บทที่ 10 คุณย่าอวิ๋นมาหาถึงบ้าน (รีไรต์)
ผ้าชุดนี้มีจำนวนทั้งหมดยี่สิบม้วน ม้วนหนึ่งมีสามสิบเมตร ตอนนี้ในตลาดผ้าชุดนี้ราคาหนึ่งหยวนต่อฟุต หนึ่งเมตรประมาณสามฟุตก็ประมาณว่าหนึ่งเมตรผ้าราคาอยู่ที่ 3 หยวน
แต่ตอนนี้ผ้าที่แช่น้ำและตั้งใจจะนำไปกำจัดเป็ของเสียจะไม่ถูกคำนวณแบบนี้
หัวหน้าฝ่ายผลิตเป็คนใจดีจึงบอกกับอวิ๋นซานว่า “สหายอวิ๋น ผมทำงานในโรงงานตัดเสื้อมา 20 ปีแล้ว รู้วิธีการจัดการกับผ้าเยอะ แต่ไม่เคยได้ยินวิธีที่สหายพูด สหายต้องคิดให้ดี แม้ว่าวิธีที่สหายพูดจะใช้ได้ก็จริง แต่แน่นอนมันยังจะทิ้งรอยไว้ และตอนนี้ผ้าชุดนี้ก็เป็สีขาวทั้งหมด รอยยิ่งจะเห็นชัด”
ในชีวิตที่แล้วของเธอ อวิ๋นซานเคยจัดการกับผ้าที่มีคราบเหลือง ทั้งคราบเหลืองที่เก็บไว้นาน คราบเหลืองจากเหงื่อ และคราบเหลืองที่โดนฝน ตอนนั้นในกั่งเฉิงผ้าชนิดนี้ก็กำลังฮิต นักแสดงหญิงในภาพยนตร์สวมเสื้อเชิ้ตขาวกับกางเกงขายาว ผมลอนใหญ่และลิปสีแดงสด แถมใส่แว่นกันแดด ดูสวยสง่ามาก เป็ที่นิยมอยู่่หนึ่ง
แม้ว่าบางทีอาจจะล้างรอยออกไม่หมด แต่การตัดส่วนที่สะอาดที่ไม่โดนน้ำฝนออกมาก็ยังใช้ได้ แม้จะไม่สามารถตัดชุดเต็มได้ แต่ยังทำอย่างอื่นได้
แน่นอนว่าเงื่อนไขนี้ต้องเป็ราคาที่คุ้มค่า เธอถึงจะพิจารณาว่าจะซื้อหรือไม่
หัวหน้าฝ่ายผลิตเห็นว่าเธอมั่นใจและยืนยันมากจึงยอมแพ้ ยังไงตัวเขาก็เตือนเธอไปแล้ว ในเมื่อเธอไม่ฟังก็ไม่มีทางช่วยแล้ว
แต่เขาก็ไม่กล้าตัดสินใจ จึงไปปรึกษากับผู้จัดการโรงงาน ผู้จัดการโรงงานถามเขาว่า “ได้ยินมาว่าคนที่แก้ปัญหาซิปครั้งนี้เป็สหายที่อายุน้อยเหรอ? วันนี้ก็มาที่โรงงานด้วย?”
