อยไม่ได้หรือ หลานดูปริมาณข้าวของตัวเองสิ กินเหมือนกับลูกแมวเพิ่งคลอดออกมาได้ไม่นานอย่างไรอย่างนั้น”
ฉวี่หลิงวางชามกับตะเกียบลูบท้องเล็กๆ ที่กินอิ่มแล้ว พูดอย่างจนใจ “หนูอิ่มแล้วกินไม่ไหวแล้วค่ะ”
ฉวี่หฺวาเห็นฉวี่หลิงอิ่มแล้วจริงๆจึงพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “กินอิ่มแล้วก็ล้างจานด้วยล่ะเป็การย่อยอาหาร ไหนๆ เดือนกันยายนหลานก็จะต้องเรียนหนังสือแล้ว ถ้าอย่างนั้นคืนนี้นอนเร็วหน่อยแล้วกันพรุ่งนี้ตื่นแต่เช้า ปู่จะสอนให้จำตัวอักษร”
“ค่ะ” ฉวี่หลิงรับคำอย่างว่าง่ายเธอยืนขึ้นมาตักน้ำร้อนลงในอ่าง ม้วนแขนเสื้อขึ้นก่อนจะเริ่มเก็บกวาด
ฉวี่หฺวาเห็นฉวี่หลิงล้างจานเก็บกวาดอย่างเชื่อฟังไม่ได้แสดงออกถึงความไม่พอใจ ก็ยิ่งรู้สึกพึงพอใจมากยิ่งขึ้น
เขาคิดอย่างปลื้มใจถ้าหากว่าคนที่เขาหาอยู่ไม่ใช่ฉวี่เหวินจวิน แต่เป็ฉวี่หลิงหลานสาวของเขาล่ะฉวี่หลิงไม่เพียงแต่หัวไว จิตใจดี เป็ไปได้ว่าเธอจะเป็ตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด
ฉวี่หลิงล้างชามเสร็จหลังจากที่ทำความสะอาดห้องครัวจนสะอาด และบ้วนปากล้างหน้าอย่างเอื่อยเฉื่อยแล้วถึงได้กลับไปพักที่ห้อง
ผ้านวมอุ่นนุ่มเจือกลิ่นหอมอ่อนๆประกอบกับเสียงกบร้องที่ดังคลออยู่ตลอดจากนอกห้องทำให้ฉวี่หลิงที่นอนไม่หลับมาตลอดสองคืนนี้ค่อยๆ ดำดิ่งลึกสู่ห้วงนิทรา
เช้าวันต่อมาฉวี่หลิงตื่นเช้าตามเวลาของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ล้างหน้าบ้วนปากเสร็จแล้วจึงเดินไปยังลานบ้าน
เวลานี้ฟ้าสว่างแล้วดวงอาทิตย์ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าไปได้ครึ่งหนึ่งแสงอาทิตย์อบอุ่นสาดทอเข้ามาที่ลานบ้าน ราวกับเศษเสี้ยวทองคำก็ไม่ปาน
ตอนนี้แสงแดดจากดวงอาทิตย์ยังไม่ร้อนเป็ไฟฉวี่หฺวาจึงนอนลงบนเก้าอี้เอนนอน หยิบหนังสือติดมือขึ้นมาอ่าน
ฉวี่หลิงรู้ว่าคุณปู่รู้หนังสือในกาลก่อนเธอเองไม่เข้าใจว่าทำไมปู่ถึงไม่อาศัยอยู่กับครอบครัวของเธอเป็เพราะดูแคลนว่าบิดาของเธอไร้ความสามารถหรือ ทว่าหลังจากเหตุการณ์เมื่อวานผ่านพ้นไปเธอกลับคิดว่า คุณปู่ต้องมีเหตุผลของตัวเองเป็แน่
ฉวี่หฺวาเห็นฉวี่หลิงมาถึงแล้วก็ยื่นหนังสือให้เธอ“หลานมานั่งนี่ ปู่จะสอนตัวหนังสือที่ง่ายที่สุดก่อน”
ฉวี่หลิงเปิดหน้ารองของหนังสือที่ซีดจนเป็สีเหลืองก็รู้สึกตื่นตระหนกขึ้นฉับพลัน
นี่มันหนังสือโจวอี้[1] นี่นา
ฉวี่หฺวาไม่รู้การออกเสียงพินอิน[2]แต่อย่างใดเขาเพียงแต่ใช้วิธีเก่าแก่สอนการออกเสียง เขาอ่านตัวอักษรหนึ่ง แล้วให้ฉวี่หลิงแต่งเป็คำเรียนรู้ความหมายโดยรวมของตัวอักษร
เดิมทีฉวี่หลิงก็รู้หนังสืออยู่ก่อนแล้วตอนแรกเธอยังอยากเก็บซ่อนความรู้ที่มีอยู่ แต่ตอนนี้มีสถานการณ์บางอย่างผิดปรกติในใจของเธออยากรู้โดยเร็วว่ามีอะไรเกิดขึ้น ดังนั้นจึงแสดงความสามารถออกมาอย่างเต็มที่
