บทที่ 13 องค์ชายวิปลาส
แคว้นซิงหมิง...ห้องลับใต้ดินตำหนักองค์ชายห้า มีเสียงแส้หนังกระทบเนื้อสลับกับเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งในอากาศชวนให้สะอิดสะเอียน เสียงร้องดังอยู่เพียงครู่หนึ่งก็เงียบลง ร่างโชกเลือดที่ถูกล่ามด้วยโซ่แน่นิ่งไม่ไหวติง“ผู้ปรุงโอสถจางสิ้นใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เสียงดุดันขององครักษ์ผู้ถือแส้เปื้อนเลือดกล่าวรายงาน“เอาร่างมันไปทิ้งให้หมาป่ากิน แล้วพรุ่งนี้อนุญาตให้ผู้ปรุงโอสถคนต่อไปเข้ามารักษาเราได้”“พ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์ขานรับคำสั่งหรงซวี่นั่งอยู่บนเก้าอี้มังกร มองดูร่างไร้วิญญาณถูกปลดออกจากโซ่ด้วยท่วงท่าสบาย ๆ นิ้วมือขาวดุจหยกลูบไล้ไปตามรอยแผลเป็นบนกาย ใบหน้าหล่อเหลาประดับด้วยรอยยิ้มชวนขนลุก“ชางซิว เรื่องที่เราให้เจ้าไปจัดการเรียบร้อยแล้วหรือยัง?”“กระหม่อมส่งคนไปติดต่อกับผู้นำชนเผ่าทั้งสามเรียบร้อยแล้ว พวกเขาตอบตกลงจะร่วมมือกับเราพ่ะย่ะค่ะ”“เจ้าจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย อย่าให้มีอะไรผิดพลาดเป็นอันขาด คนของเราทั้งหมดก็ให้เตรียมตัวให้พร้อม”“พ่ะย่ะค่ะ” ชางซิวขานรับ แล้วออกจากห้องลับไปหรงซวี่ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม เขายกถ้วยชาขึ้นมาจิบพร้อมโบกมือครั้งหนึ่ง องครักษ์ก็พาสาวงามนางหนึ่งเข้ามา ปากนางถูกอุดด้วยผ้า ข้อมือทั้งสองข้างถูกมัดไว้ด้วยผ้าไหม ใบหน้านางซีดขาว ดวงตางดงามคลอไปด้วยน้ำตา“สนมรัก เหตุใดเจ้าจึงร้องไห้ ได้มาปรนนิบัติเรา เจ้าไม่ดีใจหรือ? ปกติเห็นพวกเจ้าต่างแย่งกันมาเสนอตัวให้เรา หรือว่าเจ้ารังเกียจที่เนื้อตัวเราเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นน่าเกลียดพวกนี้”ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยว รังสีอำมหิตแผ่ออกมาจากร่าง หรงซวี่โบกมือครั้งหนึ่งองครักษ์ทุกนายก็เดินออกไปรอหน้าห้อง เสียงหวีดร้องของหญิงสาวดังสลับกับเสียงคำรามต่ำของบุรุษอยู่ราวครึ่งชั่วยามจึงเงียบลง“จัดการเก็บกวาดให้เรียบร้อย” หรงซวี่สั่งเสียงเบา ก่อนเดินจากไปด้วยใบหน้าประดับรอยยิ้ม“พ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์ทั้งสี่นายขานรับคำสั่งพร้อมกัน ก่อนเดินหายเข้าไปในห้องลับ ศาลากลางน้ำในตำหนักองค์ชายสาม มีร่างของบุรุษสี่คนนั่งอยู่ รอบศาลามีองครักษ์ยืนเฝ้าทั้งสี่มุม ในที่ลับมีหน่วยเงาซ่อนตัวอยู่“การที่แดนลับถูกทำลายก่อนถึงกำหนดประตูเปิดนับว่าเป็นทั้งเรื่องดีและเรื่องร้าย เรื่องดีคือ พระองค์ปลอดภัยจากแผนลอบสังหาร คนของกระหม่อมสืบได้ว่า ชางซิวจ้างนักฆ่าระดับสูงของหอเร้นเงายี่สิบคน ร่วมกับองครักษ์ขององค์ชายห้าอีกสามสิบคน ให้ไปดักสังหารพระองค์ที่ประตูทางออกแดนลับ ส่วนเรื่องร้ายคือ องค์ชายห้ากับชางซิวเริ่มติดต่อกับชนเผ่าต่างแคว้นอย่างลับ ๆ กระหม่อมคาดว่าองค์ชายห้าไม่ใช่แค่ต้องการสังหารพระองค์ แต่อาจจะคิดก่อการกบฏ” เยี่ยเกาหัวหน้าหน่วยเงาเอ่ยรายงาน“ตั้งแต่กลับมาจากแดนลับ องค์ชายห้ากลายเป็นคนวิปลาส มีพฤติกรรมเหี้ยมโหดทารุณ แม้กระทั่งสนมในตำหนักก็โดนทารุณจนเสียชีวิตไปหลายคน ช่วงนี้มีข่าวลือว่าผู้ปรุงโอสถหลายคนในแคว้นหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย กระหม่อมคาดว่าเรื่องนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับองค์ชายห้า เกิดอะไรขึ้นในแดนลับหรือพ่ะย่ะค่ะ” เยี่ยเซาถามด้วยความสงสัย“คงจะผิดหวังจนเสียสติ ที่เข้าไปในแดนลับแล้วไม่ได้อะไรกลับมาเลย” จิงซาเป็นผู้ตอบแทน“พวกข้ายังโชคดีที่องค์ชายสามพาฝึกฝนฝีมือกับสัตว์อสูรทุกวัน จนพลังยุทธ์เพิ่มขึ้นสองขั้น เสียดายที่สมุนไพรในแดนลับไม่สามารถนำออกมาได้ องค์ชายสามเคยลองเก็บมาสี่ต้น ไม่ถึงสองชั่วยามสมุนไพรเหล่านั้นก็แห้ง แล้วสลายกลายเป็นผง” ตงเย่เอ่ยอย่างเสียดาย ถ้าสามารถเก็บสมุนไพรออกมาได้เยี่ยเซาคงหาทางปรุงเป็นโอสถทิพย์ได้แน่นอน “แล้วเมื่อร้อยปีก่อน ท่านปรมาจารย์ขนสมุนไพรวิเศษออกมาจากแดนลับได้อย่างไร?” เยี่ยเซาขมวดคิ้วหรงจื่อนั่งฟังเงียบ ๆ ในหัวเขามีภาพเด็กสาวคนหนึ่งปรากฏขึ้น นางจะยิ้มอย่างมีความสุขทุกครั้งที่ได้เก็บสมุนไพร ตั้งแต่กลับมาจากแดนลับ เขาเฝ้าคิดถึงนางทุกวัน หวังว่าสักวันจะได้พบนางอีกครั้ง เมื่อใจคิดมือก็เผลอลูบขวดยาเล็ก ๆ สองใบในแขนเสื้อ อาการใจลอยของหรงจื่อทำให้จิงซากับตงเย่พากันถอนหายใจส่ายหน้า“ใจลอยคิดถึงใครหรือพ่ะย่ะค่ะ” เยี่ยเซาทำหน้ายียวน มุมปากยกยิ้มอย่างน่าหมั่นไส้หรงจื่อหยิบขวดยาฟื้นพลังของเทียนหลินออกมาจากแขนเสื้อ แล้วเปิดจุกขวดยาออก กลิ่นหอมพิเศษของยาในขวดทำเอาเยี่ยเซากระโดดตัวลอยจนเกือบตกเก้าอี้ จ้องขวดยาในมือหรงจื่อตาไม่กะพริบ“นี่! ๆ ๆ” เยี่ยเซาทำท่าจะคว้าขวดยา แต่หรงจื่อพุ่งตัวออกไปจากศาลาอย่างรวดเร็ว แล้วสะกิดปลายเท้าลอยขึ้นไปนอนเล่นบนยอดไม้ เยี่ยเซาลากแขนเยี่ยเกาผู้เป็นพี่ชายวิ่งตามไปใต้ต้นไม้“จับตัวเขาลงมาให้ข้า!” เยี่ยเซากระทืบเท้าเต้นเร่า ๆ ชี้นิ้วสั่งพี่ชาย เยี่ยเกาส่ายหน้าอย่างเอือมระอา โรคคลั่งยาของน้องชายเขากำเริบอีกแล้ว“เยี่ยเกา เจ้าเอาป้ายคำสั่งนี่ไปที่หน่วยพยัคฆ์ ให้พยัคฆ์ลับกับหน่วยเงาติดตามคนของเจ้าห้าทุกฝีก้าว” เยี่ยเการับป้ายคำสั่งที่หรงจื่อโยนลงมาให้แล้วก็รีบจากไปทันที โดยไม่สนใจน้องชายที่ยังกระโดดโวยวายอยู่ใต้ต้นไม้ ห้องหนังสือจวนราชครูซี มีเสียงสตรีวัยกลางคนกำลังร่ำไห้ น้ำเสียงแหบแห้งพูดปนสะอื้นฟังดูน่าเวทนา“ท่านพี่ ท่านจะให้เฟิงเอ๋อร์แต่งงานกับองค์ชายห้าไม่ได้นะเจ้าคะ ผู้คนต่างลือกันว่าองค์ชายห้ากลายเป็นคนเหี้ยมโหดอำมหิต