“ไอ้คนแซ่ซู อย่าคิดว่าฝึกเคล็ดวิชาเกลาหยินเก้าสกัดถึงขั้นที่ห้าแล้วจะทำอะไรตามใจชอบได้นะ!” จูเทาแยกเขี้ยวชี้นิ้วใส่ซูหยางพลางตะคอก “แกนึกว่าฝึกถึงระดับผิวทองแดงกระดูกเหล็กแล้วฉันจะจัดการแกไม่ได้หรือไง!?”
ซูหยางนิ่งเฉย
เขาี้เีจะอธิบาย และไม่มีความจำเป็ต้องอธิบายด้วย
เพราะมันไม่ได้ช่วยให้เงินเดือนเพิ่มขึ้น
เมื่อเห็นจูเทาติดกับ ซูหยางก็แกล้งทำสายตาเยาะเย้ยกลับไป “สรุปคือ เธอจะเดิมพันกับครูใช่ไหม?”
“ทำไมจะไม่กล้าเดิมพันล่ะ!” จูเทาแค่นเสียงเย็น “แต่ต้องเป็ไปตามกติกาของฉัน!”
“กติกาอะไร?”
“วัดกันที่ความเร็ว!” จูเทาเอ่ยออกมาตรง ๆ “ที่ลานฝึก เรามาแข่งวิ่งร้อยเมตรกัน ใครถึงเส้นชัยก่อนคนนั้นชนะ กล้าไหมล่ะ!?”
ซูหยางหรี่ตาลง ทักษะคุรุไร้พ่ายเป็เพียงการทำให้ความเสียหายที่นักเรียนทำต่อตนเป็โมฆะเท่านั้น ไม่ได้ช่วยเพิ่มสมรรถภาพร่างกายใด ๆ เลย
เขายังเป็แค่นักรบขั้นเก้า หากแข่งความเร็วกับจูเทาที่เป็ระดับจิติญญายุทธ์ขั้นแปด ย่อมแพ้อย่างไม่ต้องสงสัย แต่ว่า... ปัญหาไม่ใหญ่!
“ได้! แต่ต้องตกลงกันไว้ก่อนนะ ถ้าแพ้แล้วไม่ยอมรับละก็ เื่ของใครบางคนที่โดนไฟดูดจนกางเกงเปียก...”
“ไอ้สารเลว...” จูเทาเบิกตากว้างจนแทบถลน กัดฟันกรอด “ลูกผู้ชาย คำไหนคำนั้น!”
“ดี งั้นไปที่ลานฝึกกันเดี๋ยวนี้เลย!”
ซูหยางดีดนิ้วแล้วหันหลังเดินออกจากห้องเรียนทันที สายตาของทุกคนในห้อง 5 ต่างจ้องมองไปที่จูเทาโดยพร้อมเพรียงกัน
“เทาจื่อ เขาตอบตกลงเร็วเกินไป มีพิรุธแน่!”
“เขาต้องซ่อนแผนเด็ดไว้แน่ ๆ!”
แววตาจูเทาเย็นเยียบพลางครุ่นคิด
ไม่นานนัก ซูหยางและนักเรียนห้อง 5 ก็มาถึงลานฝึก
กำหนดจุดสตาร์ทและเส้นชัย ระยะทางประมาณร้อยเมตรพอดี
หลี่อีิรับหน้าที่เป็คนให้สัญญาณ
ทั้งสองยืนอยู่ที่จุดสตาร์ท เตรียมพร้อมในท่าวิ่ง
ซูหยางและจูเทาสบตากัน ต่างคนต่างตัดสินใจบางอย่างไว้ในใจแล้ว
‘แค่แข่งความเร็ว ไม่ได้บอกว่าห้ามทำอย่างอื่น พอหลี่อีิให้สัญญาณ ฉันก็จะพุ่งไปกอดจูเทาไว้ ด้วยทักษะคุรูไร้พ่าย ถ้าเขาออกแรงสลัดก็นับเป็การโจมตีฉัน ดาเมจจะเป็โมฆะ ฉันจะอาศัยจังหวะชุลมุนเหวี่ยงเขาออกไป เขาแพ้แน่…’ ซูหยางแอบยิ้มในใจอย่างผู้ชนะ
‘ไอ้คนแซ่ซูตอบตกลงง่ายขนาดนี้ ต้องมีแผนลับแน่ เผลอ ๆ อาจจะซ่อนพลังไว้ด้วย อีกอย่างฉันไม่ได้กำหนดกติกาข้อห้ามไว้ พอหลี่อีิให้สัญญาณ ฉันจะพุ่งเข้าไปรวบตัวมันแล้วทุ่มลงพื้น ด้วยพละกำลังระดับจิติญญายุทธ์ขั้นแปดของฉัน มันไม่มีทางดิ้นหลุดแน่ พอเหวี่ยงมันออกไป มันก็แพ้ราบคาบ…’ จูเทาแอบแค่นเสียงในใจอย่างมั่นใจ
“เข้าที่!” หลี่อีิเห็นทั้งคู่ตั้งท่าเตรียมพร้อมแล้ว จึงเริ่มให้สัญญาณ “ระวัง!”
