บัณฑิตไร้ร่องรอยหัวเราะเสียงดัง ดื่มสุราอีกอึกหนึ่ง กล่าวต่อว่า
“เื่นี้มิต้องเปลืองสมองก็คาดเดาได้ พวกมันศิษย์พี่น้องแม้ชื่อเสียงมิได้ด่างพร้อย แต่ยังมิใช่ตัวดีอะไรหม่าเทียนลุ่นนัดหมายประลองกับผู้อื่น พอกลางดึกกลับลอบพบศิษย์ผู้น้องหากไม่มีเจตนาแอบแฝง ไหนเลยต้องทำลับ ๆ ล่อ ๆ ถังกวงิไม่ลงรอยกับศิษย์พี่ครั้งนี้กลับยอมเข้าสู่จงหยวน เฮอะ แค่นี้ก็คาดเดาเจตนา พวกมันได้ง่ายดายยิ่ง”
หลินอิงฮวาส่ายหน้า เอือมระอา กล่าววาจาประชดประชัน
“เื่ราวทั้งหมด คงถูกท่านจดบันทึกไว้สิ้นแล้ว ไม่ทราบเมื่อไหร่เหล่าชาวยุทธ์จะมีวาสนาได้อ่านกัน”
หยางป๋อหูไม่สนใจ คำกระทบกระเทียบของดรุณีน้อย ยังกล่าวอย่างปลอดโปร่ง
“คาดว่าไม่นานนัก”
ทำท่าแบมือเปื้อนหมึกดำปี๋ ให้ดรุณีน้อยดู
“เ้าไม่เห็นหรือว่า ข้าพเ้าเร่งมือแค่ไหน”
หยางป๋อหูแสร้งส่ายหน้า ทอดถอนหายใจ
“ข้าพเ้าย่อมทราบ มีผู้คนมากมายเพียงใดใจจดจ่อ รองานเขียนเล่มใหม่อยู่”
หลินอิงฮวาร้องเพ้ย
“ท่านกลับหลงตัวเองยิ่ง บอกให้ท่านทราบ ผู้คนต่างยึดถือเศษกระดาษเปื้อนน้ำหมึกของท่าน เป็เพียงนิยายเพ้อเจ้อเท่านั้น ไหนเลยมีผู้ใดรอคอยอ่าน”
บัณฑิตไร้ร่องรอย ได้ยินวาจาแดกดันถึงกับหัวร่อจนสำลักสุรา ต้องไอออกมาหลายครั้ง ค่อยหายใจเป็ปกติแต่ยังไม่สามารถหยุดหัวร่อได้ ด้วยศักดิ์ศรีเช่นมัน ย่อมไม่อาจถือสาหาความดรุณีอายุเยาว์ได้
มันทราบ ดรุณีน้อยนางนี้ เพียง้ากระตุ้น ให้มันเกิดโทสะโต้เถียงกับนางเท่านั้น
ขอเพียงเป็ชาวยุทธ์ แม้อ่านหนังสือไม่ออก ยังต้องเคยรับฟังข้อเขียนของบัณฑิตไร้ร่องรอย
สิบปีมานี้ ข้อเขียนต่าง ๆ ของมัน แพร่หลายอย่างยิ่งในยุทธจักรทุกครั้งเมื่อเขียนหนังสือเล่มใหม่ ต้องมีผู้แย่งกันสั่งจองมากมายฉบับคัดลอกไม่ว่าจัดทำไว้เท่าไร ล้วนขายหมดอย่างรวดเร็ว
เหล่าชาวยุทธ์ต่างถืองานเขียนของมัน เป็ดั่งตำรับตำราของยุทธจักร
หนึ่งในเหตุผล ซึ่งหนังสือของหยางป๋อหูได้รับความนิยมเนื่องเพราะเนื้อหาสนุกสนานเปี่ยมสีสัน ทั้งบรรยายเหตุการณ์ได้ละเอียดลออดุจเสมือนผู้อ่านยืนดูเหตุการณ์อยู่ด้านข้าง
ทว่าเหนืออื่นใด ข้อเขียนทุกเื่ของมัน เที่ยงธรรมอย่างยิ่งไม่ว่าเื่ดีเื่ร้าย ล้วนเขียนตรงไปตรงมา ไม่เคยลำเอียงเข้าข้างหรือไว้หน้าผู้ใดมาก่อน ผู้คนจึงให้ความเชื่อถือ งานเขียนของมันเสมอมา
