คิม ยูอิน ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองมายืนอยู่ตรงนี้ได้ยังไง หลังจากที่ฟังเสียงที่เขาร้องบนเวที ก็รู้สึกว่าหัวใจกำลังเต้นรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“มีอะไรหรือเปล่าครับ...” ดิวถาม เพราะเห็นว่าเธอเอาแต่เงียบ นี่ไม่ใช่เหตุการณ์แรกที่ดิวเจอ เพราะตั้งแต่ทำงานกลางคืนเขาก็มักจะพบกับสาวๆ ที่เข้ามาหาเป็นประจำ
ได้ยินเสียงของดิวแล้ว หัวใจของหญิงสาวพลันเต้นระรัว ยูอิน หน้าแดงปลั่งอย่างไม่รู้ตัว ไม่กล้าแม้แต่สบตาของเขา ก้มหน้ามองเพียงรองเท้าของเขาเท่านั้น
“พี่ดิว จะไปต่อที่ร้านไหนเหรอคะ” ในระหว่างที่ยูอินกำลังอ้ำๆอึ้งๆ ผู้หญิงที่แต่งตัวยั่วสวาทกลุ่มหนึ่งก็เดินเข้ามา
“แล้วยายนี่ใครอ่ะ เหม็นเปรี้ยวชะมัด ไปไกลๆ จากพี่ชายของฉันเลยนะยะ!”
“ไปสิ จะมามัวยืนบื้ออยู่ทำไมล่ะ ทำไมยังไม่รีบไปอีก!”
พวกเธอมีรูปร่างที่ดี สวยงามตามท้องเรื่องของสาวเที่ยวกลางคืน เพียงแต่คำพูดออกจะหยิ่งไปสักหน่อย
คิม ยูอิน ถึงกับหน้าชา เธอมีประสบการณ์ถูกด่าต่อหน้ามาเยอะ ว่ายายอ้วน ว่ายายช้างน้ำ ยายตะกละบ้างละ แต่นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เธอรู้สึกอับอายขายขี้หน้า จนอยากเอาหน้ามุดดินแล้วกลบฝังมันซะ
แต่แล้วราวกับมีใครคนหนึ่งยื่นมือเข้ามา น้ำเสียงที่เป็นสเน่ห์ของเขาทำให้ยูฉินใจเต้นตึกตัก
“ไม่เอาสิครับเลม่อน ถึงไงเขาก็เป็นแฟนๆ ของผมนะ” ดิวไม่ได้รังเกียจยูอินที่เป็นคนอ่วน สำหรับเขาคนที่เข้ามาหา ไม่ว่าหน้าตาจะเป็นยังไง ก็คือแฟนๆ เหมือนกันหมด
“ไม่รู้ล่ะคะ เห็นยายนี่แล้วเลมอนรู้สึกแย่ อยากจะให้มันไปพ้นๆหน้าซะ!” เลม่อนคือผู้หญิงผมทอง ใส่เสื้อกล้ามโชว์แผ่นหลังขาวๆ เธอสักลายมังกรเต็มแผ่นหลัง อย่างกับพวกพริตตี้งานมอเตอร์โชว์
ดิวรู้จักกับเลม่อนมาได้สิบห้าวันแล้ว ผู้หญิงคนนี้รุกน่าดู เห็นว่าเป็นผู้หญิงของเสี่ยอู๊ดในจังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้มีอิทธิพลคนหนึ่งเลยทีเดียว ดิวไม่อยากจะมีเรื่องด้วย แต่ดูสาวเจ้าสิยังมาระรานไม่เลิกลา เห็นแล้วก็เหนื่อยใจ แต่อย่างว่าหากชีวิตไม่มีอุปสรรคเลย มันจะไปสนุกได้ยังไง
“ต้องขอโทษแทนเลม่อนด้วยนะครับ พอดีเธอดื่มเยอะไปหน่อย” ได้เห็นดิวพูดสุภาพกับตัวเอง ยูอินรู้สึกอบอุ่นในหัวใจอย่างบอกไม่ถูก อะไรกันคือสิ่งที่เขาทำอยู่ ใช่กำลังหลงเสน่ห์เธอมั้ย?
