หนิงเทียน จักรพรรดิเซียนพฤกษา (จบ)

    เล่มที่ 1 ตอนที่ 13 เยี่ยหลิงหลานลงมือ

            เมื่อเสาหินแตกกระจายความมืดมิดก็เข้าปกคลุมยอดเขาหมิงเฟิงอีกครา

            ลัวเซวียนและเยี่ยอวิ่นยังคงแย่งชิงหงส์หยกแดงกันอย่างดุเดือดแต่เหตุใดพวกเขาไม่ฉวยเอาน้ำเต้าเจ็ดสีเล่า?

            นั่นก็เพราะทั้งคู่รู้ว่ามีความเป็นไปได้สูงที่น้ำเต้าเจ็ดสีจะเป็นอาวุธวิญญาณจื๋อซิว

            อาวุธวิญญาณจื๋อซิวแบ่งออกเป็นสามประเภทคือ สวรรค์ขัดเกลา ปฐพีขัดเกลา และวิญญาณขัดเกลา

            อาวุธที่ขัดเกลาจากสวรรค์และปฐพีนั้นหายากอย่างยิ่งดังนั้น อาวุธวิญญาณจื๋อซิวที่นิยมส่วนมากจึงเป็นประเภทวิญญาณขัดเกลาซึ่งเป็นสมบัติทางธรรมชาติที่เกิดจากวิญญาณพฤกษา วิญญาณอสูร และวิญญาณร้าย

            อาวุธวิญญาณประเภทนี้มีบางส่วนที่หยวนซิวและซิงซิวสามารถใช้งานได้อีกส่วนหนึ่งจะมีคุณสมบัติเฉพาะและมีเพียงจื๋อซิวเท่านั้นที่ใช้ได้

            ด้วยเหตุผลดังกล่าวลัวเซวียนและเยี่ยอวิ่นจึงยอมตัดใจจากน้ำเต้าเจ็ดสี

            หนิงเทียนทำจางเหว่ยบาดเจ็บสาหัสทั้งยังสร้างความสัมพันธ์พิเศษกับน้ำเต้าเจ็ดสี ทว่าเขากลับก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครา

            พลังของกล้วยไม้เซียนเก้าชีวิตนั้นยากจะคาดเดาแผนที่จิตวิญญาณในเส้นลมปราณแรกแปรเปลี่ยน แสงแห่งพลังวิญญาณของบงกชสีมรกตรวมตัวกันแล้วบานสะพรั่งอยู่ด้านหลังของเขา

            น้ำเต้าเจ็ดสีหมุนตัวอย่างงดงามแล้วหยุดลงบนดอกบัวเสี้ยววินาทีที่สองสิ่งนี้สัมผัสกัน ทั้งยอดเขาหมิงเฟิงก็สั่นสะเทือนอีกคราเสียงคำรามประหลาดดังสนั่นไปทั่วอาณาบริเวณ

            บงกชสีมรกตหยั่งรากลงดินและพลิ้วไหวไปมาใบบัวทุกใบเต็มไปด้วยแสงแห่งจิตวิญญาณ ก่อนจะมาบรรจบกับน้ำเต้าเจ็ดสีที่อยู่บนเกสรดอกบัว

            ค่ำคืนนั้น ทั่วทั้งหมิงเฟิงสว่างไสวด้วยแสงนับพันดวงบ้างมาจากใต้ดิน บ้างก็ลอยอยู่กลางอากาศ แต่แสงทั้งหมดนี้ล้วนรวมตัวและมุ่งหน้าสู่ยอดเขา

            ลวดลายลึกลับปรากฏบนพื้นผิวของน้ำเต้าเจ็ดสีทั้งยังมีลำแสงหลากสีพุ่งออกมาจากปากน้ำเต้า ซึ่งเป็นที่สะดุดตาอย่างมากท่ามกลางค่ำคืนอันมืดมิด

            เสียงสั่นสะเทือนดังขึ้น รากบ่มเพาะจำนวนนับไม่ถ้วนเข้ารายล้อมบงกชสีมรกตก่อนจะทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าและก่อเกิดเป็นเสาแสงหลากสี