อีกทั้งในตอนท้าย แต่ละเื่ราวมันได้เขียนบทวิเคราะห์ ความคิดเห็นส่วนตัว เกี่ยวกับเหตุการณ์นั้น ๆ ไว้ด้วย
บทวิเคราะห์ของมันชัดเจนยิ่ง รวบรัดหมดจด ทั้งยังคาดการณ์สิ่งอันจะเกิดตามมา เนื่องเพราะเหตุการณ์นั้น ๆ ได้แม่นยำอย่างยิ่ง เหตุนี้ชื่อเสียงของบัณฑิตไร้ร่องรอยจึงดำรงอยู่ในยุทธจักร ได้จนทุกวันนี้
หยางป๋อหูเดินทางท่องเที่ยวไปทั่ว พบเห็นเื่ราวใดล้วนบันทึกเก็บไว้หากผู้ใดสามารถเชื้อเชิญให้มัน ไปบันทึกเื่ราวของตัวเองได้นั่นหมายความว่าชื่อเสียงคนผู้นั้น ย่อมถูกเล่าขานอย่างกว้างขวาง
ทว่าการตามหาตัวมัน ไหนเลยง่ายดาย...
ชาวยุทธ์ให้ฉายามันว่า ‘บัณฑิตไร้ร่องรอย’
คำว่า ‘บัณฑิต’ ย่อมแสดงถึง ภูมิความรู้อันกว้างขวาง ส่วน ‘ไร้ร่องรอย’นั้นเป็การยกย่อง วิชาตัวเบาอันล้ำเลิศ กล่าวกันว่าทอดตาทั่วแผ่นดินผู้มีวิชาตัวเบาสูสี ใกล้เคียงกับมันคงมีแต่ ‘จอมโจรเสเพล เสี่ยวเซียน’ เท่านั้น
หลินอิงฮวาเห็นมันไม่มีโทสะ ยิ่งไม่ยินยอม กล่าวกระตุ้นมันไม่เลิกรา
“ท่านไม่เพียงหลงตัวเอง ทั้งยังไร้คุณธรรม เห็นผู้อื่นลอบวางแผนร้ายกลับนิ่งเฉยไม่เปิดโปง ปล่อยให้พวกมันดำเนินแผนการ พอเกิดเื่เหนือคาดหมายผู้คนท่านก็ฉกฉวยเอามาเขียนหนังสือ สร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง”
หยางป๋อหูแสร้ง แสดงสีหน้าประหลาดใจ กล่าวว่า
“ข้าพเ้ากลับไม่ทราบว่า ตระกูลหลินกับหมู่ตึกบูรพา มีไมตรีคบหากัน”
หลินอิงฮวาร้องเพ้ยอีกครั้ง
“พวกเราไหนเลย มีการคบหากับหมู่ตึกบูรพา”
คราวนี้หยางป๋อหูกล่าว ด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ข้าพเ้ามิได้มีสามเศียรหกกร ถึงจะได้กล้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวเื่ของนาคามูระ โยชิอิ อย่าว่าแต่ด้วยพลังฝีมือ หม่าเทียนลุ่นกับถังกวงิไม่ว่าใช้วิธีลอบทำร้ายหรือกลุ้มรุม สุดท้ายกลับไม่สามารถ ต่อกรมือสังหารไร้รัก”
หลินอิงฮวาแค่นหัวร่อ กล่าวว่า
“คล้ายท่านเกรงกลัว คนผู้นี้ยิ่ง”
หยางป๋อหูยิ่งกล่าว ยิ่งจริงจัง มิเหลือวาจาล้อเล่นอีกแล้ว
“มิใช่กลัว แต่ข้าพเ้าไม่เคยเห็น วิชาดาบผู้ใด น่าพรั่นพรึงเท่านาคามูระโยชิอิ...”