“ไป!”
สิ้นเสียงสัญญาณ ซูหยางและจูเทาขยับตัวพร้อมกัน แต่กลับไม่ได้พุ่งไปข้างหน้า ทั้งคู่กลับพุ่งเข้าหาฝ่ายตรงฉันมแล้วกอดกันไว้แน่นทันที
ซูหยาง: ?
จูเทา: ?
นักเรียนห้อง 5: ?
จูเทามีปฏิกิริยาก่อน เขาะเิพลังออกมาทันที!
ทว่าเมื่อเขาออกแรง จูเทาก็รู้สึกถึงลางร้าย ซูหยางราวกับปักรากฐานลงบนดิน ไม่ว่าเขาจะออกแรงแค่ไหนก็ไม่สามารถะเือีกฝ่ายได้แม้แต่น้อย
ฉิบหายแล้ว!?
นิ่งงันดั่งขุนเขา!?
สีหน้าจูเทาเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง พร้อมกับเสียงคำรามเบา ๆ ของซูหยาง เขาออกแรงยกร่างจูเทาขึ้น แล้วใช้แรงทั้งหมดที่มีเหวี่ยงจูเทาไปด้านหลังอย่างสุดกำลัง!
ทันทีที่มือว่าง ซูหยางก็หันหลังกลับแล้ววิ่งสุดฝีเท้าไปยังเส้นชัยราวกับเหินเวหา!
จูเทาที่ลอยอยู่กลางอากาศพยายามทรงตัวจนลงพื้นได้อย่างมั่นคง แต่เขาก็ถูกเหวี่ยงออกไปไกลกว่าสิบเมตรแล้ว เมื่อมองไปที่เส้นชัย ซูหยางที่ยืนหอบแฮก ๆ ไปถึงที่นั่นแล้ว ใบหน้าของจูเทาเปลี่ยนเป็มืดมนทันที
นักเรียนห้อง 5 ต่างตกตะลึง
เกิดอะไรขึ้น!?
“เทาจื่อ เกิดอะไรขึ้น!?”
“ทำไมนายสู้แรงไอ้คนแซ่ซูไม่ได้จนโดนเหวี่ยงออกมาล่ะ!?”
ทุกคนวิ่งไปหาจูเทาด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
“ฉันเดาผิดไป เ้านั่นฝึกถึงขั้น 'นิ่งงันดั่งขุนเขา' แล้ว”
“หา!? นิ่งงันดั่งขุนเขา!?”
ทุกคนต่างสงสัย
จูเทาหน้าดำคร่ำเครียด “ขั้นที่หกของเคล็ดวิชาเกลาหยินเก้าสกัด 'นิ่งงันดั่งขุนเขา' พลังของฉันถูกเขาสลายออกไปหมดด้วยวิชาสลายพลัง ขยับเขาไม่ได้เลยสักนิด!”
“...”
ทุกคนหันไปมองซูหยางที่ยืนหอบเหนื่อยอยู่ตรงเส้นชัยด้วยสายตาเหลือเชื่อ
แกจะกลัวเจ็บขนาดไหนกันแน่เนี่ย!
นอกจากวิชาป้องกันแล้ว แกไม่ฝึกอย่างอื่นเลยใช่ไหม!?
ซูหยางยืนอยู่ที่เส้นชัยด้วยความเบิกบานใจ ะโออกไปว่า “จูเทา เดิมพันกันแล้วต้องยอมรับนะ! เธอคงไม่เบี้ยวใช่ไหม!?”
“คำไหนคำนั้น!” จูเทาแม้จะไม่ยินยอมในใจ แต่ก็ทำได้เพียงะโกลับไปว่า “ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป ผมจะเริ่มฝึกตามคำสั่งของคุณ!”