หัวหน้าฝ่ายผลิตตอบว่า “ใช่ สหายที่ขอซื้อผ้าก็เป็เธอ”
…
ผู้จัดการโรงงานโบกมือ “ถ้าสหายคนนั้น้าก็มอบให้เธอไป แต่ถ้าคนรู้เยอะก็คงจะไม่ดีนัก เราก็ไม่สามารถไม่เก็บเงินเลยได้ ดังนั้นคิดราคาเมตรละหนึ่งเหมา ดูว่าเธอจะเอาหรือไม่ ถ้าสหายสามารถซักได้สะอาดจริง ๆ ก็ถือว่าเป็การให้ของขวัญ”
ผ้าหนึ่งเมตรราคาหนึ่งเหมา รวมหกร้อยเมตร คิดเป็เงิน 60 หยวน เท่ากับเงินเดือนหนึ่งเดือนของเธอ ซึ่งเธอพอรับได้กับราคานี้ พอดีว่าในกระเป๋ามีเงินอยู่ห้าสิบกว่าหยวน เช้าวันนี้ตอนที่ส่งอวิ๋นโหย่วฝูไปทำแผล กลัวว่าจะต้องใช้เงินเพิ่มเธอเลยพกติดตัวมาด้วย
เธอไปขอยืมเงินเพื่อนร่วมงานมาสิบหยวน รวมเป็หกสิบหยวน จึงซื้อผ้าล็อตนี้ทันที พอเขียนใบเสร็จรับเงิน ตอนที่ลากชุดทำงานของโรงงานเหมืองถ่านหินกลับไปก็ถือโอกาสลากผ้าล็อตนี้กลับไปด้วยเดี๋ยวค่อยจ้างคนขนกลับบ้าน
สิ่งที่อวิ๋นซานไม่รู้ก็คือ ขณะนี้บ้านของเธอคึกคักมาก
ยกเว้นอวิ๋นเจินที่ถูกเรียกตัวไปสอบสวน คุณย่าอวิ๋นพาครอบครัวของลูกชายคนโตบุกไปที่บ้านพักคนงาน เข้าไปในบ้านของอวิ๋นโหย่วฝู
คุณย่าอวิ๋นเมารถ แต่พอมาถึงบ้านลูกชายคนรองก็แข็งแรงขึ้นมาทันที เพราะได้เห็นเหลนที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างอ้วนท้วนสมบูรณ์ เห็นได้ชัดว่าพานหงเสียอายุยังน้อยกว่าสะใภ้คนโตมาก บ้านก็สะอาดเรียบร้อยมีทั้งรองเท้าหนังเล็ก ๆ ที่อวิ๋นซานวางไว้ข้างประตู และเสื้อผ้าดี ๆ ที่ตากอยู่ที่ระเบียง อวิ๋นเจินพูดถูก! เธอจึงะเิออกมา
เธอตบต้นขาและะโว่า “แม่กินแต่ข้าวกับและผักแห้งในชนบท ในขณะที่ลูกชายกินข้าวสาลีในเมือง ช่างหน้าเสียใจมาก!”
เกือบจะทั้งตึกที่ได้ยินเสียง
ช่านช่านใกับสถานการณ์ ก็เริ่มริมฝีปากสั่นเหมือนกำลังจะร้องไห้
พานหงเสียให้ความเคารพย่าอวิ๋นมาโดยตลอด ทุกเดือนจะให้เงินเลี้ยงดูท่านก่อนเสมอ แม้คุณย่าจะเคยด่าเธอว่าเป็ไก่ที่ออกลูกไม่ได้ก็ทน แต่ตอนนี้คุณย่ากำลังทำอะไร? ทำไมต้องทำให้เพื่อนบ้านรู้กันหมดด้วย แล้วยังทำให้หลานสาวตัวน้อยของเธอใจนร้องไห้อีก พานหงเสียจึงะโออกมาว่า “แม่ ทำอะไรคะ? แม่ทำให้เหลนใอยู่นะคะ”
สีหน้าของอวิ๋นโหย่วฝูก็ไม่สู้ดี “แม่ ทำอะไรกันเนี่ย?”