หลินอิงฮวาไม่คาดคิด มันให้น้ำหนัก มือสังหารไร้รักปานนี้ ต้องเอ่ยถามด้วยความสนใจยิ่ง
“พลังฝีมือของมัน ล้ำเลิศปานนั้นจริงหรือ?”
หยางป๋อหูดื่มสุราอีกอึก ถอนหายใจเฮือกใหญ่
“ผู้คนรับรู้กันทั่วไปว่า ปมเด่นในวิชาดาบ เหล่ายอดฝีมือแดนอาทิตย์อุทัยคือรวดเร็วอำมหิต ชาวยุทธ์ต่างเข้าใจว่า วิชาดาบของนาคามูระ โยชิอิย่อมมิได้แตกต่างออกไป เพียงแต่ดาบของมันรวดเร็ว เหนือกว่าผู้อื่นเท่านั้น แต่เมื่อได้เห็นกับตาข้าพเ้าค่อยทราบว่า...ความน่ากลัวแท้จริง มิใช่เพียงรวดเร็ว หากเป็กระบวนท่าเพลงดาบอันล้ำเลิศ ซึ่งมันใช้ออกต่างหาก...”
หยางป๋อหูหยุดครุ่นคิดชั่วขณะ ค่อยกล่าวต่อ
“ไม่ว่าจะเป็ เพลงดาบห้าเสือล้างตระกูล ดาบแปดทิศ หรือดาบหก กระทั่งดาบปราบมารของเส้าหลินยังด้อยกว่าอักโข ข้าพเ้านึกไม่ออกจริง ๆ วิชาดาบของชาวจงหยวนเรา มีค่ายสำนักใดอาจทัดเทียมวิชาดาบของมัน คิดไม่ถึงในแดนอาทิตย์อุทัยกลับมีวิชาดาบล้ำเลิศปานนี้กำเนิดขึ้น”
หลินอิงฮวาเบ้ปาก ไม่ยอมรับความเห็นของหยางป๋อหู
“ท่านกล่าวประโคมโหม ให้มันจนเกินไปแล้วท่านมิใช่ยอดฝีมือในเชิงดาบ เมื่อดูความพิสดาร ในเพลงดาบมันไม่ออกย่อมไม่แปลกมิได้หมายความว่า วิชาดาบของชาวจงหยวน สู้วิชาดาบแดนอาทิตย์อุทัยไม่ได้เสียหน่อย
“จากที่ท่านพูดแสดงว่า กระบวนท่าของมันต้องสลับซับซ้อนพลิกแพลงพิสดารยิ่งแล้วอย่างไร? แม้มีท่าร่างสลับซับซ้อนปานใดแต่การเสนอหน้าออกมาประลองกับผู้อื่น ท่ามกลางสายตานับร้อยคู่ยังเก็บงำท่าร่างพิสดารอันใดไว้ได้?”
หยางป๋อหูคิดในใจว่า เด็กน้อยนางนี้ ไร้เดียงสายิ่งจริง ๆ
“เห็นแล้วเป็อย่างไร แม้เห็นมันประลองกับผู้อื่นร้อยครั้งจะสามารถหลบคมดาบมันได้หรือ? ไม่มีทาง การที่มันเสนอหน้าประลองกับหม่าเทียนลุ่นกลางถนน นั่นย่อมแสดงว่านาคามูระ โยชิอิเชื่อมั่นในเพลงดาบของตนอย่างยิ่ง
“คนผู้นี้ไม่หวั่นจะมีผู้ใดจดจำ แล้วสามารถแก้เพลงดาบของมันได้ ทั้งมันไม่จำเป็ต้องซุกงำท่าไม้ตายใดไว้ เนื่องเพราะทุกดาบของมัน เป็กระบวนท่าสังหาร...”