ซูหยางดีใจสุดขีด
แม้จะรู้ว่าจูเทาคงไม่พอใจนัก แต่อย่างน้อยเขาก็ก้าวผ่านก้าวแรกมาได้แล้ว
เขามองเห็นสายตาของนักเรียนห้อง 5 ที่เริ่มระแวดระวังตนมากขึ้น ซูหยางรู้ดีว่าวิธีนี้ใช้ได้แค่ครั้งเดียว ครั้งหน้าคงใช้ไม่ได้ผลแล้ว
แต่เื่ในอนาคตค่อยว่ากัน ตอนนี้ต้องหาวิธีให้จูเทาััวิชาเข็มก่อน
ขอแค่ได้รับประโยชน์เพียงเล็กน้อย เ้านี่ก็จะรู้เองว่าครูอย่างเขาไม่ได้ประสงค์ร้าย
เมื่อทุกคนกลับมาที่ห้องเรียน ซูหยางก็เรียกจูเทาเข้าไปในห้องทำงาน
เห็นจูเทาที่ทำหน้ามุ่ยไม่ยอมรับ ซูหยางก็ปั้นหน้าจริงจังทันที “เป็ลูกผู้ชายต้องคำไหนคำนั้น ตอนนี้ฉันเป็ครู เธอเป็นักเรียน แสดงท่าทางที่นักเรียนควรจะมีออกมาหน่อย ยืนตัวตรง!”
จูเทาแม้จะมีสายตาไม่ยอมแพ้ แต่ก็ยอมยืนตัวตรง
“สรุปเรียกผมมาทำไม!?”
“เธอคุยกับครูแบบนี้เหรอ?”
จูเทายิ้มที่มุมปาก กัดฟันพูดออกมาทีละคำจนแทบจะแหลกละเอียด “อาจารย์... อาจารย์ซู มีอะไรจะสั่งครับ?”
“จะมาปรึกษาเื่บันทึกเคล็ดการฝึกควบคู่น่ะ”
“หืม... หะ!?”
จูเทาถอยหลังหนีด้วยความหวาดกลัว “เพศเดียวกัน... ยังจะฝึกคู่ได้อีกเหรอ!?”
ซูหยางกลอกตาด้วยความเอือมระอา “ในหัวเธอนี่มันมีแต่อะไรอยู่กันแน่!? ที่ครูหมายถึงคือการฝึกเคล็ดวิชาสองอย่างพร้อมกันต่างหาก”
“อ้อ... หา!?” จูเทาเบิกตากว้าง “นี่ครูล้อเล่นหรือเปล่า!? ผมจะฝึกสองวิชาพร้อมกันได้ยังไง!? ครูเห็นผมเป็อัจฉริยะวรยุทธ์หนึ่งในหมื่นหรือไง!?”
โดยปกติแล้ว ตลอดชีวิตนักรบจะเลือกฝึกวิชาประเภทเดียว
ย้ำว่าประเภทเดียว ไม่ใช่วิชาเดียว
เช่น ่มัธยมฝึกวิชาหมัดพื้นฐาน พอเข้ามหาวิทยาลัยก็สามารถเลือกวิชาหมัดระดับสูงเพื่อยกระดับขีดจำกัดของตนเอง
ซูหยางตอนมัธยมฝึก ‘เคล็ดวิชาศิลาแกร่ง’ ซึ่งเป็วิชาป้องกันพื้นฐาน พอเข้าวิทยาลัยครูวรยุทธ์จึงได้เรียน ‘เคล็ดวิชาเกลาหยินเก้าสกัด’ ซึ่งเป็วิชาป้องกันระดับสูง
แต่ถ้าไม่ใช่ประเภทเดียวกัน จะมีแค่สองทางเลือก
คือฝึกควบคู่ หรือเริ่มฝึกใหม่
การฝึกวิชาสองอย่างพร้อมกันจริง ๆ แล้วไม่ใช่เื่หายาก ในความจำของซูหยาง รุ่นพี่ที่วิทยาลัยครูวรยุทธ์หลายคนก็ฝึกควบคู่กัน
การฝึกสองวิชาจริง ๆ แล้วไม่มีความเสี่ยง ตราบใดที่วิถีวรยุทธ์ทั้งหลายล้วนถือกำเนิดมาจาก 'ปราณ' ขอเพียงคุณทำให้ปราณในร่างกายไหลเวียนได้โดยไม่ติดขัด จะฝึกสามหรือสี่อย่างก็ไม่มีปัญหาและความยากมันก็อยู่ตรงนี้
ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายๆ การฝึกหนึ่งวิชาคือปราณสายหนึ่งที่ไหลเวียนในร่างกาย วิชาประเภทเดียวกันจะทำให้ปราณสายนั้นแข็งแกร่งขึ้น ขยายเส้นชีพจร และเนื่องจากปราณประเภทเดียวกันจะกลืนกินและหลอมรวมกัน จึงไม่มีการเรียกการฝึกวิชาประเภทเดียวกันว่าเป็การฝึกควบคู่
ภายใต้เงื่อนไขนี้ การฝึกสองวิชาที่ต่างกันจะทำให้เกิดปราณสองสาย ฝึกสามวิชาก็คือสามสาย เป็เช่นนี้ไปเรื่อย ๆ
ปราณสายเดียวเรายังควบคุมได้ไม่ดีพอ คิดจะควบคุมปราณสองสายพร้อมกันงั้นเหรอ? ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสามสายเลย!?
