เมื่อเสียงประกาศดังออกมาจากลำโพงไม่นานเพ่ยหยูที่นั่งอยู่รอดูขั้นตอนต่อไปของการทานมื้อเที่ยงถึงกับเบิกตาโตมองดูกลุ่มเด็กจำนวนมากเดินเรียงแถวเข้ามาอย่างเป็ระเบียบโดยมีเพียงเสียงก้าวเดินของทุกคนเท่านั้นที่ดังกังวานไปทั่วบริเวณเพ่ยหยูอดคิดไม่ได้ว่าที่นี่รับเด็กมาอาศัยอยู่น่าจะเกือบห้าสิบคนได้เธอยังมองหาพี่ชายพี่สาวทั้งสามที่สนิทอยู่ว่าพวกเขามากินข้าวเหมือนคนอื่นหรือยังด้วยสายตาคาดหวังแต่น่าเสียดายที่มองอยู่นานเธอก็ยังไม่เห็นพวกเขามาถึงเสียที
“เพ่ยหยูไปเอาข้าวที่พี่ตักไว้ในถาดมากินก่อนเถอะบ่ายนี้ยังต้องเตรียมของไว้ทำอาหารมื้อเย็นอีกนะ”สุ่ยอวี้รีบเดินมาบอกเด็กน้อยที่มองคนจำนวนมากในโรงอาหารตาไม่กระพริบ
“ขอบคุณพี่สาวสุ่ยค่ะ”เพ่ยหยูไม่กล้าชักช้าเธอกลัวว่าพี่เลี้ยงและทหารบ้านในโรงอาหารตอนนี้จะจับผิดเธอจนเกิดเื่ขึ้นได้เพราะตอนนี้บรรดาเด็กที่เรียนเสร็จต่างเข้าแถวเดินมารับอาหารซึ่งพวกพ่อครัวแม่ครัวที่เป็เด็กโตกำลังตักให้อยู่พอดี
สุ่ยอวี้มองตามหลังร่างเล็กของเพ่ยหยูไปไม่นานก็เดินกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อที่นี่เด็กทุกคนหลังกินอาหารเสร็จจะต้องล้างถาดอาหารด้วยตัวเองก่อนจะแยกย้ายไปพักผ่อนตามกฎของสถาบัน่บ่ายโมงครึ่งหลังพักเที่ยงกลุ่มเด็กจะแยกกันไปทำกิจกรรมของตนเองซึ่งมีทั้งปลูกผักซ่อมเสื้อผ้าและงานจิปาถะต่างๆ ที่พี่เลี้ยงจัดสรรให้พอถึงสี่โมงเย็นก็จะเป็กิจกรรมฝึกร้องเพลงปฏิวัติฟังเื่วีรบุรุษาหรือเตะตะกร้อพื้นบ้านจนถึงห้าโมงเย็นจึงจะเป็เวลามื้อเย็นของสถาบันหลังจากนั้นจะมี่เวลาการศึกษาด้วยตัวเองหรือไม่ก็ฟังเื่เล่าจากพี่เลี้ยงเกี่ยวกับข่าวสารการเมืองจนถึงหนึ่งทุ่มครึ่งจึงจะเป็เวลาทำความสะอาดร่างกายของทุกคนเวลาสองทุ่มเป็เวลาปิดไฟอาคารโดยมีเ้าหน้าที่ของสถาบันเดินตรวจตราความเรียบร้อยตามหน้าที่
เด็กที่อยู่ในสถาบันมานานมากกว่าหนึ่งปีจากที่เคยเป็เด็กไม่รู้ความก็ต่างต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองให้อยู่ในกฎระเบียบเพื่อไม่ให้ถูกลงโทษกันทั้งนั้นสถาบันแห่งนี้แทบจะไม่ต่างจากค่ายทหารเล็กๆ เลยแม้แต่น้อยบทลงโทษของสถาบันยังมีหลากหลายวิธีแม้แต่เด็กที่เคยเกเรและรังแกคนในสถาบันเองก็ไม่มีใครกล้าฝ่าฝืนหลังถูกลงโทษอย่างหนักทำให้สถาบันแห่งนี้ไม่มีแม้แต่บรรยากาศของเด็กอยู่เลยแต่กลับมีแค่บรรยากาศแห่งความกดดันไม่ให้ตนเองถูกลงโทษเท่านั้นนโยบายของพรรคที่เข้มงวดมาหลายปีทำให้สถาบันแห่งนี้กลายเป็เพียงที่ฝึกฝนเด็กกำพร้าให้จงรักภักดีและห้ามมีความคิดอื่นใดที่ออกนอกลู่นอกทาง
อาหารกลางวันมื้อนี้เป็ข้าวสวยผสมธัญพืชหยาบผัดผักกาดขาวและซุปผักเท่านั้นสุ่ยอวี้บอกเพ่ยหยูมาก่อนแล้วว่าอาหารทุกมื้อไม่ได้มีอะไรแตกต่างไปจากนี้นักเพราะรัฐได้จัดสรรวัตถุดิบให้สถาบันเหมือนเดิมมาโดยตลอดอาหารมื้อเช้าจะเป็โจ๊กใสๆ กินคู่กับผักดองหรือไม่ก็หมั่นโถวแป้งหยาบครึ่งก้อนส่วนมื้อเย็นจะเป็บะหมี่น้ำหรือไม่ก็ข้าวต้มกับหัวไชเท้าดองเพียงเท่านั้นทำให้ทุกคนที่ทำหน้าที่ปรุงอาหารไม่จำเป็ต้องสนใจว่ารสชาติของอาหารจะเป็อย่างไรทุกคนที่อยู่ในสถาบันแค่มีอาหารกินครบสามมื้อได้ก็นับว่าดีกว่าตอนอยู่ในครอบครัวยากจนก่อนถูกทิ้งมากแล้วเด็ก ๆเหล่านี้จึงใช้ชีวิตอย่างไร้ชีวิตชีวาและทำตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัดกันได้เท่านั้นพวกเขาแทบจะทำตัวคล้ายกับหุ่นยนต์ซึ่งต้องทำทุกอย่างเหมือนเดิมทุกวันเป็เวลาหลายปีจนกว่าจะถึงวัยที่สามารถออกจากสถาบันได้
เพ่ยหยูที่นั่งกินข้าวคนเดียวอยู่ในครัวอดคิดไม่ได้ว่าหากเธออยู่ที่นี่ไปอีกหลายปีตัวเธอเองจะสูญเสียความเป็ตัวตนไปเหมือนเด็กคนอื่นไหมเพราะเพ่ยหยูปกติก็เป็คนร่าเริงสดใสมาั้แ่จำความได้เธอจึงกังวลอยู่ไม่น้อยว่าหากกลายเป็เหมือนคนอื่นๆ เข้าจริง ๆ แล้วเธอจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไรดี
เพ่ยหยูกินไปคิดไปจนกระทั่งอิ่มท้องสุดท้ายเธอก็หาข้อสรุปให้กับตัวเองไม่ได้อยู่ดีเพ่ยหยูจึงทำได้แค่ต้องรักษาจิตใจตัวเองให้แจ่มใสเหมือนเดิมเสียก่อนซึ่งเธอเองก็ไม่คิดที่จะทำผิดกฎระเบียบจนตนเองต้องถูกลงโทษอยู่แล้วด้วยในครัวแห่งนี้เธอคุยกับแค่สุ่ยอวี้และเหลียวตงสองคนเท่านั้นเพราะรุ่นพี่คนอื่น ๆต่างไม่มีใครสนใจแม้แต่จะชายตามองเธอเลย
“ล้างเสร็จก็เอาไปคว่ำไว้ตรงนั้นนะเพ่ยหยูพี่ให้เธอกลับไปนอนพักที่ห้องได้จนกว่าประกาศเรียกจะเริ่มอีกครั้งตอนบ่ายโมงครึ่งเพ่ยหยูค่อยกลับมาช่วยงานที่นี่นะ”สุ่ยอวี้ที่แจกอาหารเสร็จเดินกลับมาดูก็เห็นเพ่ยหยูกำลังล้างถาดอยู่พอดี
“ได้ค่ะพี่สาวสุ่ย”เพ่ยหยูพยักหน้ารับคำยังดีที่ถึงเธอจะตัวเล็กแต่ก็มีเก้าอี้ให้ปีนขึ้นไปเอาถาดไปวางคว่ำอยู่ใกล้ๆ เพ่ยหยูจึงไม่จำเป็ต้องขอความช่วยเหลือจากสุ่ยอวี้
