“ลูกพี่ เหตุใดเด็กคนนั้นถึงกลายเป็นคนดุดันและเย็นชาเช่นนี้ได้ล่ะขอรับ?” ซู่เหยมุดออกมาจากแขนเสื้อของมู่เชียนจิ่ว จากนั้นก็ปีนขึ้นไปบนบ่าของนาง พลางเอียงคอถาม
มู่เชียนจิ่วมองซู่เหยด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย “เจ้ารู้จักนางหรือ?”
“แน่นอน ครั้งแรกที่นางถูกส่งมาที่นี่ดูเหมือนนางจะกลัวความมืด อีกทั้งยังตกใจกลัวจนฉี่ราดด้วยนะขอรับ” ซู่เหยชี้ไปที่มุมหนึ่ง “นั่นไง ตรงนั้น!”
มู่เชียนจิ่ว “...”
ยากจะจินตนาการว่าคนที่มีนิสัยมุทะลุอย่างจิ่งอี๋จะกลัวความมืด อีกทั้งยังตกใจจนฉี่ราดอีกด้วย
“จริงสิ ลูกพี่ พรุ่งนี้เราจะได้ออกไปจากที่นี่แล้วใช่หรือไม่ขอรับ?” กระรอกเจ้าสำราญเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น มันถึงขั้นจินตนาการว่าบรรดากระรอกตัวเมียมากมายกำลังรอต้อนรับมันอยู่ด้านนอกแล้ว
ภาพที่มันจินตนาการช่างงดงามจริง ๆ งดงามจนมันแทบจะหลั่งน้ำตาออกมาเลยทีเดียว
“อืม แต่ตัวตนของเจ้าในตอนนี้ หากมีคนจำได้ขึ้นมา เกรงว่าต้องมีปัญหาตามมาเป็นแน่” มู่เชียนจิ่วจ้องมองขนที่ทอแสงเรืองรองของซู่เหย พลางพึมพำ
ซู่เหยกลอกตาไปมาอย่างใช้ความคิด “ข้ามีวิธีขอรับ!”
จากนั้นเจ้ากระรอกสะบัดตัวเล็กน้อย แสงสะท้อนหลากสีสันจากขนของมันพลันหายไปในพริบตา กลายเป็นเพียงขนสีเทาขุ่น ๆ ที่ไม่ดูสะดุดตาเท่านั้น
“อื้ม แบบนี้ปลอดภัยกับเจ้าเยอะเลย!” มู่เชียนจิ่วคลี่ยิ้มด้วยความพึงพอใจ รูปลักษณ์ของซู่เหยในเวลานี้แทบไม่ต่างอะไรกับสัตว์ศักดิ์สิทธิ์จำพวกกระรอกทั่ว ๆ ไป เช่นนี้เวลาพามันออกไปข้างนอกด้วย ก็จะช่วยเลี่ยงปัญหาได้มากทีเดียว
ยิ่งไปกว่านั้น บนดินแดนเสวียนอู่ สัตว์ศักดิ์สิทธิ์จำพวกกระรอกก็มีอยู่หลายพันชนิด ผู้แข็งแกร่งที่เคยเห็นกระรอกหาสมบัติมาก่อนก็มีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย
ปลอมตัวเช่นนี้มู่เชียนจิ่วก็สามารถพาซู่เหยออกไปตามหาสมบัติได้อย่างสบายใจ การเป็นเศรษฐีนีไม่ใช่ความฝันอีกต่อไปแล้ว หากเป็นไปได้ นางจะขอเลี้ยงดูอาจารย์เอง!
แค่ก ๆ นางไม่ได้คิดอะไรเหลวไหลจริง ๆ นะ นางเพียงแค่คิดอยู่เสมอว่า คนเราหากไม่มีความฝัน ก็ไม่ต่างอะไรกับการอยู่ไปวัน ๆ
เราควรกำหนดเป้าหมายเล็ก ๆ ให้ตัวเองสิ ใครจะรู้ หากวันหนึ่งมันกลายเป็นจริงขึ้นมาล่ะ!
----------
ยอดเขาชุ่ยจู๋
ในเวลานี้ ภายในเรือนหลังหนึ่ง มู่เทียนเซี่ยดวงตาเบิกโพลง มุมปากมีเลือดไหล นางกำลังบำเพ็ญเพียรอยู่ แต่กลับมีสัญญาณเกิดธาตุไฟเข้าแทรก
เมื่อใคร่ครวญดูแล้ว มู่เทียนเซี่ยก็เลือกที่จะโยนความผิดทั้งหมดนี้ให้กับซูจิ่ว!
นางรู้มาจากอาจารย์ว่ากระบี่ชิงซวงรับซูจิ่วเป็นนายแล้ว อีกทั้งมันยังเป็นฝ่ายบังคับให้ซูจิ่วยอมรับมันอีกด้วย ทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องนี้ มู่เทียนเซี่ยก็รู้สึกแค้นใจจนกระอักเลือดออกมา!