            หากมองดูใกล้ๆ ก็จะเห็นถึงความแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นทั้งบรรดาอสูรไม่ว่าจะเป็นนก สัตว์ แมลง หรือปลา นอกจากนั้นยังมีหมู่มวลพฤกษาจำพวกดอกไม้ต้นหญ้า ต้นไม้ และเถาวัลย์อีกด้วย

            สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ต่างเคลื่อนไหวอยู่ในเสาหลากสีพร้อมแสดงนิมิตต่างๆไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ตระหง่านเทียมฟ้า ดอกไม้โอหังแห่งโลกหล้า ปลาบินคลุมนภาหรือเสือคำรามแห่งยุทธภพ

            รากบ่มเพาะทั้งหมดนี้ล้วนคาดเดาไม่ได้นิมิตสวรรค์บังเกิดเหนือภูเขาเฮยเสวียน และดึงดูดความสนใจของยอดฝีมือทั่วใต้หล้า

            ลัวเซวียนและเยี่ยอวิ่นต่างตกตะลึงทั้งยังเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าน้ำเต้าเจ็ดสีเป็นอาวุธวิญญาณจื๋อซิว

            หนิงเทียนเองก็ตกใจมากเช่นกันฉากนี้ช่างเหนือจินตนาการและเขาก็ยังไม่เข้าใจสักนิดว่าเกิดอะไรขึ้น แต่กล้วยไม้เซียนเก้าชีวิตในร่างกลับกระตือรือร้นอย่างมากและแผนที่จิตวิญญาณในเส้นลมปราณแรกก็สอดคล้องกับนิมิตของเสาแสงหลากสี

            เมื่อข้อมูลนับไม่ถ้วนหลั่งไหลเข้าสู่หัวใจเขาก็รู้จำนวนรากบ่มเพาะอย่างแม่นยำในทันที

            รากอสูรห้าร้อยสิบสองชิ้นและรากพฤกษาอีกห้าร้อยสิบสองชิ้นมีทั้งรากที่หยุดนิ่งและรากที่เคลื่อนไหวราวภาพมายาหยินหยางรวมตัวกัน และสุดท้ายมวลรวมทั้งหมดก็กลายเป็นแผนภาพหยินหยางขนาดใหญ่

            ภาพนี้ประกอบด้วยการเปลี่ยนแปลงทุกกระบวนท่าซึ่งช่วยเติมเต็มแผนที่จิตวิญญาณในเส้นลมปราณแรก ก่อนจะพัฒนาเป็นพลังสูงสุด

            จิตใจของหนิงเทียนถูกนิมิตในเสาแสงหลากสีดึงดูดอย่างสมบูรณ์รากบ่มเพาะเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงอย่างชาญฉลาดราวกับกำลังพัฒนากลอุบายแสนล้ำเลิศจนเขารู้สึกตื่นตาตื่นใจไปกับภาพตรงหน้าแต่สุดท้ายก็ถูกกล้วยไม้เซียนเก้าชีวิตจับทางได้

            นิมิตนี้สร้างความตกตะลึงไปทั่วทั้งใต้หล้าเหล่ายอดฝีมือน่าหวั่นเกรงต่างก็ก้าวข้ามมิติเวลาและมุ่งหน้าตรงมาที่นี่

            “เจ้าพวกนอกรีต! อาจหาญแสดงออกอย่างโจ่งแจ้ง!” เสียงยิ่งใหญ่ดังก้องระหว่างฟ้าดินสั่นสะเทือนทั้งภูผา ธารา และนภากว้างไกล

            “โทษประหาร!” เสียงเยือกเย็นเสมือนเจ้าแห่งฟ้าดินประกาศชะตาของยอดเขาหมิงเฟิงเพื่อลบล้างนิมิตดังกล่าว ไม่ยอมให้พวกมันถูกเปิดเผย

            ฝ่ามือใหญ่ล้อมด้วยพลังอัสนีร่วงลงมาจากฟากฟ้ามันทรงพลังจนสามารถกำราบฟ้าดินได้ ทั้งยังกำลังพยายามทำลายยอดเขาหมิงเฟิง

            “แย่แล้ว รีบหนีเร็ว!”