เมื่อใดที่ปราณสองสายนี้สู้กันในร่างกาย รบกวนกันเอง ก็จะทำให้การฝึกหยุดชะงัก หรือแม้แต่ระดับพลังถดถอยได้ง่ายมาก
แน่นอนว่าตราบใดที่ไม่ได้โง่ขนาดจงใจให้ปราณสองสายปะทะกัน โดยทั่วไปก็จะไม่มีอันตรายถึงชีวิต
ดังนั้น คนที่สามารถควบคุมปราณสองสายให้ไหลเวียนในร่างกายได้อย่างราบรื่น มักจะเป็อัจฉริยะวรยุทธ์หนึ่งในหมื่น และพลังทำลายล้างที่ะเิออกมานั้นเหนือกว่านักรบในระดับเดียวกันอย่างมาก
จากจุดนี้ จะเห็นว่าจูเทานั้นเป็เด็กที่รู้จักประมาณตนเองดีมาก
ดังนั้น คนปกติหาก้าฝึกวิชาอื่น มักจะเลือกเริ่มฝึกใหม่ โดยยอมสละระดับพลังปัจจุบันของตนเอง ซึ่งเรียกว่าการสลายพลัง
คนโบราณสลายพลังด้วยการตัดเส้นชีพจรตนเอง ซึ่งสุดโต่งมาก หากพลาดพลั้งก็จะกลายเป็คนพิการและไม่สามารถฝึกวรยุทธ์ได้อีก แต่ปัจจุบันทางการคุนหลุนของหัวเซี่ยมีอุปกรณ์ที่ทันสมัยเพื่อใช้สลายพลังโดยไม่มีความเสี่ยง แต่มักใช้กับเด็กเล็ก ๆ
เพราะยังอายุน้อย หากเรียนผิดวิชาก็ยังมีเวลาและโอกาสที่จะเริ่มใหม่
แต่คนที่มีอายุพอ ๆ กับจูเทา การจะเริ่มใหม่ไม่เพียงต้องใช้ความกล้าหาญอย่างมาก แต่ยังต้องใช้ทรัพยากรมหาศาลเพื่อทุ่มเทให้ตามระดับพลังปัจจุบันได้ทัน
การจะให้เริ่มฝึกใหม่ จูเทาไม่มีวันยอม และพ่อแม่เขาก็ไม่มีวันเห็นด้วยแน่นอน
ซูหยางใคร่ครวญไปมา ภายใต้เงื่อนไขที่เข็มสลักเมฆาปะชะตาฟ้า มีความเข้ากันกับจูเทาถึง 347% การฝึกควบคู่อาจจะเป็ทางเลือกที่สมจริงมากกว่า
เมื่อคิดได้ดังนั้น ซูหยางก็ทำสีหน้าเคร่งขรึม “จูเทา ครูสังเกตเธอมานานแล้ว เห็นว่าเธอมีโครงสร้างร่างกายที่พิเศษ มีดวงชะตาพุ่งทะยาน ที่จริงแล้วเธอคืออัจฉริยะวรยุทธ์หนึ่งในหมื่น มีพร์ระดับเทพยุทธ์...”
จูเทาขมวดคิ้วแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
“เอ่อ เธอจะทำอะไรน่ะ?”
“มิจฉาชีพ ผมจะโทรแจ้งตำรวจ”
“...”