นางพยายามทุกวิถีทาง ถึงขนาดยอมสัญญาที่เสียเปรียบ กระบี่ชิงซวงจึงใจอ่อนลงและยอมรับนางเป็นนาย ทว่าสุดท้ายนอกจากจะไม่ได้มันมาครอบครองแล้ว ยังถูกกระบี่ชิงซวงทำร้ายจนบาดเจ็บอีก
แต่เจ้าซูจิ่วสารเลวนั่นไม่ได้ทำอะไรเลย อาวุธเซียนและของวิเศษมากมายต่างพากันเอาอกเอาใจมัน มันมีอะไรดีกัน!
ความแค้นระหว่างพวกเขาทั้งสองหยั่งรากลึกลงเรื่อย ๆ
เจ้าสารเลวนั่นไม่เพียงชิงผลไม้ศักดิ์สิทธิ์ของนางไป ทำให้อวิ๋นเซียงต้องตาย ตอนนี้ยังมาแย่งอาวุธเซียนของนางไปอีก หนำซ้ำยังเตะนางจนกระเด็นด้วย!
ความแค้นเหล่านี้เพียงพอที่นางจะสังหารมันเป็นพันเป็นหมื่นครั้งแล้ว!
และขอเพียงเจ้าซูจิ่วนั่นตายเมื่อใด นางก็จะมีโอกาสชิงกระบี่ชิงซวงมา ไม่ใช่แค่กระบี่ชิงซวง อาวุธเซียนชิ้นอื่น ๆ ของเจ้าซูจิ่วก็ต้องตกเป็นของนาง!
ใบหน้างดงามเวลานี้เต็มไปด้วยความเคียดแค้น มู่เทียนเซี่ยใช้เคล็ดวิชาลับส่งข่าวไปยังตระกูลมู่แล้ว รวมทั้งอธิบายลักษณะภายนอกของซูจิ่วอย่างละเอียดไปด้วย
รอการฝึกฝนของสำนักเริ่มขึ้นเมื่อใด นั่นจะเป็นวันตายของเจ้า ซูจิ่ว!
“เซี่ยเอ๋อร์”
เมื่อได้ยินเสียงเรียกจากด้านนอก มู่เทียนเซี่ยก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป นางรีบเช็ดเลือดที่มุมปาก จากนั้นก็ลุกขึ้นไปเปิดประตู “อาจารย์”
“อืม” จิ่งอี๋มองหน้าศิษย์สายสืบทอดคนใหม่ของตนด้วยสายตาอ่อนโยน “ความแค้นระหว่างเจ้ากับซูจิ่วก่อนหน้านี้ อาจารย์จะไม่ซักไซ้ไล่เลียงอะไรให้มากความอีก แต่นับจากวันนี้ไป เจ้าก็อย่าไปหาเรื่องเขาอีก”
มู่เทียนเซี่ยใจเต้นแรง …ผู้อาวุโสจิ่งอี๋ไม่เชื่อทุกคำที่นางพูดจริง ๆ ด้วย
“อาจารย์ ข้า...”
“ความแค้นของพวกเจ้าก่อนหน้านี้ อาจารย์ไม่อาจแก้ไขอะไรให้ได้ แต่เจ้าเป็นศิษย์ของข้าแล้ว นับแต่นี้ไปข้ามีหน้าที่ดูแลเจ้า” จิ่งอี๋เอ่ยเสียงเข้มขึ้น “หากเจ้าทำผิดกฎของสำนักและถูกเจ้าสำนักทราบเรื่องเข้า แม้แต่อาจารย์ก็คงไม่สามารถปกป้องเจ้าได้!”
มู่เทียนเซี่ยดวงตาเบิกโพลง รีบก้มหน้าลงทันที “เจ้าค่ะ ศิษย์ทราบแล้วเจ้าค่ะ”
“นับตั้งแต่วันนี้ไป อาจารย์จะถ่ายทอดเคล็ดวิชาให้เจ้า” จิ่งอี๋หยุดไปชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยต่อ “หลังจากเสร็จสิ้นการฝึกฝน อาจารย์จะเสนอให้เจ้าเข้าร่วมการประลองระหว่างสำนัก นี่เป็นโอกาสดีในการสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเอง อาจารย์ไม่คาดหวังว่าเจ้าต้องได้สามอันดับแรกในการประลอง แค่ติดหนึ่งในสิบอันดับแรก อาจารย์ก็พอใจมากแล้ว!”
“การประลองระหว่างสำนัก!” มู่เทียนเซี่ยเงยหน้าขึ้น ดวงตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
การประลองระหว่างสำนัก ทุก ๆ ร้อยปีจะมีขึ้นหนึ่งครั้ง สำนักใหญ่ ๆ จะส่งศิษย์ที่มีฝีมือและมีอายุน้อยกว่าหนึ่งร้อยปีเข้าประลอง หากสามารถเข้าร่วมเป็นหนึ่งในร้อยคนได้ ก็จะมีโอกาสติดอันดับผู้กล้าของยุค!
หากโชคดีติดหนึ่งในสิบอันดับแรก จะได้รับรางวัลเป็นของวิเศษขั้นสุดยอด ส่วนสามอันดับแรกจะได้รับอาวุธครึ่งเซียนหรืออาวุธเซียน!
