หลิงจือคิ้วขมวด ครุ่นคิดหาทางรับมือ
ตอนนั้นเองตู้เหิงที่อยู่ข้างๆ ก็เปิดปาก “มีเื่หนึ่ง...ที่ข้าไม่ค่อยเข้าใจนัก?”
“ไม่เข้าใจอะไรรึ?” หลิงจือชะงัก หันกลับมาถาม
ตู้เหิงเหลือบมองซูเมิ่งเสวี่ยแวบหนึ่งก่อนลองหยั่งเชิงถาม “คือว่า...คนที่มาสู่ขอนั่น ทำไมถึงมาตั้งสองครั้งเล่า? หากคหบดีซูถูกใจคนผู้นั้นจริงทำไมจึงไม่ตอบตกลงเื่การแต่งงานนี้ั้แ่คราวแรก?”
หลิงจือมองตู้เหิงตาเป็ประกายตบบ่าเขาแรงๆ ไปทีหนึ่ง “ไม่เลวเลย ท่านหมอ มองปัญหาหลักออกได้ในพริบตาเดียวขนาดข้ายังนึกไม่ถึงเลย” พูดจบ ก็หันไปถามซูเมิ่งเสวี่ย “พอจะบอกได้หรือไม่ ว่าคนผู้นั้นเป็คุณชายบ้านไหน?”
ซูเมิ่งเสวี่ยนึกครู่หนึ่งก่อนเอ่ย “ไม่ใช่คนในตำบลผิงอันของเราเหมือนจะเป็คนตำบลข้างเคียง ได้ยินมาว่า บรรพบุรุษเคยเป็ขุนนางด้วยกันกับปู่ของข้ารู้จักมักคุ้นกันอยู่บ้าง ส่วนที่ไม่ตอบรับทันทีในคราแรก...ข้าได้ยินท่านแม่บอกว่าบ้านเขาไม่ได้รุ่งโรจน์เหมือนแต่ก่อนแล้ว มีเพียงชื่อเสียงเท่านั้น แต่ภายในกลวง…”
หลิงจือยกยิ้มมุมปากเอ่ย “เป็อย่างที่ข้าคิดไว้ไม่มีผิด!เอาละ ข้ามีวิธีแล้ว!”
“จริงหรือ? เรายังมีทางแก้อยู่ใช่ไหม?” ซูเมิ่งเสวี่ยเอ่ยน้ำเสียงตื่นเต้น
หลิงจือพยักหน้าเอ่ย “วางใจเถอะความรู้สึกแท้จริงของเ้ากับไป๋เสี่ยวโหลวฟ้าดินย่อมรับรู้ได้ จะต้องปกป้องคุ้มครองให้พวกเ้าได้ครองคู่กันแน่!”
“ขอบคุณหมอหลิงจือ…” ซูเมิ่งเสวี่ยหน้าแดงอีกรอบ
หลิงจือถามซูเมิ่งเสวี่ยต่อ “คหบดีซูอยู่ที่ไหนรึ? ข้าอยากคุยกับเขาสักหน่อย”
“่เวลานี้ พ่อข้าน่าจะอยู่กับพี่ชายที่ห้องหนังสือ”
“ดี เ้าช่วยให้สาวใช้ไปแจ้งหน่อยว่า อาการป่วยของเ้าค่อนข้างยุ่งยากหมอตู้จำเป็ต้องคุยกับเขาเป็การส่วนตัว” หลิงจือกล่าว
ผ่านไปสักพักหลิงจือกับตู้เหิงก็เดินตามสาวใช้มายังห้องหนังสือเห็นคหบดีซูในชุดคลุมยาวสีน้ำเงินเข้มกำลังวิจารณ์ภาพเขียนพู่กันอยู่กับชายหนุ่มผู้หนึ่ง
หลิงจือเดาว่าชายผู้นี้คงเป็ซูหย่วนซานพี่ชายของซูเมิ่งเสวี่ยไม่ผิดแน่ เธออดไม่ได้ที่จะแอบเหลือบมองเขาแวบหนึ่งก็เห็นว่าใบหน้าของเขาดูคล้ายกับซูเมิ่งเสวี่ยอยู่หลายส่วนแววตามีประกายบริสุทธิ์สูงส่งอันเป็เอกลักษณ์ของบัณฑิต
หลิงจืออดถอนใจไม่ได้ผู้ชายแบบนี้ดูแลตระกูลใหญ่ไม่ไหวหรอกยิ่งจะให้กอบกู้ชื่อเสียงตระกูลซูยิ่งไม่ต้องพูดถึงผู้ชายที่มาสู่ขอซูเมิ่งเสวี่ยก็คงแนวเดียวกัน คงเป็บัณฑิตอ่อนปวกเปียก วันๆ อ่านแต่หนังสือตำราถ้าซูเมิ่งเสวี่ยได้แต่งกับเขาจริงๆ ตระกูลซูคงไม่มีหวังแล้ว