            เมื่อรู้สึกถึงภัยพิบัติกำลังจะเกิดขึ้นทุกคนบนยอดเขาหมิงเฟิงจึงแตกตื่นอย่างมาก

            มือยักษ์คู่นั้นน่าหวาดเกรงยิ่งนักฝ่ามือมีพละกำลังมากพอจะพังทลายได้ทั้งใต้หล้า หากตกกระทบลงมาแล้วคงไม่ต้องกล่าวถึงการสูญสลายของยอดเขาเพราะทุกชีวิตในที่แห่งนี้ย่อมต้องกลายเป็นเศษธุลีทั้งสิ้น

            ลัวเซวียนและเยี่ยอวิ่นหน้าถอดสีด้วยความตกใจก่อนจะร้องคำรามอย่างสิ้นหวัง

            “ทั้งหมดเป็นความผิดของเจ้า! เจ้าเด็กบ้า”

            ทั้งสองคนต่างคิดว่าถ้าไม่ใช่เพราะหนิงเทียนไม่ใช่เพราะน้ำเต้าเจ็ดสี ภัยพิบัติร้ายแรงเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร?

            ในช่วงวิกฤตของชีวิตเช่นนี้ทั้งคู่เลือกที่จะเผ่นหนีโดยไม่สนใจการแย่งชิงหงส์หยกแดงอีกต่อไป

            หนิงเทียนเองก็รับรู้ถึงคลื่นแห่งความตายแต่เขาไม่สามารถหลบหนีได้

            บงกชสีมรกตหยั่งรากลึกน้ำเต้าเจ็ดสีเผยนิมิตสวรรค์ แล้วเขาจะหนีทันได้อย่างไร?

            “เจ้าบ้าสมควรตายที่ไหนกันนี่?ใครไปยั่วยุเจ้า? ว่างจนต้องมาทำเรื่องบ้าๆ เช่นนี้เลยหรือ?” หนิงเทียนบ่นอย่างฉุนเฉียว ในใจเต็มไปด้วยความเกลียดชัง

            ข้าเพิ่งได้เป็นผู้บำเพ็ญและกำลังจะตายอยู่ที่นี่หรือ?ช่างน่าเศร้าเหลือเกิน

            ขณะที่ความตายกำลังคืบคลานเข้ามาน้ำเสียงเย็นชาแสนคุ้นเคยก็ดังก้องไปทั่วฟ้ายามราตรี

            “ดรรชนีเดียวขวางฟ้า[1] ท่วงท่ายิ่งใหญ่อะไรเช่นนี้!ลองลงมือประหารให้ข้าดูสักหน่อยเถิด”

            พลันความมืดเข้าครอบงำโดยรอบสุริยัน จันทรา และหมู่ดาราก็จมหายไป อสนีบาตสูญสลายสิ้น

            “ในสายตาหยวนซิวเช่นเจ้านิมิตของจื๋อซิวก็เป็นเพียงสิ่งนอกรีต ข้าอยากเห็นนักว่าเจ้ามีความสามารถใดจึงกล้าเย่อหยิ่งได้ถึงเพียงนี้!”

            ทันใดนั้นอัสนีแห่งยมโลกก็ฟาดสนั่นเสียงฟ้าร้องดังกึกก้องในความเวิ้งว้าง ร่างดำมืดยกมือสาดแรงใส่ฟ้าดินจนห้วงนภาพังทลายก่อนจะถล่มใส่เจ้าของหัตถ์มหึมา

            เวหายามราตรีสั่นไหว เสียงคำรามราวสัตว์ร้ายเจ็บหนักดังลั่นไปทั่วสารทิศจนทุกชีวิตในใต้หล้าต่างตื่นตระหนก

            “เสียงโหยหวนช่างน่าสังเวชเหลือเกินข้าเกือบคิดว่าเป็นเสียงสุนัขเสียแล้ว” เยี่ยหลิงหลานผู้แฝงอยู่ในความมืดเผยตัวออกมา

            ฟ้าดินสั่นสะเทือนทันทีที่นางยกมือขึ้น บรรยากาศว่างเปล่าพังทลายลงรอยแตกร้าวนับไม่ถ้วนในมิติเวลาส่องแสงประหลาด ก่อนจะสะท้อนร่างที่พร่างพราวด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์