บัณฑิตไร้ร่องรอยหยุดทอดถอนใจ เนิ่นนานค่อยกล่าวว่า
“...หากต้องประลองกับคนผู้นี้จริงจัง ข้าพเ้ากลับไม่มีความมั่นใจจะหลบคมดาบของมัน ได้กี่กระบวนท่า...”
หลินอิงฮวาได้ยินดังนั้น ถึงกับนิ่งอึ้ง บัณฑิตไร้ร่องรอยผู้ได้ชื่อว่ามีวิชาตัวเบาล้ำเลิศที่สุด กลับเอ่ยปากยอมรับว่าไม่มีความมั่นใจ
ดรุณีน้อยอดบังเกิด สีหน้าวิตกกังวลมิได้ ค่อยๆ ชำเลืองมองหน้าพี่สาว อย่างเป็กังวล
หลินจวี๋ฮวายังคงนิ่งเงียบ ใบหน้างามยังปราศจากอารมณ์ใดเพียงยกน้ำชาจิบเล็กน้อยเป็บางคราว คำสนทนาระหว่างน้องสาวกับบัณฑิตไร้ร่องรอยคล้ายเป็เพียงสายลมผ่านหู นางหาได้แสดงท่าทีใส่ใจไม่
หยางป๋อหูเข้าใจ ความวิตกกังวลของดรุณีน้อย จึงกล่าวว่า
“เด็กน้อยมิต้องวิตกกังวลเกินไป ขอเพียงพี่สาวเ้ามีพลังฝีมือทัดเทียมท่านปู่พวกเ้า อย่างชาวยุทธ์ร่ำลือกันจริง ย่อมไม่ตกเป็รองนาคามูระโยชิอิแน่นอน”
หลินจวี๋ฮวาเมื่อได้ยินผู้อื่น พาดพิงถึงนาง ค่อยกล่าวขึ้นเนือย ๆ
“จะหาความจริงกระไร กับคำร่ำลือในยุทธจักร พลังฝีมืออย่างข้าพเ้าไหนเลยสามารถนำไปเทียบท่านปู่ได้...”
บัณฑิตไร้ร่องรอยฉีกยิ้มเล็กน้อย ทว่ามันไม่พูดต่อแล้วเนื่องเพราะเสียงขลุ่ย ซึ่งเงียบไปชั่วครู่ พลันดังขึ้นอีกครั้งร่างสูงของมันยืนนิ่ง ทว่าร่องรอยความเกียจคร้านหายไปสิ้นั์ตาแม้ยังแดงก่ำด้วยฤทธิ์สุรา กลับปราศจากอาการเมามายโดยสิ้นเชิงแววเดือดดาลปรากฏขึ้นแวบหนึ่ง ก่อนทอดถอนใจอย่างหงุดหงิด กระแทกตัวนั่งลงยกไหสุราขึ้นดื่มดับโทสะ
ตลอดสามวันที่มันนั่งอยู่ที่นี่ไม่ทราบได้ยินเสียงขลุ่ยนี้ มากน้อยเพียงใด สายตาคมวาวปรายกลับไปจับจ้องใบหน้าหลินจวี๋ฮวาคล้ายไถ่ถาม
‘เ้ายังจำเสียงขลุ่ยนี้ได้หรือไม่’ หากประโยคนี้ มันไม่ได้กล่าวออกไปมันทราบ ไม่จำเป็ต้องกล่าว...
“นี่...เสียงขลุ่ยนี่...” เพียงเสียงขลุ่ยวังเวงดังขึ้นหลินอิงฮวาผู้หลุกหลิกซุกซน ถึงกับนั่งนิ่งอึ้ง ตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ
ตอนนี้วาจายิ่งกล่าว ยิ่งตะกุกตะกัก
“...เป็...เป็เขาจริง ๆ หรือ...”