…
ย่าอวิ๋นเห็นทั้งสองคนไม่พอใจตนเอง ก็จะทำท่าจะโอดโอยเพื่อจะร้องโวยวายอีกครั้ง โชคดีที่อวิ๋นอ้ายจวินห้ามเธอไว้ เขารู้ว่าหากเธอร้องไห้ยิ่งกว่านี้ อาจทำให้สูยเสียความสัมพันธ์ที่ดีกับอาทั้งสอง
ดังนั้นเขาจึงเข้าประเด็นทันที
“อารองกับอาสะใภ้ คือแบบนี้ครับ อวิ๋นเจินถูกตำรวจควบคุมตัวไป อวิ๋นซานไปแจ้งกับทางการว่าอวิ๋นเจินมีส่วนร่วมในการค้าทนุษย์ อารองกับอาสะใภ้ไม่รู้หรือว่าอวิ๋นเจินเป็คนอย่างไร? เธอจะทำเื่แบบนี้ได้ยังไงกัน? อารองช่วยให้อวิ๋นซานถอนแจ้งความได้ไหมครับ?”
อวิ๋นโหย่วเต๋อทำสีหน้าเคร่งขรึม แสดงท่าทางเป็พี่ใหญ่ “ถ้าอวิ๋นเจินถูกจับเข้าคุก ครอบครัวของอวิ๋นโหย่วฝูของนายก็จะถูกคนอื่นนินทาว่าร้ายด้วย”
คุณย่าอวิ๋นออกคำสั่งโดยตรงว่า “พวกแกไปบอกอวิ๋นซานให้รีบไปถอนแจ้งความที่สถานีตำรวจ บอกเธอให้ไปขอโทษอวิ๋นเจิน แล้วกลับไปบอกความจริงกับทุกคนในหมู่บ้านว่าเธอเป็คนใส่ร้ายป้ายสี”
พวกเขาสามคนรุมล้อมอวิ๋นโหย่วฝูเพื่อบังคับพวกเขาให้ทำตามที่ย่าอวิ๋นบอก สีหน้าของอวิ๋นโหย่วฝูเริ่มดูไม่ดี เื่ที่ลูกสาวไปที่สถานีตำรวจ เื่นี้เขาเคยพูดกับเธอแล้วและเขาสนับสนุนเธอ การที่อวิ๋นเจินถูกเรียกตัวไปสอบสวน นี่เป็ขั้นตอนตามปกติ ถ้าเธอไม่ได้มีส่วนร่วม แน่นอนว่าพวกเขาจะไม่จับเธอเข้าคุก ถ้าเธอมีส่วนร่วมการเข้าไปอยู่ในคุกก็สมควรแล้ว
“แม่รู้ไหมว่าซานซานเกือบจะถูกลักพาตัวไปแล้ว?” อวิ๋นโหย่วฝูถามด้วยความผิดหวัง
คุณย่าอวิ๋นไม่ค่อยชอบหลานสาวคนนี้เท่าไร ยิ่งไปกว่านั้น หลานสาวคนนี้ก็ไม่ได้เติบโตมาข้างกายเธอ เธอจึงไม่ได้รู้สึกอะไรกับหลานสาวคนนี้ จึงพูดออกมาอย่างเ็า
“มันเกี่ยวอะไรกับอวิ๋นเจิน? ถ้าเธอไม่ดื้อรั้นเื่ก็คงไม่เป็แบบนี้ ตอนนี้ยังทำให้คนทั้งบ้านถูกคนอื่นหัวเราะเยาะ เธอยังมีหน้ามาโทษคนอื่นอีกเหรอ?”
อวิ๋นโหย่วเต๋อรู้สึกผิดหวังและโกรธ จึงกล่าวด้วยหน้าตานิ่ง “ถ้าอวิ๋นเจินไม่ได้มีส่วนร่วม ตำรวจก็คงปล่อยเธอออกมาเอง”
ย่าอวิ๋นโกรธจนแทบเป็ลม “แกไม่ฟังคำพูดของฉันแล้วใช่ไหม?”