“พี่คะ เลม่อนว่าเราไปที่อื่นกันเถอะค่ะ อยู่แถวนี้แมลงวันตอมจะแย่อยู่แล้ว”
“นั่นสิคะพี่ ร้านต่อไปคือร้านแสงดาวใช่มั้ยคะ งั้นก็ไปกันเถอะค่ะ เดี๋ยวพวกเราจะไปส่งพี่เอง”
เพื่อนที่มากับเลม่อนมีหน้าตาที่จัดว่าน่ารัก ดัดฟัน เจาะแก้ม ผิวขาวใสตามแบบฉบับสาวเหนือ เห็นว่ายังไม่มีแฟนด้วยสิ แต่ดิวไม่รู้เหมือนกันว่าข้อมูลที่ได้มาจะจริงมั้ย เพราะดูจากสภาพการณ์ที่เป็นเพื่อนกับเลม่อน บางทีน้ำขิงอาจเป็นเด็กเสี่ยอีกคนก็เป็นได้
“โอ้...ขอบคุณนะครับ แต่พี่ชอบขับรถมอเตอร์ไซค์รับลมมากกว่า” ดิวตอบไปอย่างมีมารยาท
“ว๊า...แย่จัง” และยายน้ำขิงกับเลม่อนก็ไม่ชอบนั่งมอเตอร์ไซค์ด้วย สำหรับพวกเธอคนที่ไม่มีรถยนต์ขับคือคนจน
“โอเค งั้นก็ได้ค่ะ ไว้วันหลังเราไปขึ้นรถเล่นกันนะคะ”
“ไว้เราไปสนุกกันนะพี่ ฮิฮิ” พวกเธอเข้ามาใกล้ดิวก่อนจะกระซิบข้างหู และยายเลม่อนนี่เหลือเกิน ในขณะที่กระซิบข้างหูของเขา ก็แลบลิ้นออกมาเลียอย่างหื่นกระหาย ทำเอาดิวใจเต้นตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม
“ส่วนเธอ!” เลม่อนชี้หน้าของยูอินอย่างมุ่งร้าย “อย่าให้กูเห็นหน้าอีกนะ ไม่งั้นกูจับมึงไปทำหมูกระทะแน่ จำไว้!”
ดิวอดรู้สึกขำไม่ได้ อะไรนะเลม่อนต้องการจับยูอินไปทำหมูกระทะ? ดูจากขนาดร่างกายที่ต่างกันของทั้งสองคนเเล้ว คงเป็นเลม่อนมากกว่านะที่ถูกทับ
“อืมม์ ถ้าไม่มีอะไร ผมขอตัวก่อนนะ ยังมีงานที่ร้านอื่นอีกน่ะ” เมื่อเห็นว่ายูอินเอาแต่ยืนเงียบ ดิวก็ไม่อยากเสียเวลาไปมากกว่านี้ ร้านแสงดาวอยู่ห่างไปหลายช่วงถนน ถ้าหากติดไฟแดงอาจใช้เวลานานกว่าที่คิด
“เดี๋ยวก่อนคะพี่!” ยูอินไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเธอถึงต้องเรียกเขาว่าพี่ อาจเป็นเพราะพวกยายเลม่อนก็ได้ จึงทำให้เธอเรียกเขาอย่างนี้
“ครับ ว่ายังไง...?” ดิวมองเวลาบนหน้าจอมือถือ ถึงแม้ว่ามันจะเสียเวลาไปสักหน่อยแต่ใบหน้าของเขากลับไม่หงิกงอเลย ยังยิ้มแย้มตลอด
“ขอฉัน...ถ่ายรูปคู่กับพี่ได้หรือเปล่าคะ” ในที่สุดยูอินก็พูดในสิ่งที่อยากพูดออกมา ใช่แล้วเธออย่างถ่ายรูปกับเขาสักรูป จึงมาดักรอที่ทางออก
“ได้สิครับ มาเดี๋ยวผมช่วย”
คิม ยูอิน เป็นยายหมูหนักสองร้อยกิโลกรัม เธอสูงประมาณร้อยเจ็ดสิบกว่าๆ เพราะงั้นเมื่อยืนคู่กับดิวที่สูงร้อยแปดสิบ จึงดูตัวใหญ่กว่าเขามาก ส้มผัสที่ใกล้ชิด ได้ยินเสียงลมหายใจเข้าออก ยูอินรู้สึกฟินอย่างบอกไม่ถูก