บัณฑิตไร้ร่องรอยหยางป๋อหู ได้แต่พยักหน้าช้า ๆ
หลินจวี๋ฮวานิ่งอึ้ง ไปครู่ใหญ่เช่นกัน พยายามบังคับน้ำเสียงให้ราบเรียบเสมือนไร้เื่ราวใด แววเ็าจับจ้องหยางป๋อหูแน่วนิ่ง ถามมันว่า
“ท่านมาอยู่ที่นี่ เพื่อเสาะหาคุณชายฟางนี่เองเวลานี้พี่เสวี่ยเฟยอยู่ที่ไหน...”
หยางป๋อหูแค่นเสียง ตอบอย่างหงุดหงิด
“เฮอะ...ข้าพเ้าจะรู้ได้อย่างไร”
เจ็ดปีแล้วนับจาก ‘ฟางเสวี่ยเฟย’ เก็บตัวอยู่ในหมู่ตึกตระกูลฟางไม่ยอมก้าวเท้าออกไปไหน ไม่ว่ายุทธจักรเกิดเื่ราวใด มันล้วนไม่ใส่ใจผู้คนต่างร่ำลือ บัดนี้มันกลายเป็ ‘ขี้เมาอันดับหนึ่ง’ ไปแล้ว
หยางป๋อหูพยายาม ไปเยี่ยมเยียนมัน ณ หมู่ตึกตระกูลฟางหลายครั้งหวังจะสืบข่าวว่า มันเปลี่ยนแปลงเป็เช่นไร เื่ราวความตกต่ำของผู้อื่นเป็สิ่งที่ผู้คนให้ความสนใจยิ่ง หากมันได้เื่ราวใดกลับมาเขียน ย่อมมีผู้คนแห่มาขอซื้ออย่างแน่นอนทว่าประตูหมู่ตึกตระกูลฟางปิดสนิท ไม่ต้อนรับผู้ใดมาตลอดเจ็ดปี...
กระทั่งหนึ่งเดือนก่อน หยางป๋อหูค่อยได้ข่าวจากสายสืบของมันซึ่งแฝงตัวอยู่ในหมู่บ้าน ละแวกหมู่ตึกตระกูลฟาง สายสืบเหล่านี้แฝงตัวอยู่นานจนสนิทสนมกับบ่าวไพร่ตระกูลฟาง ความจริงเื่นี้พวกบ่าวไพร่ ปิดเป็ความลับสุดยอดไม่กล้าแพร่งพรายออกไป จะอย่างไรสายสืบของมัน ย่อมมีวิธีหลอกถามจนได้ความ
ข่าวที่ส่งถึงมันสร้างความตื่นเต้น ระคนยินดีแก่หยางป๋อหูยิ่งเนื่องเพราะข่าวชิ้นนั้นบอกว่า ฟางเสวี่ยเฟยได้รับเทียบเชิญให้ไปงานชุมนุม ณหมู่ตึกพันอักษร บรรดาบ่าวไพร่ต่างคิดว่า เ้านายมันคงไม่สนใจไยดีมิคาดเพียงวันรุ่งขึ้น ฟางเสวี่ยเฟยกลับออกเดินทางแล้ว...