            เจ้าของร่างนั้นคือยอดฝีมือหยวนซิวผู้สูงกว่าหมื่นจั้งทั้งยังมีอำนาจทะลุทะลวงฟ้าดิน ภูเขาและแม่น้ำทลายลงด้วยเสียงคำรามเพียงคราเดียว และเมื่อส่งเสียงคำรามอีกหนก็เกิดการสั่นสะเทือนไปทั้งปฐพีดวงตาของเขาสามารถมองทะลุความมืดได้ราวกับดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นการปรากฏกายแสนยิ่งใหญ่ดุจเทพเซียน

            แสงศักดิ์สิทธิ์ไหลเวียนในร่างของชายผู้นี้แรงกดดันอันมหาศาลทำให้ภูเขาแตกร้าว ภูเขาสูงตระหง่านลอยขึ้นจากพื้นดิน ก่อนจะลุกเป็นไฟและระเบิดกลางอากาศพร้อมปล่อยคลื่นแสงทำลายล้างออกมา

            “โอ้สวรรค์! เทพเซียนจากที่ใดกัน? ช่างน่ากลัวเหลือเกิน”

            ผู้คนในจักรวรรดิเชียนซานจำนวนนับไม่ถ้วนต่างให้ความสนใจกับศึกครั้งนี้พวกเขาตัวสั่นเทาด้วยความกลัวและตื่นตระหนก

            “ท่านผู้นี้ช่างน่ากลัวยิ่งนักทว่าอีกท่านกลับน่าหวั่นเกรงยิ่งกว่า”

            จันทราดารากรบริเวณภูเขาเฮยเสวียนถูกความมืดประหลาดเข้าปกคลุมพลังน่าสะพรึงกลัวครอบครองที่แห่งนี้ราวกับราชาแห่งรัตติกาล ทั้งยังต่อสู้กับพลังอันยิ่งใหญ่ของหยวนซิว

            ภายใต้ค่ำคืนที่แปรปรวนเสียงคำรามสนั่นแผดไกลไปทุกทิศ พลังอันยิ่งใหญ่ของหยวนซิวเปรียบเสมือนเตาหลอมลุกไหม้ที่พุ่งหาเยี่ยหลิงหลานครั้งแล้วครั้งเล่าทว่านางกลับต้านรับไว้ได้ทุกครา และในตอนท้ายของการต่อสู้ เขาก็สูญเสียแขนขาไปจนหมดร่างสว่างไสวสูงตระหง่านจรดฟ้าทรุดเข่าลงตรงตีนเขาเฮยเสวียนอย่างอัปยศ

            ฉากนี้ทำให้ทั้งแผ่นดินตกตะลึงเสียงฮือฮาดังไปทั่วหล้า

            นั่นคือผู้ทรงพลังอันดับต้นๆของดินแดนหยวนซิง ทว่ายามนี้กลับขายหน้าจนหมดสิ้น ทั้งยังนำความอับอายมาสู่พรรคพวกอีกด้วย

            “จะชดเชยด้วยสมบัติศักดิ์สิทธิ์สิบชิ้นหรือจะฆ่าตัวตายเจ้าเลือกมา” เยี่ยหลิงหลานแผดเสียงดังทั่วจักรวรรดิเชียนซานนี่คือการหยามเกียรติอย่างโจ่งแจ้ง

            “เยี่ยซิงหานเจ้าอย่ากลั่นแกล้งกันจนเกินไป”

            ทันใดนั้นเสียงสนั่นลั่นฟ้าดินก็ดังขึ้นยอดฝีมือจากกลุ่มหยวนซิวอีกคนปรากฏกาย

            “ไม่ให้หรือ? ดีเช่นนั้นเจ้าก็รอเก็บศพได้เลย!”