ในโรงอาหารตอนนี้ยังคงมีเพียงเสียงกินข้าวของทุกคนเท่านั้นเพราะพี่เลี้ยงหลายคนที่ทำหน้าที่ดูแลเด็กกำลังนั่งรวมตัวกันกินอาหารเงียบๆ ไม่ต่างกันนักหากใครส่งเสียงดังระหว่างกินอาหารแน่นอนว่าต้องถูกลงโทษตามกฎทำให้ไม่มีใครกล้าส่งเสียงออกมา
ทหารบ้านสิบคนที่ทำหน้าที่ควบคุมเด็กๆ เกือบร้อยคนเองก็แยกกันนั่งกินอยู่อีกโต๊ะหนึ่งไม่ไกลกันนักพวกเขาได้ยินข่าวแล้วว่าเมื่อเช้ามีทหารบ้านสองคนถูกไล่ออกและลงโทษที่คิดจะแย่งอาหารเด็กใหม่ทำให้พวกเขาที่ทำหน้าที่ทหารบ้านต่างไม่มีใครกล้าทำตัวเกินเลยกับเหล่าเด็กใหม่ที่เพิ่งเข้ามาวันนี้เช่นกัน
เพ่ยหยูที่คว่ำถาดเสร็จก็เดินออกจากโรงอาหารกลับไปยังห้องพักของเธอทันทีโดยไม่คิดจะเดินหาพวกไป่หลิวแล้วเธอกลัวว่าหากเดินเพ่นพ่านอาจถูกลงโทษได้เพ่ยหยูคิดว่ายังไงพวกเขาก็จะต้องกลับไปพักผ่อนที่ห้องเหมือนเธออยู่แล้วเพ่ยหยูรอถามพวกเขาเื่เรียนที่นั่นก็ยังไม่สายเกินไปนักอย่างไรเธอก็ยังมีเวลาอีกเกือบสองปีกว่าจะได้เข้าเรียน
เมื่อเดินไปถึงหน้าประตูห้องนอนเพ่ยหยูก็ะโไปดึงประตูห้องให้เปิดออกใครใช้ให้เธอตัวเล็กกว่าใครเพื่อนกันเล่าหากจะต้องรอคนอื่นมาเปิดให้ไม่สู้เพ่ยหยูพยายามเองดีกว่ายังดีที่เธอไม่ได้ตกลงมาาเ็เพ่ยหยูเดินเข้าไปก็ปิดประตูเอาไว้เหมือนเดิมเธอไม่สามารถเดินไปเปิดหน้าต่างเองได้เพราะมันสูงเกินไปเพ่ยหยูจึงทำเพียงแค่เดินไปปีนเตียงแล้วนอนมองดูประตูห้องเอาไว้ว่าเมื่อไหร่พวกไป่หลิวจะกลับมาก็เท่านั้น
ยี่สิบนาทีต่อมาเด็กที่พักในห้องเดียวกันกับเพ่ยหยูต่างเริ่มเดินเข้ามาบ้างแล้วรวมถึงพวกไป่หลิวทั้งสามเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ด้วยพอพวกเขาเดินไปเห็นเพ่ยหยูหลับอยู่บนเตียงก็พากันเดินให้เบาที่สุดก่อนจะขึ้นเตียงไปนอนพักผ่อนเช่นกันพวกเขาสามคนไม่กล้าจับกลุ่มคุยกันในห้องเพราะมีคนอื่นอยู่ด้วยและถึงแม้พวกเขาจะเข้าเรียนร่วมกับคนในห้องนี้มาก่อนแต่ด้วยกฎระเบียบที่เคร่งครัดทำให้พวกเขาไม่สามารถพูดคุยกับคนอื่นได้แต่แรก
เพ่ยหยูที่คิดจะสอบถามเื่เรียนกับพวกไป่หลิวก็ไม่คิดว่าตัวเองพอหัวถึงหมอนก็นอนหลับเป็ตายไปเลยเธอยังคงนอนฝันหวานว่าพ่อแม่มารับไม่ต่างจากทุกวันถึงแม้ว่าเพ่ยหยูจะจำใบหน้าของพวกท่านไม่ได้แต่เธอก็มั่นใจว่าคนในฝันนั้นเป็ครอบครัวของเธอตอนนี้เพ่ยหยูไม่ได้นอนร้องไห้เหมือน่วันแรกๆ ที่พลัดหลงแล้ว