ฉวี่หฺวายิ่งรู้สึกว่าความจำของหลานสาวตัวเองล้ำเลิศสมองดี สอนไปตัวอักษรหนึ่ง ผ่านไปสักครู่กลับมาถามอีกครั้งเธอก็สามารถจำได้อย่างแม่นยำ
เขารู้สึกชอบใจมากขึ้นทุกขณะแม้แต่ตัวอักษรที่สลับซับซ้อนสักหน่อยก็นำออกมาสอนให้
ฉวี่หฺวามองดวงหน้าเล็กที่โน้มลงของฉวี่หลิงปิดหนังสือลงเงียบๆ ยกปากกาเขียนบนกระดาษเขียนพู่กันประโยคหนึ่ง
“หลิงหลิงอ่านประโยคนี้สิ ปู่จะทดสอบความจำของหลาน”
ตัวอักษรบนกระดาษเขียนพู่กันมีลักษณะสุภาพและเรียบง่าย แรงกดทะลุไปที่ด้านหลังกระดาษแค่มองก็รู้ว่าฝึกฝนมานานหลายปี ฉวี่หลิงเงยหน้าขึ้นสบสายตาของปู่ที่แอบซ่อนความคาดหวังเอาไว้เผยอปากเบาๆ “บัณฑิตปรารถนาทุกสิ่ง ไขว่คว้าจึงหลงทิศ สุดท้ายถึงพบทางสว่าง”
ในอากาศมีสายลมอ่อนพัดมาฉวี่หลิงรู้สึกศีรษะปลอดโปร่งเป็พิเศษ เธอจำตัวอักษรเมื่อสักครู่ที่คุณปู่เอ่ยออกมาได้ทุกตัวประโยคนี้เป็ประโยคจากโจวอี้บทที่สองในคุนกว้า[3]ที่กล่าวกันว่าใช้เตือนใจผู้คน แม้ปรารถนาสิ่งใดก็ตาม ก็ไม่สามารถแย่งชิงผลประโยชน์มามากเกินไปต้องเป็ไปตามกฎแห่งฟ้า คล้อยตามบทบัญญัติแห่งฟ้า
เมื่อประสบความสำเร็จต้อง่ชิงผลประโยชน์ทว่าไม่อาจมากเกินไป ไม่อาจเกินขอบเขตของฟ้าดิน ฝ่าฝืนขอบเขตของมนุษย์ ไม่สามารถหลงลืมจุดหมายแรกในใจหากฝ่าฝืน ต่อให้ประสบความสำเร็จได้ระยะหนึ่ง ก็มีโอกาสที่จะทำการใหญ่ล้มเหลว
ฉวี่หลิงไม่รู้เป็อย่างไรเธอยังอยากจะคิดให้ลึกซึ้งลงไปอีก เธอสงบใจลง หลังจากดูเนื้อหาอื่นๆ ในโจวอี้ ก็หยุดยั้งความคิดของตัวเองไม่ได้ตกอยู่ในห้วงภวังค์
ฉวี่หฺวาเห็นฉวี่หลิงที่หัวไวอย่างยิ่งทั้งราวกับว่าเกิดการตระหนักรู้ แววตาปรากฏความตื่นเต้นระคนดีใจมากยิ่งขึ้นเขารู้สึกได้ว่าฉวี่หลิงเฉลียวฉลาดและความจำดีเหนือใคร แต่นึกไม่ถึงว่าสติปัญญาของเธอก็ดีไม่น้อยเลย
เวลาผ่านไปประมาณครึ่งถ้วยชาฉวี่หลิงถึงนึกได้ว่ากำลังเรียนรู้ตัวอักษรกับฉวี่หฺวาอยู่ เธอเหลือบตามองเขาอย่างรู้สึกผิดทว่ากลับเห็นดวงตาเจือรอยยิ้มของฉวี่หฺวา
“หลิงหลิง หลานอยากเรียนเื่สนุกๆ ไหมล่ะ” ฉวี่หฺวาทำน้ำเสียงล่อใจดวงตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง
ฉวี่หลิงรู้สึกได้อย่างเลือนรางว่าหากเธอไม่รับปากเธอจะสูญเสียโอกาสอันล้ำค่าไปอย่างไม่อาจย้อนคืน ดังนั้นเธอจึงพยักหน้า “หนูอยากเรียนค่ะคุณปู่”
“เด็กดี” ฉวี่หฺวาทอดถอนใจครั้งหนึ่ง คิดวกวนไปมาไม่คิดว่าสุดท้ายแล้วคนที่จะสืบทอดวิชาของตระกูลไม่ใช่ลูกชายของเขาแต่เป็หลานสาวที่กำลังจะอายุครบเจ็ดขวบ
ฉวี่หฺวาลุกขึ้นยืนเก็บงำรอยยิ้มบนสีหน้า มองไปที่ฉวี่หลิงอย่างเคร่งขรึม “หลานมากับปู่”
ฉวี่หลิงเม้มปากก้าวเท้าตามฉวี่หฺวาไป