“นี่ครับ ขอบคุณนะที่ชอบผม ถ้ายังไงผมไปก่อนนะ” ดิวเสียเวลามากแล้ว หลังจากที่เขาถ่ายรูปกับยูอิน ก็สตาร์ทรถออกไปทันที
เนิ่นนานคิม ยูอิน จึงได้สติ เธอไม่ใช่สาวเหนือแต่เวลานี้กลับแกล้มแดงปลั่งอย่างน่าประหลาด
“กูก็นึกว่ามึงวิ่งไปไหน ที่แท้ก็มาอ่อยผู้อยู่นี่เอง แหมไม่ชวนกูเลยนะ อีดอก!” ในขณะที่ยูอินกำลังเคลิ้มไปกับรูปถ่าย ใหม่ที่เข้ามาด้านหลังก็ยืนพูดฉอดๆ
“เห้ยอะไรวะ ของแบบนี้ใครเร็วใครได้เว้ย”
“แล้วเป็นไง พอยืนใกล้ๆ แล้ว เขาหล่อกว่าตอนร้องเพลงไกลๆ หรือเปล่า” ใหม่รู้สึกสนใจดิวเหมือนกับ ความจริงแล้วเขาไม่ใช่ผู้ชายหรอก แต่เป็นฝ่ายรับต่างหาก
“มึงก็ดูเองสิวะ” ยูอินไม่รู้จะพูดยังไง จึงยื่นโทรศัพท์ของตัวเองให้ใหม่ดู
........................
ดิวยังเล่นเพลงไปเหมือนเดิม ก่อนกลับมาถึงห้องก็แวะร้านข้าวต้ม บำรุงกำลังกันสักหน่อย เขารู้สึกปวดเมื่อยเหลือเกิน ใครกันนะบอกว่าการเป็นนักดนตรีมันง่าย ความจริงแล้วมันโคตรเหนื่อยเลยต่างหาก
“คงต้องส่งเงินไปที่บ้านสักหน่อย” ดิวยังไม่ลืมคนที่บ้าน พ่อแม่ของเขาที่อยู่ต่างจังหวัด เลี้ยงหมูได้ไม่ดีเท่าไหร่นัก ขายไปก็ขาดทุนแต่ยังทนเลี้ยงเพราะไม่มีที่นาทำกิน
ยังมีน้องสาวอีกสองคนที่เรียนชั้นประถม ค่าใช้จ่ายยังไม่มากเท่าไหร่นัก แต่หากเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเมื่อไหร่ล่ะก็ ถึงนอนนั้นคงต้องกู้เงินเรียน
ดิวมองรูปถ่ายของครอบครัวในโทรศัพท์ มันก็นานมาแล้วที่เขาไม่ได้กลับบ้าน ไม่ใช่ไม่อยากกลับแต่ที่นั่นไม่มีอะไรให้ทำ ที่เขาทำได้ในตอนนี้คือส่งเงินไปให้ทางบ้านใช้เท่านั้น
โดยปกติดิวจะส่งเดือนละห้าพันบาท แต่ตอนนี้เขามีรายได้ที่มากขึ้นจึงส่งเงินให้มากกว่าเดิม นั่นคือแปดพันบาทต่อเดือนจำนวนเงินแปดพันบาทอาจดูน้อยเพราะเขาได้เดือนละสามแสนบาท แต่ว่า ถ้าหากส่งไปเยอะเกินจะทำให้พวกท่านกังวล กลัวว่าลูกชายจะทำสิ่งผิดกฎหมาย เพราะงั้นส่งไปแต่พอดีๆ นั่นแหละถูกแล้ว
“เฮ้ยดิว นายไม่แต่งเพลงเองแล้วเปิดช่องวะ ฉันว่ามันต้องเจ๋งแน่”
ในวันนี้ดิวหยุด เขาไม่รู้จะไปที่ไหนจึงมานั่งเล่นที่ร้านบุษบา ฟังเสียงนักร้องคนอื่นบ้างก็ดีเหมือนกัน อีฟถามดิวด้วยความสนใจ เธอรู้ว่าดิวมีพรสวรรค์ในด้านดนตรียิ่งกว่าใคร ตอนนั้นที่เขาเข้ามาสมัครงานในร้าน น้ำเสียงยังไม่ไพเราะถึงขนาดนี้ รวมถึงทักษะด้านกีตาร์เองก็เช่นกัน