คหบดีซูเห็นคนทั้งคู่เดินเข้ามาก็รีบสละที่นั่งอย่างเกรงใจ พร้อมรีบเรียกคนรับใช้เข้ามารินชาให้
หลิงจือรู้ว่าเขาทำไปเพราะได้รับการอบรมมาเช่นนี้ไม่ได้เป็เพราะเคารพตู้เหิงจริงๆ
ซูหย่วนซานเอ่ยปากถามก่อน “ท่านหมอตู้เมื่อครู่ได้ยินสาวใช้บอกว่าอาการของน้องสาวข้ายุ่งยากเล็กน้อย...ขอให้ท่านหมอตู้ช่วยอธิบายโดยละเอียดด้วย”
“เอ่อ...เื่นี้…” ตู้เหิงเหลือบมองหลิงจือเขายังไม่ค่อยแน่ใจว่าแผนการต่อไปของหลิงจือคืออะไรจึงยังไม่กล้าเอ่ยอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า
ท่าทีลังเลของตู้เหิงกลับถูกคหบดีซูตีความไปในอีกทางสีหน้าของเขาซีดขาว เสียงก็สั่นเครือ “ท่านหมอตู้...หรือว่าบุตรสาวข้าจะป่วยเป็โรคอะไรร้ายแรง?”
“หา? ไม่ใช่ๆ!” ตู้เหิงรีบปัดมือเป็พัลวัน พลางส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปยังหลิงจือ
หลิงจือจิบชาด้วยท่าทีสงบนิ่งเอ่ย “คหบดีซูไม่ต้องเป็กังวลไปร่างกายของคุณหนูไม่ได้เป็อะไรหนักหนาหรอก”
“ถูกต้อง เพียงแค่ต้องลมเย็นเท่านั้น กินยาสักชุดหนึ่งก็น่าจะหาย” ตู้เหิงช่วยเอ่ยเสริม
“อืม...” คหบดีซูเบาใจลงได้ในที่สุด เหลือบตาขึ้นถาม “เช่นนั้นพวกท่านมาหาเหล่าฟูด้วยเหตุใดรึ?”
หลิงจือยิ้มเยียบเย็นเอ่ย “ร่างกายของคุณหนูซูไม่เป็อะไรก็จริงแต่อาการทางใจกลับหนักอยู่ไม่น้อย...ตอนนี้นางป่วยเป็ไข้ใจ จนไม่ยอมกินข้าวกินปลาหากเป็เช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ เกรงว่าสักวันร่างกายจะรับไม่ไหวเอาได้…”
คหบดีซูได้ยินก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยเอ่ย “คำที่ตู้ฮูหยินพูดมา...เหล่าฟูฟังไม่ค่อยเข้าใจนัก...บุตรสาวข้าป่วยเป็ไข้ใจได้อย่างไร?”
“เื่นี้คือสิ่งที่ข้า้ามาสอบถามท่านระยะนี้คุณหนูซูได้รับการกระทบกระเทือนอะไรบ้างหรือไม่ ถึงได้หมดอาลัยตายอยากข้าวปลาไม่ยอมกิน?”
คิ้วของคหบดีซูขมวดเคร่งยิ่งกว่าเดิมเขาก้มหน้าลง ถอนหายใจแ่เบา
ตอนนี้ซูหย่วนซานที่ยืนอยู่ข้างกันเปิดปากเอ่ย “ท่านพ่อ...หรือว่าจะเป็เื่นั้น…”
“ทำไมข้าจะไม่รู้เล่าว่าเป็เื่นั้น?” คหบดีซูพูดน้ำเสียงเคร่งเครียด “แต่...แต่นางเป็ผู้หญิง...จะทำยังไงได้? เื่พวกนี้นางไม่…”
หลิงจือแสร้งทำทีเป็ไม่รู้เื่รู้ราวเอ่ย “ดูท่าคหบดีซูกับคุณชายซูจะทราบต้นเหตุโรคของคุณหนูซูสินะที่เรามาวันนี้ก็เพื่อจะรักษาคุณหนูซู ไม่ว่าจะเป็โรคทางกาย หรือโรคทางใจเหลียนหลี่ถังของเรารักษาได้ทั้งสิ้นแต่ก่อนอื่น...เราต้องรู้ต้นเหตุของโรคก่อน...”