ลานบ้านของฉวี่หฺวาสืบทอดมาจากรุ่นก่อนเป็เรือนสี่ประสาน ภายนอกธรรมดาไม่มีอะไรแปลกตา แลดูโบราณและเรียบง่าย ทว่าด้านในกลับมีดอกไม้ต้นหญ้าเจริญงอกงามสะอาดสะอ้านเย็นสบาย
ทั้งสองเดินมาถึงห้องที่อยู่ด้านหน้าสุดฉวี่หฺวาเปิดประตูก้าวเข้าไป
ห้องถูกทำความสะอาดอย่างสะอาดสะอ้านโต๊ะหมู่บูชาตรงด้านหน้ามีเทียนตี้จวินชินชือ[4]วางอยู่ด้านข้างแขวนไว้ด้วยชุดที่แขนเสื้อโบกสะบัด และรูปภาพเ้าสำนักที่มีลักษณะราศีแตกต่างออกไปบนโต๊ะยังมีแผ่นป้ายอื่นๆ วางอยู่
ที่หน้าโต๊ะหมู่มีเบาะสานวางอยู่หนึ่งใบ
สีหน้าที่เมตตาของฉวี่หฺวาเปลี่ยนเป็เคร่งขรึมและน่าเคารพเขามองฉวี่หลิงที่อยู่ข้างกาย ชี้ไปที่เบาะสานตรงหน้า “หลานไปคุกเข่าที่ด้านหน้า”
ฉวี่หลิงทำตามแต่โดยดีเธอกวาดตามองรูปภาพแวบหนึ่ง เพียงรู้สึกว่าคนที่อยู่ในภาพดูมีอำนาจบาตรใหญ่ทำให้เธอโน้มศีรษะเคารพโดยอัตโนมัติ
ฉวี่หฺวายืนอยู่กลางห้องยกมือแสดงความเคารพรูปภาพที่อยู่ตรงหน้า แล้วจึงเอ่ยเสียงดังก้องกังวาน “ผู้สืบทอดคนที่ยี่สิบของเทียนอี้เหมิน ลูกหลานนอกคอก ฉวี่หฺวา มีชีวิตอยู่จนอายุหกสิบกับอีกสามปีไม่มีความชอบแก่ประเทศ ไม่ได้ทำความดีกับประชาชน เสียเวลามาครึ่งชีวิตถึงได้รอจนพบลูกศิษย์ผู้สืบทอด ฉวี่หลิง ฉวี่หฺวาตั้งใจมาบอกกล่าวท่านอาจารย์”
สายตาขอเขาหวนกลับมาที่ร่างของฉวี่หลิงถามอย่างเชื่องช้าระคนเคร่งขรึม “ฉวี่หลิง หลานยินดีที่จะเป็ลูกศิษย์สายตรงรุ่นที่ยี่สิบเอ็ดของเทียนอี้เหมินหรือไม่หลานยินดีคำนับปู่เป็อาจารย์หรือไม่”
ฉวี่หลิงไม่เคยคิดมาก่อนว่าครอบครัวของเธอจะมีเื้ัเช่นนี้เธอเปิดใจให้อย่างเต็มที่อยู่ก่อนแล้ว เมื่อได้ยินเสียงของฉวี่หฺวา เธอจึงตอบอย่างไม่ลังเล“ฉวี่หลิงยินดีค่ะ!”
“อย่างนั้นคำนับอาจารย์ปู่สามครั้ง คำนับให้อาจารย์ทุกท่านด้วย”
ฉวี่หลิงเหยียดหลังตรงคำนับให้ภาพและป้ายชื่ออย่างเอาจริงเอาจัง “ฉวี่หลิงคารวะอาจารย์ปู่คารวะอาจารย์ทุกท่าน”
เสียงพูดแ่ลงสีหน้าของฉวี่หลิงยังคงสงบนิ่ง แต่ในใจทั้งตื่นเต้นและเป็กังวล สำหรับความหมายของการเริ่มต้นใหม่แรกเริ่มเธอเพียงอยากแก้ไขความรู้สึกเสียดายในกาลก่อน ทว่าเธอกลับถูกคุมขังอยู่ในความทรงจำครั้งเก่าลืมไปว่าในอนาคตเธอมีโลกที่กว้างใหญ่กว่าเดิม
สิ่งที่เธอควรต้องทำคือวางเป้าหมายเอาไว้ให้ไกลกว่าเดิม
คำนับครบสามครั้งหลังจากที่ฉวี่หลิงคุกเข่าคำนับฉวี่หฺวา ฉวี่หฺวาถึงได้เล่าความเป็มาของสำนักให้ฟัง
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่https://www.readawrite.com/a/a46536d46fa0b5329d985f5a4109f950
[1] ตำราวิชาที่ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลง
[2] สัทอักษรภาษาจีน
[3] หลักปรัชญาอย่างหนึ่ง
[4] ป้ายวัฒนธรรมของจีนบูชาฟ้า ดิน กษัตริย์ บรรพบุรุษ และวิญญูชน