อวิ๋นโหย่วฝูเงียบ ย่าอวิ๋นเห็นท่าทางของลูกชายคนรองตัวเองก็รู้สึกโกรธจนอยากจะลงมือตีใครสักคน
แต่เพราะเสียงะโของย่าอวิ๋นเมื่อครู่นี้ จึงทำให้เพื่อนบ้านแถวนั้นต่างพากันออกมาดูกัน
มีเพื่อนบ้านคนหนึ่งจำอวิ๋อ้ายจวินได้ เขาร้องขึ้นทันที “เกิดอะไรขึ้น ทางบ้านใหญ่มาที่นี่อีกแล้ว ยังพาคนมาด้วยตั้งเยอะแบบนี้ จะมาปล้นบ้านกันหรือไง?”
“ดูท่าทางแล้วน่าจะเป็คุณย่าอวิ๋น มาถึงก็ะโโวยวาย นี่พวกเขามาบังคับให้ครอบครัวของซานซานยกบ้านให้เลยเหรอ?”
“ฉันจะบอกให้ พวกคุณอย่ามาส่งเสียงดังแถวนี้ บ้านหลังนี้เป็ของโรงงาน พวกคุณแย่งไปก็ไม่มีประโยชน์ มันก็จะถูกยึดคืนอยู่ดี”
ครอบครัวของลูกชายคนโตต่างกันพาหน้าแดงก่ำสลับซีด พวกเพื่อนบ้านนี่ว่างมากหรือไง? เื่ภายในครอบครัวของคนอื่น มันไปเกี่ยวอะไรกับพวกเขากัน?
เมื่อคุณย่าอวิ๋นได้ยินคำว่าบ้าน ดวงตาก็เป็ประกายและถามอย่างไม่ละอายใจว่า “โหย่วฝู ได้ยินมาว่าพวกแกมีบ้านสองหลังใช่ไหม?”
หลังจากได้ยินคำถามนี้ สีหน้าของพานหงเสียก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย ย่าอวิ๋นหมายความว่ายังไง บ้านอีกหลังมันไม่ใช่ของครอบครัวเธอเสียหน่อย
“เป็ของหลินสุยอัน ทำไม พวกคุณยังจะมาแย่งบ้านของเขาไปอีกเหรอ?” อวิ๋นซานกลับมาพอจึงได้ยินประโยคที่ย่าอวิ๋นถาม เธอมองดูพวกเขาด้วยสายตาเยาะเย้ย
“อวิ๋นซาน เธอกลับมาได้จังหวะพอดี รีบไปถอนแจ้งความให้อวิ๋นเจินเร็วเข้า!” หงชุนฮวาะโใส่อวิ๋นซานทันที
แต่อวิ๋นซานตอบอย่างเยือกเย็นว่า “ตำรวจมาแจ้งแล้ว อวิ๋นเจินถูกสอบปากคำเสร็จแล้ว พวกลุงไปรับเธอกลับบ้านได้เลย ถ้าไม่มีใครไปรับคาดว่าเธอคงต้องอยู่ในนั้นหนึ่งคืน ตอนนี้พวกลุงยังจะมาโวยวายอะไรอยู่อีก”
เมื่อหงชุนฮวาได้ยินเช่นนั้น ก็รีบเตรียมตัวไปรับอวิ๋นเจินทันที
อวิ๋นอ้ายจวินรู้สึกสงสัยเล็กน้อย อวิ๋นซานหันไปหาเขา “จริงสิพี่รอง หูฟางก็รอให้พี่ไปรับเหมือนกัน”