            กระแสน้ำวนสีดำน่าสะพรึงกลัวปรากฏขึ้นเหนือศีรษะของชายผู้ทรงพลังมันกลืนกินแสงแห่งฟ้าดินแล้วค่อยๆ ร่วงหล่นราวเขาไท่ซาน[2]

            ผู้ทรงพลังยังคงคุกเข่าขู่คำรามพร้อมต้านพลังอัคคีที่ลุกท่วมร่างอย่างสุดความสามารถเพียงชั่วพริบตาเดียวเปลวเพลิงนั้นก็ดับลง

            เสียงคำรามน่าเกรงขามกลายเป็นเสียงกรีดร้องแห่งความสิ้นหวังบ่งบอกถึงหายนะอันไม่มีที่สิ้นสุด

            “คนแซ่เยี่ย จงยั้งมือ!” เสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธดังขึ้น

            “หากเจ้าพูดอีกคำเดียวข้าจะเผาเจ้าอีกคน ไปให้พ้น!”

            ความมืดมิดพลุ่งพล่านไปทั่วทั้งฟ้าดินล้วนปั่นป่วนร่างของยอดฝีมือหยวนซิวผู้ทรงพลังซึ่งคุกเข่าอยู่บนพื้นพลันสลายเป็นเถ้าถ่านพร้อมเสียงคำรามสะเทือนฟ้า ผู้ทรงพลังอีกคนโห่ร้องแล้วหนีไป

            ทั่วทั้งพสุธาเงียบสนิท ซิงซิวหยวนซิว และจื๋อซิวล้วนนิ่งสงบ ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าเหตุการณ์จะจบลงเช่นนี้

            หนิงเทียนที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดก็ตกตะลึงเช่นกันเขาไม่รู้มาก่อนว่าท่านอาจารย์จะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ นี่เป็นผลกำไรอันมหาศาล!

            บรรดาหยวนซิวล้วนไม่พอใจพวกเขาถือว่าจื๋อซิวเป็นพวกนอกรีตมาโดยตลอด เหตุการณ์ในคืนนี้จึงสร้างความอับอายให้พวกเขาเป็นอย่างมาก

            ส่วนกลุ่มซิงซิวก็เฝ้ามองเรื่องสนุกหลังจากนี้คงต้องประเมินความแข็งแกร่งของเยี่ยซิงหานใหม่เสียแล้ว

            เหนือยอดเขาหมิงเฟิงลำแสงหลากสีแปรเปลี่ยนไปอย่างลึกลับ รากบ่มเพาะที่อยู่ภายในนั้นก็ค่อยๆ ลดลง ผู้บำเพ็ญบนภูเขาที่กำลังหลบหนีต่างหยุดนิ่งแล้วมองกลับไป

            ลัวเซวียนและเยี่ยอวิ่นสาปแช่งด้วยความแค้นเคืองพวกเขากลับขึ้นไปบนยอดเขา แต่หงส์หยกแดงกลับสยายปีกบินหนีไปในอากาศ ทั้งยังถูกความมืดมิดอันแปลกประหลาดครอบงำ

            หนิงเทียนรวบรวมสติ บงกชสีมรกตที่หยั่งรากลงดินเผยให้เห็นวิถีแห่งเต๋าแผนที่จิตวิญญาณในเส้นลมปราณชี้นำกระบวนท่าของรากบ่มเพาะในเสาแสงหลากสีราวกับกำลังพัฒนาบางทักษะให้สมบูรณ์แบบ

            รากบ่มเพาะทั้งหมดรวมกันเป็นคู่หลังจากเปลี่ยนแปลงครบเก้าครั้งก็เหลือเพียงกระบวนท่าเดียว ลำแสงหลากสีระเบิดออก และนิมิตสวรรค์ก็สลายไปทันที

            อักษรโบราณจำนวนนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นในใจของหนิงเทียนผ่านการชี้นำของกล้วยไม้เซียนเก้าชีวิตก่อนจะกลายเป็นวิชาทะลวงพันชั้นซึ่งเป็นวิชาขั้นสุดยอด

            วิชาทะลวงพันชั้นนี้ซับซ้อนยิ่งนักมันประกอบขึ้นจากรากบ่มเพาะหนึ่งพันยี่สิบสี่ชิ้นที่รวมเป็นคู่แล้วซ้อนทับกันอย่างต่อเนื่องจากนั้นจึงผสานเข้าด้วยกันจนเหลือเพียงกระบวนท่าเดียว