แต่ดูตอนนี้สิ เขาทำงานร้องเพลงห้าร้านในหนึ่งคืน ทักษะที่ว่าดูเหมือนจะก้าวกระโดด โซโล่กีตาร์ได้อย่างบ้าคลั่ง ถึงขนาดที่ว่าสาวๆ ลงไปดิ้นที่พื้นอย่างกับถูกผีเข้าสิง เห้ย เอาเรื่องนะเนี่ย
“นั่นสิดิว กูว่ามึงถึงเวลาแล้วว่ะ ไหนๆก็มาถึงขนาดนี้แล้ว มึงควรที่จะไปให้สุดๆ เลยนะเว้ยเพื่อน” มอสเห็นด้วยกับอีฟ ข้างกายของเขาคือสาวเชียร์เบียร์ เห็นว่าเป็นพนักงานใหม่ อายุยังไม่ถึงสิบแปดปีด้วยซ้ำ แต่อย่างใดก็ดี ดูเหมือนว่าเธอจะเสร็จโจรแถวนี้แล้ว
“ทำเพลงไม่ใช่เรื่องง่ายนะ ต้องมีห้องอัด แต่งเพลง ทำเอ็มวี มึงคิดว่ามันต้องใช่เงินเท่าไหร่” ตอนนี้ดิวเป็นนักร้องกลางคืน เพลงที่ใช้โดยส่วนใหญ่คือเพลงของคนอื่น ซึ่งในเพลงเหล่านั้นคือนักร้องที่มีอยู่ในปัจจุบัน
“ฉันรู้จักเพื่อนคนหนึ่งมันชื่อว่าเต้ย มีห้องอัดอยู่ด้วยนะ ราคาของมันก็เป็นกันเอง เดี๋ยวฉันคุยให้ ส่วนเอ็มวีเดี๋ยวนี้แค่กล้องโทรศัพท์ตัวเดียว ก็ถ่ายได้แล้วไม่ใช่เหรอ?” อีฟแนะนำ แถมยังเสนอด้วยว่าราคาจะถูกลงกว่าปกติ
ดิวที่ฟังอยู่ผงกศีรษะ แต่เขารู้สึกไม่เห็นด้วยกับกล้องโทรศัพท์มือถือ กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล ส่วนกล้องหลัง 12 ล้านพิกเซล ถามจริงความละเอียดแค่นี้จะไปทำอะไรได้
เพราะแม้แต่ตอนที่ดิวยังนอนโรงบาลรัฐฯ โทรทัศน์แบรนด์ห่วยๆ ยังมีภาพคมชัดกว่านี้ซะอีก แต่อย่างว่าโทรศัพท์กับโทรทัศน์มันไม่เหมือนกัน และนี่ยังเป็นปี 2017 ไม่ใช่ปี 2030 ซะหน่อย
“กูเห็นด้วยกับพี่สาวคนสวยนะเว้ย มึงเปิดช่องเอง เป็นนักร้องเต็มตัวเลยดีกว่า มึงเชื่อกู ตอนนี้มันถึงเวลาที่มึงต้องเปล่งประกายแล้ว!” มอสเห็นด้วยกับอีฟ พอดิวมองจากมุมนี้ เขารู้สึกว่าสองพี่น้องคู่นี้ช่างมีลักษณะนิสัยที่คล้ายกันจริงๆ
“เออๆ แต่กูต้องมีเพลงซะก่อน แต่ไม่เป็นไร ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งอาทิตย์หรอก เดี๋ยวกูให้คำตอบ”
“มึงอย่าบอกนะ ว่ามึงจะแต่งเพลงเอง!” มอสทำหน้าไม่เชื่อ อีฟมีสีหน้าไม่ต่างกัน การเป็นนักร้องดนตรีกลางคืนกับการแต่งเพลงเองมันคนละเรื่องกัน ถึงแม้จะเป็นนักร้องอาชีพ บางคนก็ดีแต่ร้องเพลงที่คนอื่นแต่งให้เท่านั้น