“ไว้เราค่อยว่ากัน” อวิ๋นอ้ายจวินนึกถึงหูฟาง จึงไม่กล้าจะสร้างเื่ต่อที่นี่ แต่แน่นอนว่าย่าอวิ๋นจะต้องอยู่ที่นี่ก่อน
“ย่าอายุมากแล้ว อีกอย่างจินเป่าและอิ๋นเป่าก็ยังเด็กอยู่ ให้พักที่บ้านอารองกับอาสะใภ้รองก่อนเถอะ”
อวิ๋นซานมองอวิ๋นอ้ายจวิน จริงอย่างที่คิดคนที่ร้ายกาจที่สุดก็คือเขานี่เอง เธอจึงยิ้มออกมา “ได้สิ"
ผ้าชุดนี้มีจำนวนทั้งหมดยี่สิบม้วน ม้วนหนึ่งมีสามสิบเมตร ตอนนี้ในตลาดผ้าชุดนี้ราคาหนึ่งหยวนต่อฟุต หนึ่งเมตรประมาณสามฟุตก็ประมาณว่าหนึ่งเมตรผ้าราคาอยู่ที่ 3 หยวน
แต่ตอนนี้ผ้าที่แช่น้ำและตั้งใจจะนำไปกำจัดเป็ของเสียจะไม่ถูกคำนวณแบบนี้
หัวหน้าฝ่ายผลิตเป็คนใจดีจึงบอกกับอวิ๋นซานว่า “สหายอวิ๋น ผมทำงานในโรงงานตัดเสื้อมา 20 ปีแล้ว รู้วิธีการจัดการกับผ้าเยอะ แต่ไม่เคยได้ยินวิธีที่สหายพูด สหายต้องคิดให้ดี แม้ว่าวิธีที่สหายพูดจะใช้ได้ก็จริง แต่แน่นอนมันยังจะทิ้งรอยไว้ และตอนนี้ผ้าชุดนี้ก็เป็สีขาวทั้งหมด รอยยิ่งจะเห็นชัด”
ในชีวิตที่แล้วของเธอ อวิ๋นซานเคยจัดการกับผ้าที่มีคราบเหลือง ทั้งคราบเหลืองที่เก็บไว้นาน คราบเหลืองจากเหงื่อ และคราบเหลืองที่โดนฝน ตอนนั้นในกั่งเฉิงผ้าชนิดนี้ก็กำลังฮิต นักแสดงหญิงในภาพยนตร์สวมเสื้อเชิ้ตขาวกับกางเกงขายาว ผมลอนใหญ่และลิปสีแดงสด แถมใส่แว่นกันแดด ดูสวยสง่ามาก เป็ที่นิยมอยู่่หนึ่ง
แม้ว่าบางทีอาจจะล้างรอยออกไม่หมด แต่การตัดส่วนที่สะอาดที่ไม่โดนน้ำฝนออกมาก็ยังใช้ได้ แม้จะไม่สามารถตัดชุดเต็มได้ แต่ยังทำอย่างอื่นได้
แน่นอนว่าเงื่อนไขนี้ต้องเป็ราคาที่คุ้มค่า เธอถึงจะพิจารณาว่าจะซื้อหรือไม่
หัวหน้าฝ่ายผลิตเห็นว่าเธอมั่นใจและยืนยันมากจึงยอมแพ้ ยังไงตัวเขาก็เตือนเธอไปแล้ว ในเมื่อเธอไม่ฟังก็ไม่มีทางช่วยแล้ว
แต่เขาก็ไม่กล้าตัดสินใจ จึงไปปรึกษากับผู้จัดการโรงงาน ผู้จัดการโรงงานถามเขาว่า “ได้ยินมาว่าคนที่แก้ปัญหาซิปครั้งนี้เป็สหายที่อายุน้อยเหรอ? วันนี้ก็มาที่โรงงานด้วย?”