            ยามนี้หนิงเทียนยังไม่สามารถฝึกวิชานี้ได้แต่เขาก็สามารถแยกทักษะ แล้วค่อยหาทางรวมเป็นหนึ่งกระบวนท่าในภายหลัง

            บงกชสีมรกตแกว่งไกวและปล่อยแสงลึกลับอยู่บนยอดเขาก่อนจะห่อหุ้มน้ำเต้าเจ็ดสีแล้วสลายตัวไปพร้อมกับเสียงดังหวือ

            “หายไปไหนแล้ว?” หนิงเทียนตะโกนลั่น

            เมื่อเขาลองสำรวจพลังในร่างกายก็พบว่าแท้ที่จริงน้ำเต้าเจ็ดสีก็เข้ามาอยู่ในเส้นลมปราณแรกของตนแล้ว

            “ฮ่าๆ วิเศษมาก! มหัศจรรย์ยิ่งนัก!”

            หนิงเทียนมีความสุขอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเงียบลงและหันมองไปรอบทิศอย่างระแวดระวัง

            “ข้าไม่อาจแจ้งให้ท่านอาจารย์ทราบเรื่องสมบัติชิ้นนี้ได้ไม่เช่นนั้นนางต้องขโมยมันไปแน่ แต่ข้าจะซ่อนมันจากนางได้อย่างไร?”

            จิตใจของหนิงเทียนเริ่มปั่นป่วนเมื่อไม่สามารถหาทางออกที่ดีได้ เขาจึงตัดสินใจวิ่งลงจากยอดเขามาอย่างเงียบๆ

            “หนิงเทียน! เป็นเจ้าจริงๆ ข้าคิดว่าเจ้า...” มีร่างหนึ่งกระโดดออกมาจากไหล่เขา คนผู้นั้นคือหลินเสี่ยวซิน

            หนิงเทียนแปลกใจเล็กน้อย ขณะที่คนอื่นหนีกันไปหมดแล้วทว่าหญิงผู้นี้กลับยังคงรอเขาอยู่ที่เดิมในใจของหนิงเทียนพลันเกิดความอบอุ่นขึ้นมา

            “ข้าโชคดีจึงไม่เป็นอะไรไปกันเถอะ” หนิงเทียนพาหลินเสี่ยวซินลงมาจากเขาโดยเท้าไม่เปื้อนฝุ่นเลย ความรวดเร็วนั้นราวกับปลิวไปตามสายลม

            “เจ้าเข้าสู่ขอบเขตจิตหยั่งลึกแล้วหรือ?”หลินเสี่ยวซินตกตะลึง ชายผู้นี้ยอดเยี่ยมเหลือเกิน

            หนิงเทียนค่อนข้างภาคภูมิใจและไม่นานทั้งสองคนก็มาถึงตีนเขา

            “ข้าต้องไปแล้วหวังว่าในวันหน้าเราจะได้พบกันอีก ส่วนของเหล่านี้ข้าให้เจ้า” เขามอบถุงมิติให้หลินเสี่ยวซินตบไหล่นางเบาๆ ด้วยรอยยิ้ม แล้วโบกมือจากไป

            “ในวันหน้า? ใครเล่าจะรู้ได้?”

            หลินเสี่ยวซินพึมพำกับตนเองและมองหนิงเทียนจากไปจากนั้นก็เปิดถุงมิติ ซึ่งภายในมีหินวิญญาณมากกว่ายี่สิบก้อน

            “คนผู้นี้เขาปล้นไปกี่คนแล้ว?”

            แม้หลินเสี่ยวซินจะรู้สึกจนใจทว่ากลับมีรอยยิ้มแจ่มใสประดับที่มุมปาก

    ---------------------------------------

    [1] ดรรชนีเดียวขวางฟ้า (只手遮天) หมายถึง อาศัยอำนาจหรือเล่นเล่ห์เพื่อหลอกลวงปกปิดความจริง และทำให้ผู้คนหลงกล

    [2] เขาไท่ซาน (泰山) เป็นภูเขาที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม โดยใช้เปรียบเปรยถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

    คล้ายกับเรื่องหนิงเทียน จักรพรรดิเซียนพฤกษา (จบ) ที่คุณอ่าน