“แต่ว่า...นี่อาจไม่ค่อยสะดวก…” คหบดีซูสีหน้าลำบากใจ
หลิงจือเห็นเขาไม่กล้าพูดก็ลุกขึ้นยืนเอ่ย “ในเมื่อคหบดีซูไม่ยินยอมบอกต้นเหตุ เช่นนั้นพวกเราคงไม่อาจทำอะไรได้คงต้องทนดูคุณหนูซูผ่ายผอมลงไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็...เฮ้อ เอาเถิดหากนั่นเป็สิ่งที่พวกท่านเลือก เราคงต้องขอลา”
พูดจบหลิงจือก็เดินพรวดพราดไปทางประตู ตอนแรกตู้เหิงมีท่าทีงุนงงเล็กน้อยก่อนจะรีบเดินตามไป
ซูหย่วนซานเห็นเช่นนั้นก็รีบเดินออกไปขวางพวกเขาไว้เอ่ย “ท่านหมอตู้พวกท่านอย่าเพิ่งไป! ได้โปรดอยู่คุยกับพ่อข้าสักครู่”
หลิงจือกับตู้เหิงหยุดยืนนิ่ง
ซูหย่วนซานหันกลับไปเอ่ยกับคหบดีซู “ท่านพ่อ เื่นี้เกี่ยวพันกับอาการป่วยของน้องยังไงเราก็เล่าให้ท่านหมอตู้ฟังหน่อยเถิด!”
“คหบดีซูโปรดวางใจ เราเพียงแค่รักษาโรคจะไม่นำเื่นี้ไปเล่าให้ใครฟังเด็ดขาด” ตู้เหิงเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม
คหบดีซูถอนหายใจ “เอาเถอะวันนี้ข้าคงต้องเสียหน้าแล้วสินะ ต้องโทษข้าที่อบรมลูกสาวไม่ดีเอง งานแต่งดีๆ ไม่ยอมตอบรับกลับไปถูกใจผู้ชายที่ไหนไม่รู้...เฮ้อ ลูกสาวคนนี้ ช่างไม่สนใจกฎเกณฑ์อะไรทั้งสิ้นทำเอาตาแก่อย่างข้าไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแล้ว…”
“อ้อ? ที่แท้คุณหนูซูก็มีชายในดวงใจแล้วนี่เอง” หลิงจือกลับมานั่งที่เดิมอีกครั้ง “แต่ดูท่าคนที่คุณหนูซูถูกใจจะไม่เข้าตาท่าน? ไม่ทราบว่าเป็คุณชายตระกูลไหนรึ?”
คหบดีซูถอนใจอีกครั้งก่อนจะเล่าเื่ไป๋เสี่ยวโหลวช่วยซูเมิ่งเสวี่ยจากโจรป่าให้พวกเขาฟังเล่าจบก็เอ่ยต่อ “ไป๋เสี่ยวโหลวผู้นั้นมีบุญคุณช่วยชีวิตนางก็ไม่น่าแปลกหรอกที่นางจะชอบเขา…”
“อ๋อ ข้านึกว่าใครเสียอีก ที่แท้ก็บุตรบุญธรรมของเถ้าแก่จินเ้าของร้านแลกเงิน ‘เหิงไท่’ นี่เอง” หลิงจือแสร้งทำท่าเหมือนเพิ่งนึกได้ “ข้าพอคุ้นเคยกับจินหลิ่วเอ๋อร์บุตรสาวเถ้าแก่จินอยู่บ้างเคยไปเยี่ยมบ้านอยู่บ้างบางครั้ง ก็เคยพบเจอคุณชายท่านนี้อยู่คุณชายไป๋ท่านนี้บุคลิกหน้าตางามสง่า ทำงานที่ร้านแลกเงินก็เอาการเอางานดีสมองปราดเปรื่องคล่องแคล่ว ถือว่าเป็ผู้ช่วยที่ดีคนหนึ่ง เถ้าแก่จินก็คอยชื่นชมอยู่ตลอด์คงสงสารที่เขาไม่มีบุตรชาย จึงส่งผู้ช่วยมือดีเช่นนี้มาให้ แล้วยังบอกอีกว่าอีกหน่อยเื่ในบ้านนอกบ้านคงต้องฝากให้เขาช่วยจัดการแล้ว ได้ฟังเช่นนี้ท่านไป๋คงจะได้เป็ผู้สืบทอดกิจการของตระกูลต่อ”
***ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/29dcc53d184b6208da3a5c6049a2d19e
***เวลาแชร์หรือเมาท์มอยนิยายเื่ภรรยาสาวในบ้านหมอยาจกที่ไหนขอฝากแฮชแท็ก #ภรรยาสาวในบ้านหมอยาจก #เรือนหอมหมื่นลี้ #readAwrite ด้วยน้า