หัวหน้าฝ่ายผลิตตอบว่า “ใช่ สหายที่ขอซื้อผ้าก็เป็เธอ”
…
ผู้จัดการโรงงานโบกมือ “ถ้าสหายคนนั้น้าก็มอบให้เธอไป แต่ถ้าคนรู้เยอะก็คงจะไม่ดีนัก เราก็ไม่สามารถไม่เก็บเงินเลยได้ ดังนั้นคิดราคาเมตรละหนึ่งเหมา ดูว่าเธอจะเอาหรือไม่ ถ้าสหายสามารถซักได้สะอาดจริง ๆ ก็ถือว่าเป็การให้ของขวัญ”
ผ้าหนึ่งเมตรราคาหนึ่งเหมา รวมหกร้อยเมตร คิดเป็เงิน 60 หยวน เท่ากับเงินเดือนหนึ่งเดือนของเธอ ซึ่งเธอพอรับได้กับราคานี้ พอดีว่าในกระเป๋ามีเงินอยู่ห้าสิบกว่าหยวน เช้าวันนี้ตอนที่ส่งอวิ๋นโหย่วฝูไปทำแผล กลัวว่าจะต้องใช้เงินเพิ่มเธอเลยพกติดตัวมาด้วย
เธอไปขอยืมเงินเพื่อนร่วมงานมาสิบหยวน รวมเป็หกสิบหยวน จึงซื้อผ้าล็อตนี้ทันที พอเขียนใบเสร็จรับเงิน ตอนที่ลากชุดทำงานของโรงงานเหมืองถ่านหินกลับไปก็ถือโอกาสลากผ้าล็อตนี้กลับไปด้วยเดี๋ยวค่อยจ้างคนขนกลับบ้าน
สิ่งที่อวิ๋นซานไม่รู้ก็คือ ขณะนี้บ้านของเธอคึกคักมาก
ยกเว้นอวิ๋นเจินที่ถูกเรียกตัวไปสอบสวน คุณย่าอวิ๋นพาครอบครัวของลูกชายคนโตบุกไปที่บ้านพักคนงาน เข้าไปในบ้านของอวิ๋นโหย่วฝู
คุณย่าอวิ๋นเมารถ แต่พอมาถึงบ้านลูกชายคนรองก็แข็งแรงขึ้นมาทันที เพราะได้เห็นเหลนที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างอ้วนท้วนสมบูรณ์ เห็นได้ชัดว่าพานหงเสียอายุยังน้อยกว่าสะใภ้คนโตมาก บ้านก็สะอาดเรียบร้อยมีทั้งรองเท้าหนังเล็ก ๆ ที่อวิ๋นซานวางไว้ข้างประตู และเสื้อผ้าดี ๆ ที่ตากอยู่ที่ระเบียง อวิ๋นเจินพูดถูก! เธอจึงะเิออกมา
เธอตบต้นขาและะโว่า “แม่กินแต่ข้าวกับและผักแห้งในชนบท ในขณะที่ลูกชายกินข้าวสาลีในเมือง ช่างหน้าเสียใจมาก!”
เกือบจะทั้งตึกที่ได้ยินเสียง
ช่านช่านใกับสถานการณ์ ก็เริ่มริมฝีปากสั่นเหมือนกำลังจะร้องไห้
พานหงเสียให้ความเคารพย่าอวิ๋นมาโดยตลอด ทุกเดือนจะให้เงินเลี้ยงดูท่านก่อนเสมอ แม้คุณย่าจะเคยด่าเธอว่าเป็ไก่ที่ออกลูกไม่ได้ก็ทน แต่ตอนนี้คุณย่ากำลังทำอะไร? ทำไมต้องทำให้เพื่อนบ้านรู้กันหมดด้วย แล้วยังทำให้หลานสาวตัวน้อยของเธอใจนร้องไห้อีก พานหงเสียจึงะโออกมาว่า “แม่ ทำอะไรคะ? แม่ทำให้เหลนใอยู่นะคะ”
สีหน้าของอวิ๋นโหย่วฝูก็ไม่สู้ดี “แม่ ทำอะไรกันเนี่ย?”