โดยเฉพาะกับพวกนางสนมในตำหนักล้วนโดนทำร้ายอย่างทารุณแทบทุกวัน ถ้าเฟิงเอ๋อร์แต่งให้เขา ลูกของเราต้องตายแน่ ข้าไม่ยอม”เจียงเหมยสะอื้นไห้ สองขาอ่อนแรงล้มพับอยู่กลางห้อง ดวงตาแดงช้ำจ้องมองไปที่ซีเหลียงผู้เป็นสามี“ก็แค่ข่าวลือเท่านั้น พวกองค์ชายสามอาจจะเป็นผู้ปล่อยข่าวพวกนี้ก็ได้ ตอนนี้องค์ชายห้ามีอำนาจมาก อนาคตอาจจะได้นั่งบัลลังก์มังกร พวกขุนนางในราชสำนักส่วนใหญ่ล้วนเข้าสวามิภักดิ์เป็นพวกเขา เฟิงเอ๋อร์ได้แต่งเป็นพระชายารองก็นับว่าเป็นเรื่องดี”“ท่านพี่ ท่านเข้าออกวังหลวงทุกวัน เรื่องจริงเป็นเช่นไรท่านย่อมรู้ดีที่สุด เฟิงเอ๋อร์เป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของท่าน เพื่ออำนาจบารมีแล้ว ท่านยอมแม้กระทั่งส่งบุตรสาวตนเองไปอยู่ในกรงเล็บมังกรผู้บ้าคลั่งเชียวหรือเจ้าคะ”“ถ้าข้ามีบุตรสาวสองคนก็คงไม่เลือกเฟิงเอ๋อร์ แต่เป็นเจ้าเองมิใช่หรือที่ทำให้ข้าเหลือบุตรสาวอยู่เพียงคนเดียว ฉะนั้นพอถึงวัยปักปิ่นของเฟิงเอ๋อร์ นางต้องแต่งเข้าตำหนักองค์ชายห้า เจ้าออกไปได้แล้วข้ามีงานต้องทำ”สายตาเย็นชาและคำพูดของซีเหลียงทำเอาเจียงเหมยแทบกระอักเลือด “ถ้าวันนี้นางเด็กไร้ค่านั่นยังอยู่ คนที่ต้องแต่งกับองค์ชายห้าก็คือมัน เฟิงเอ๋อร์ของข้าก็ไม่ต้องมารับเคราะห์กรรมในครั้งนี้” ซีเฟิงกรีดร้องสุดเสียง ขว้างปาข้าวของแตกกระจาย บ่าวรับใช้หลายคนเข้ามาห้ามปรามก็โดนตบตี จนไม่มีบ่าวคนไหนกล้าเข้าใกล้ ได้แต่ปล่อยให้ซีเฟิงอาละวาดจนเหนื่อย นางหยุดนั่งพักหอบหายใจอยู่บนเตียง“พวกเจ้าออกไปให้หมด” เจียงเหมยเอ่ยปากสั่งให้บ่าวไพร่ให้ถอยออกไปรอที่นอกเรือน“เฟิงเอ๋อร์ ลูกใจเย็น ๆ ก่อน เรายังพอมีเวลาคิดหาหนทางแก้ไขเรื่องนี้ อีกตั้งนานกว่าเจ้าจะถึงวัยปักปิ่น”“แต่ท่านพ่อจะให้ข้าหมั้นหมายกับเขาไว้ก่อน ถ้าหมั้นกันแล้วยังไงข้าก็แต่งให้เขา ข้าไม่อยากแต่งเป็นเมียรอง และยิ่งเป็นเมียรองขององค์ชายวิปลาสนั่นด้วย ข้าต้องโดนเขาทารุณจนตายแน่ ๆ”“เฟิงเอ๋อร์ เจ้าไม่ต้องกลัวแม่จะหาทางช่วยเจ้าให้ได้”“ข้าเกลียดท่านพ่อ เพื่อให้ตนเองเป็นใหญ่แล้วเขาถึงกลับส่งข้าไปตาย ข้าเกลียดท่านด้วย ทำไมท่านต้องมาแต่งงานกับผู้ชายแย่ ๆ แบบนี้ ทำไมท่านไม่เลือกพ่อที่ดีกว่านี้ให้ข้า”ซีเฟิงผลักเจียงเหมยแล้วเริ่มกรีดร้องอีกครั้ง บ่าวไพร่ที่ยืนรออยู่นอกเรือนได้ยินเสียงก็รีบวิ่งเข้ามาช่วยกันจับตัวซีเฟิงไว้ เจียงเหมยเข้าไปสวมกอดบุตรสาวทั้งน้ำตานองหน้า นางจะต้องหาหนทางช่วยบุตรสาวให้รอดพ้นจากแต่งงานกับปีศาจร้ายตนนั้นให้ได้เสียงอาละวาดของซีเฟิงดังไปถึงห้องหนังสือของซีเหลียง แต่เขาไม่สนใจแม้แต่น้อย ยังคงอ่านจดหมายลับในมือต่อไป สำหรับเขาแล้วอำนาจบารมีสำคัญที่สุด และเขาพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อรักษามันไว้