หลังเที่ยวเสาะหา ตามเส้นทางสู่หมู่ตึกพันอักษรอยู่นานมันจึงได้ยินเสียงขลุ่ยนี้
แม้ขณะนี้ได้ยินเสียงขลุ่ยชัดเจน ฟางเสวี่ยเฟยต้องอยู่ใกล้อย่างยิ่งทว่ามันกลับมิอาจระบุทิศทาง และระยะใกล้ไกลแหล่งกำเนิดเสียงขลุ่ยได้
เสียงขลุ่ยราวปีศาจกู่ร้อง สลับซับซ้อนยิ่งนัก ฟังเหมือนอยู่ทางซ้ายแต่ดังแว่วมาจากทางขวา ได้ยินเสียงโหยหวนแ่เบาราวอยู่ห่างไกลทว่าเพียงครู่กลับชัดเจนกระจ่าง ราวผู้เป่ามานั่งอยู่เบื้องหน้า บางครั้งยังดัง ๆแ่ ๆ สลับกับไกล ๆ ใกล้ ๆ จงใจอำพราง แหล่งกำเนิดของตน
ดังนั้นหยางป๋อหู จึงต้องนั่งเมามายอยู่ที่นี่สามวันแล้ว
ถึงอย่างไร เวลาสามวันของมันไม่สูญเปล่า
เนื่องเพราะมันได้ข้อสรุปสำคัญประการหนึ่ง...
ทายาทตระกูลฟางผู้นี้ ต้องไม่ได้กลายเป็ขี้เมาอันดับหนึ่งอย่างผู้คนร่ำลือกันแน่ เพราะขี้เมาอันดับหนึ่ง ไหนเลยสามารถทำให้บัณฑิตไร้ร่องรอยหัวหมุน ได้แต่ผุดลุกผุดนั่งทำอะไรไม่ถูก ต้องจมอยู่กับไหสุราไม่สามารถไปไหนได้ถึงสามวันสามคืน...
หยางป๋อหูก่นด่าอยู่ในใจ
‘ผู้ใดว่าเด็กน้อยนั่น กลายเป็ขี้เมาอันดับหนึ่ง มันสามารถบังคับลมปราณส่งกระแสเสียงได้ดั่งใจเยี่ยงนี้ น่ากลัววิชา 'ลมปราณซ่อนกระบี่'ของมัน ยังก้าวหน้าขึ้นกว่า เมื่อเจ็ดปีก่อนอักโข’
“ในยุทธจักรแม้มีคนอยู่หลายประเภท แต่บุคคลประเภทนี้นับว่ามีอยู่ไม่มากจริง ๆ ...”
หยางป๋อหูกล่าวพลาง กรอกสุราลงคออีก คราวนี้กลับดื่มเพียงเล็กน้อยซ้ำยังค่อย ๆ กรอกลงคอ อย่างเชื่องช้ายิ่ง จากนั้นกล่าวอีกประโยค
“คนผู้นี้ ไม่ยุ่งเกี่ยวเื่ราวในยุทธจักร มานานถึงเจ็ดปี หากคราวนี้กลับยอมเดินทางมาถึงที่นี่...”
ดรุณีผู้ซุกซนนั่งนิ่ง ครุ่นคิดพึมพำกับตนเองเบา ๆ ว่า
“งานชุมนุมครั้งนี้ ไม่อาจมีผู้ใดปฏิเสธได้จริง ๆ”
สายตาแหลมคม ราวเจาะทะลุหัวใจผู้คน มองสตรีทั้งสองเป็เชิงไถ่ถาม
“นั่นย่อมแน่นอน...ไม่เช่นนั้น ไหนเลยสองทายาทตระกูลหลินจะยอมเดินทางฝ่าหิมะมาถึงที่นี่...”
หลินจวี๋ฮวาพยักหน้า กล่าวว่า
“ผู้้าไปหมู่ตึกพันอักษร ล้วนใช้เส้นทางนี้ ในหลายวันนี้ต้องมีผู้คนซึ่งเราท่านคาดคิดไม่ถึง ยินยอมเดินทางยามอากาศเยี่ยงนี้ เป็จำนวนมาก”
เสียงขลุ่ยอันคุ้นเคย ทำให้หัวใจหลินจวี๋ฮวาเต้นแรงอย่างไม่เคยเกิดขึ้น ตลอด่เวลาเจ็ดปี จิตใจนางเวลานี้ว้าวุ่นอย่างยิ่งจะอย่างไรนางพยายาม ข่มน้ำเสียงให้เป็ปกติ ไหนเลยยินยอมเผยความรู้สึกต่อหน้าผู้อื่น...