…
ย่าอวิ๋นเห็นทั้งสองคนไม่พอใจตนเอง ก็จะทำท่าจะโอดโอยเพื่อจะร้องโวยวายอีกครั้ง โชคดีที่อวิ๋นอ้ายจวินห้ามเธอไว้ เขารู้ว่าหากเธอร้องไห้ยิ่งกว่านี้ อาจทำให้สูยเสียความสัมพันธ์ที่ดีกับอาทั้งสอง
ดังนั้นเขาจึงเข้าประเด็นทันที
“อารองกับอาสะใภ้ คือแบบนี้ครับ อวิ๋นเจินถูกตำรวจควบคุมตัวไป อวิ๋นซานไปแจ้งกับทางการว่าอวิ๋นเจินมีส่วนร่วมในการค้าทนุษย์ อารองกับอาสะใภ้ไม่รู้หรือว่าอวิ๋นเจินเป็คนอย่างไร? เธอจะทำเื่แบบนี้ได้ยังไงกัน? อารองช่วยให้อวิ๋นซานถอนแจ้งความได้ไหมครับ?”
อวิ๋นโหย่วเต๋อทำสีหน้าเคร่งขรึม แสดงท่าทางเป็พี่ใหญ่ “ถ้าอวิ๋นเจินถูกจับเข้าคุก ครอบครัวของอวิ๋นโหย่วฝูของนายก็จะถูกคนอื่นนินทาว่าร้ายด้วย”
คุณย่าอวิ๋นออกคำสั่งโดยตรงว่า “พวกแกไปบอกอวิ๋นซานให้รีบไปถอนแจ้งความที่สถานีตำรวจ บอกเธอให้ไปขอโทษอวิ๋นเจิน แล้วกลับไปบอกความจริงกับทุกคนในหมู่บ้านว่าเธอเป็คนใส่ร้ายป้ายสี”
พวกเขาสามคนรุมล้อมอวิ๋นโหย่วฝูเพื่อบังคับพวกเขาให้ทำตามที่ย่าอวิ๋นบอก สีหน้าของอวิ๋นโหย่วฝูเริ่มดูไม่ดี เื่ที่ลูกสาวไปที่สถานีตำรวจ เื่นี้เขาเคยพูดกับเธอแล้วและเขาสนับสนุนเธอ การที่อวิ๋นเจินถูกเรียกตัวไปสอบสวน นี่เป็ขั้นตอนตามปกติ ถ้าเธอไม่ได้มีส่วนร่วม แน่นอนว่าพวกเขาจะไม่จับเธอเข้าคุก ถ้าเธอมีส่วนร่วมการเข้าไปอยู่ในคุกก็สมควรแล้ว
“แม่รู้ไหมว่าซานซานเกือบจะถูกลักพาตัวไปแล้ว?” อวิ๋นโหย่วฝูถามด้วยความผิดหวัง
คุณย่าอวิ๋นไม่ค่อยชอบหลานสาวคนนี้เท่าไร ยิ่งไปกว่านั้น หลานสาวคนนี้ก็ไม่ได้เติบโตมาข้างกายเธอ เธอจึงไม่ได้รู้สึกอะไรกับหลานสาวคนนี้ จึงพูดออกมาอย่างเ็า
“มันเกี่ยวอะไรกับอวิ๋นเจิน? ถ้าเธอไม่ดื้อรั้นเื่ก็คงไม่เป็แบบนี้ ตอนนี้ยังทำให้คนทั้งบ้านถูกคนอื่นหัวเราะเยาะ เธอยังมีหน้ามาโทษคนอื่นอีกเหรอ?”
อวิ๋นโหย่วเต๋อรู้สึกผิดหวังและโกรธ จึงกล่าวด้วยหน้าตานิ่ง “ถ้าอวิ๋นเจินไม่ได้มีส่วนร่วม ตำรวจก็คงปล่อยเธอออกมาเอง”
ย่าอวิ๋นโกรธจนแทบเป็ลม “แกไม่ฟังคำพูดของฉันแล้วใช่ไหม?”
อวิ๋นโหย่วฝูเงียบ ย่าอวิ๋นเห็นท่าทางของลูกชายคนรองตัวเองก็รู้สึกโกรธจนอยากจะลงมือตีใครสักคน
แต่เพราะเสียงะโของย่าอวิ๋นเมื่อครู่นี้ จึงทำให้เพื่อนบ้านแถวนั้นต่างพากันออกมาดูกัน
มีเพื่อนบ้านคนหนึ่งจำอวิ๋อ้ายจวินได้ เขาร้องขึ้นทันที “เกิดอะไรขึ้น ทางบ้านใหญ่มาที่นี่อีกแล้ว ยังพาคนมาด้วยตั้งเยอะแบบนี้ จะมาปล้นบ้านกันหรือไง?”