“ถูกต้อง เจ้ายังมีเวลาอีกสามเดือน” จิ่งอี๋จับจ้องมู่เทียนเซี่ยครู่หนึ่ง “ดังนั้นอย่าทำให้อาจารย์ผิดหวังเด็ดขาด”
“ศิษย์จะไม่ทำให้อาจารย์ผิดหวังแน่นอนเจ้าค่ะ!” มู่เทียนเซี่ยรู้สึกตื่นเต้นมาก เพียงแต่เมื่อคิดถึงอาวุธเซียนที่ถูกแย่งไป ในใจก็ยังรู้สึกเคียดแค้น!
ถ้าหากนางมีอาวุธเซียนอยู่ในมือละก็ นางมั่นใจว่านางจะต้องติดสามอันดับแรกอย่างแน่นอน และอาจมีโอกาสได้อันดับหนึ่งด้วยซ้ำ!
แต่ด้วยตบะบารมีของนางในตอนนี้ บวกกับไม่มีอาวุธเซียนอยู่ในมือ หากนางสามารถติดหนึ่งในสิบอันดับแรกได้ก็นับว่าโชคดีมากแล้ว
การเข้าสู่อันดับผู้กล้า ต่อให้อันดับจะห่างกันเพียงแค่หนึ่งอันดับ แต่สถานะกลับต่างกันราวฟ้ากับเหว โดยเฉพาะผู้กล้าสิบอันดับแรกที่จะได้รับการสรรเสริญเยินยอจากผู้คนมากมาย
ดังนั้นในการประลองระหว่างสำนักครั้งนี้ มู่เทียนเซี่ยหมายมาดเป็นอย่างยิ่งว่าจะต้องติดหนึ่งในสิบอันดับแรกให้ได้! ถึงเวลานั้นตระกูลมู่ของนางก็จะพลอยมีชื่อเสียง นี่เป็นโอกาสเดียวของนางแล้ว!
มู่เทียนเซี่ยหลุบตาลง ไอสังหารในแววตาแรงกล้าขึ้นเรื่อย ๆ
…หากสามารถสังหารซูจิ่วก่อนการประลองระหว่างสำนัก และชิงกระบี่ชิงซวงมาได้ละก็ นางจะต้องสมปรารถนาอย่างแน่นอน!
โชคดีที่ยังมีเวลาอีกสามเดือนในการเตรียมตัว ‘ซูจิ่ว เจ้ากล้าขวางทางข้ามู่เทียนเซี่ย เช่นนั้นข้าจะทำให้เจ้าตายอย่างไร้ดินกลบหน้า คอยดู!’
“เจ้าตามอาจารย์มา” จิ่งอี๋ไม่สังเกตเห็นแววตาอาฆาตของศิษย์รักของตนแต่อย่างใด สำหรับนางแล้วหากมู่เทียนเซี่ยสามารถทำอันดับที่ดีได้ นางก็จะพลอยได้หน้าไปด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น ชีพจรวิญญาณระดับฟ้าหาได้ยากยิ่ง ต่อให้เป็นสำนักชั้นสูง เกรงว่าก็มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ดังนั้นนางจึงตั้งความหวังกับมู่เทียนเซี่ยเอาไว้มาก!
ส่วนการติดหนึ่งในสิบอันดับแรกของผู้กล้า นางไม่ได้หวังถึงเพียงนั้น
เหตุที่นางพูดเช่นนั้นก็เพื่อต้องการปลุกใจมู่เทียนเซี่ย เพราะทุกสำนักต่างก็มียอดฝีมือมากมายนับไม่ถ้วน รวมถึงผู้ที่มีฝีมือไร้เทียมทาน ศิษย์เหล่านี้ส่วนใหญ่ล้วนได้รับการถ่ายทอดเคล็ดวิชาที่ร้ายกาจของแต่ละสำนักมา ไม่แปลกอะไรที่พวกเขาจะมีอาวุธครึ่งเซียนหรืออาวุธเซียนเป็นของคู่กาย
น่าเสียดายที่มู่เทียนเซี่ยไม่ได้กระบี่ชิงซวงมาครอง ไม่เช่นนั้นนางคงพอมีความหวังที่จะได้เป็นหนึ่งในสิบอันดับแรก
มู่เทียนเซี่ยเดินตามหลังจิ่งอี๋ไป ภายในใจก็คิดหาวิธีสังหารซูจิ่วให้จงได้โดยไม่ให้คนในสำนักรู้ แต่เรื่องนี้หากให้คนอื่นทำ นางเองก็ไม่วางใจเช่นกัน
‘ซูจิ่ว ข้าจะทำให้เจ้าได้รู้ว่า การเป็นศัตรูกับข้า เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดที่สุดในชีวิตเจ้า!’
----------
“ฮัดชิ่ว!”
ณ ผาสำนึกผิด
มู่เชียนจิ่วจามออกมาติด ๆ กันหลายครั้งแล้ว จนนางต้องเอามือขยี้จมูกด้วยความไม่สบอารมณ์
“บัดซบ ใครแอบด่าข้าลับหลังอยู่กันฮะ!”
.
.
.