“ดูท่าทางแล้วน่าจะเป็คุณย่าอวิ๋น มาถึงก็ะโโวยวาย นี่พวกเขามาบังคับให้ครอบครัวของซานซานยกบ้านให้เลยเหรอ?”
“ฉันจะบอกให้ พวกคุณอย่ามาส่งเสียงดังแถวนี้ บ้านหลังนี้เป็ของโรงงาน พวกคุณแย่งไปก็ไม่มีประโยชน์ มันก็จะถูกยึดคืนอยู่ดี”
ครอบครัวของลูกชายคนโตต่างกันพาหน้าแดงก่ำสลับซีด พวกเพื่อนบ้านนี่ว่างมากหรือไง? เื่ภายในครอบครัวของคนอื่น มันไปเกี่ยวอะไรกับพวกเขากัน?
เมื่อคุณย่าอวิ๋นได้ยินคำว่าบ้าน ดวงตาก็เป็ประกายและถามอย่างไม่ละอายใจว่า “โหย่วฝู ได้ยินมาว่าพวกแกมีบ้านสองหลังใช่ไหม?”
หลังจากได้ยินคำถามนี้ สีหน้าของพานหงเสียก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย ย่าอวิ๋นหมายความว่ายังไง บ้านอีกหลังมันไม่ใช่ของครอบครัวเธอเสียหน่อย
“เป็ของหลินสุยอัน ทำไม พวกคุณยังจะมาแย่งบ้านของเขาไปอีกเหรอ?” อวิ๋นซานกลับมาพอจึงได้ยินประโยคที่ย่าอวิ๋นถาม เธอมองดูพวกเขาด้วยสายตาเยาะเย้ย
“อวิ๋นซาน เธอกลับมาได้จังหวะพอดี รีบไปถอนแจ้งความให้อวิ๋นเจินเร็วเข้า!” หงชุนฮวาะโใส่อวิ๋นซานทันที
แต่อวิ๋นซานตอบอย่างเยือกเย็นว่า “ตำรวจมาแจ้งแล้ว อวิ๋นเจินถูกสอบปากคำเสร็จแล้ว พวกลุงไปรับเธอกลับบ้านได้เลย ถ้าไม่มีใครไปรับคาดว่าเธอคงต้องอยู่ในนั้นหนึ่งคืน ตอนนี้พวกลุงยังจะมาโวยวายอะไรอยู่อีก”
เมื่อหงชุนฮวาได้ยินเช่นนั้น ก็รีบเตรียมตัวไปรับอวิ๋นเจินทันที
อวิ๋นอ้ายจวินรู้สึกสงสัยเล็กน้อย อวิ๋นซานหันไปหาเขา “จริงสิพี่รอง หูฟางก็รอให้พี่ไปรับเหมือนกัน”
“ไว้เราค่อยว่ากัน” อวิ๋นอ้ายจวินนึกถึงหูฟาง จึงไม่กล้าจะสร้างเื่ต่อที่นี่ แต่แน่นอนว่าย่าอวิ๋นจะต้องอยู่ที่นี่ก่อน
“ย่าอายุมากแล้ว อีกอย่างจินเป่าและอิ๋นเป่าก็ยังเด็กอยู่ ให้พักที่บ้านอารองกับอาสะใภ้รองก่อนเถอะ”
อวิ๋นซานมองอวิ๋นอ้ายจวิน จริงอย่างที่คิดคนที่ร้ายกาจที่สุดก็คือเขานี่เอง เธอจึงยิ้มออกมา “ได้สิ"