หากความตายคือความเงียบสงัดที่ไร้จุดสิ้นสุดหุบเขาหมื่นศพในยามนี้ก็คือบทเพลงบรรเลงแห่งความพินาศที่ไร้ซึ่งสุ้มเสียง ทว่ากลับกึกก้องกัมปนาทอยู่ในโสตประสาทของดวงิญญาที่ยังไม่ยอมดับสูญลมหายใจของ "คนเป็" ในสถานที่อันอัปมงคลแห่งนี้มิได้เป็เพียงเครื่องหมายของการดำรงชีวิตที่น่าสมเพชแต่มันคือการประกาศาอย่างทระนงกับมวลมหาศพที่ถูกทอดทิ้งไว้เื้ัประวัติศาสตร์อันโสมมและเน่าเฟะของยุทธภพ
ฟางหานก้าวเดินไปบนกองกระดูกที่ทับถมกันหนาแน่นไม่ต่างจากขุนเขาขนาดย่อมร่างกายของเขาบัดนี้มิได้ผอมโซไร้เรี่ยวแรงเช่นกาลก่อนทว่ากลับดูสูงโปร่งและสง่างามอย่างประหลาดท่ามกลางซากอัปมงคลเสียงกระดูกลั่นเกรียบกราบเบื้องล่างฝ่าเท้าในทุกย่างก้าวตอกย้ำถึงความเปราะบางของชีวิตที่เคยรุ่งเรืองเฟื่องฟูทว่าบัดนี้กลับกลายเป็เพียงเศษซากที่ไร้ชื่อจารึกเป็เพียงฐานรองบาทให้แก่มัจจุราชตนใหม่ที่กำลังจะจุติลึกเข้าไปในใจกลางหุบเขาที่ซึ่งความมืดดำสนิทข้นคลักดุจหมึกนรกที่พร้อมจะกลืนกินแสงสว่างทุกอณูให้มอดไหม้ไปตลอดกาล
ที่ใจกลางความมืดมิดนั้น คือที่ตั้งของ “ถ้ำอัฐิวิจิตร”สถานที่ซึ่งมิใช่เพียงรูพยาบาทของแผ่นดินแต่คืออนุสรณ์สถานแห่งความสิ้นหวังที่ถูกสร้างขึ้นจากร่างของผู้แพ้นับแสนนับล้านคนปากถ้ำกว้างมหึมามีสัณฐานคล้ายกับขากรรไกรของอสูรกายจากขุมนรกขุมลึกที่สุดที่กำลังอ้ากว้างรอคอยเหยื่ออันโอชะผนังถ้ำมิได้เกิดจากหินผาตามธรรมชาติแต่เกิดจากเศษกระดูกมนุษย์และสัตว์ป่าที่ถูกแรงอัดมหาศาลของเปลือกโลกและความกดดันของพลังอาฆาตเคี่ยวกรำมานานนับศตวรรษจนหลอมละลายกลายเป็เนื้อเดียวกันทอประกายสีขาวหม่นจาง ๆ ดั่งมุกดาหารที่แปดเปื้อนด้วยมลทินแห่งคาวเืและหยาดน้ำตา
อากาศที่พวยพุ่งออกมาจากปากถ้ำนั้นเย็นเยียบประหนึ่งน้ำแข็งจากสระมรณะและคาวจัดด้วยกลิ่นสาบของความเน่าเปื่อยที่ถูกกักขังไว้นานเกินกาลเวลากลิ่นนี้มีอำนาจประหลาด มันสามารถแทรกซึมผ่านรูขุมขนเข้าไปกัดกินมโนธรรมในส่วนลึกของผู้ย่างกรายชวนให้ผู้ที่จิตใจไม่แข็งแกร่งพอต้องตกอยู่ในห้วงนิมิตที่บ้าคลั่งจนต้องปลิดชีพตนเองเพื่อหนีความทรมานภายในถ้ำนั้นอากาศหนาวจัดจนลมหายใจของฟางหานกลายเป็ไอสีม่วงขุ่นมัวปกคลุมรอบกายเปรียบดังเกราะกำบังเสียงลมที่พัดผ่านรูพรุนของผนังกระดูกส่งเสียงหวีดหวิวซับซ้อนเฉกเช่นเสียงขลุ่ยพร่ำเพ้อของิญญาที่กำลังสวดส่งิญญาให้แก่กันและกันในสุสานที่ไม่มีวันสว่าง
ตามพื้นถ้ำที่ลาดเอียงลงสู่ก้นบึ้งมีผลึกแร่ธาตุสีม่วงเข้มงอกเงยขึ้นมาตามซอกกระดูกดูวิจิตรทว่าสยดสยองราวกับดอกไม้แห่งความตายมันคือ “ศิลาเย็นกลืนปราณ”วัตถุอัปมงคลในตำนานที่จะคอยดูดซับพลังงานชีวิตจากทุกสิ่งที่มีจังหวะชีพจรยิ่งผู้ย่างกรายมีพลังฝีมือสูงเพียงใดแรงดูดซับของศิลานี้จะยิ่งทวีคูณขึ้นเป็เงาตามตัวหากยอดฝีมือทั่วไปก้าวเข้ามาที่นี่เพียงสิบก้าวลมปราณในร่างจะถูกสูบจนเหือดแห้งไม่ต่างจากซากไม้ตายซาก เส้นชีพจรจะกรอบแตกและร่างกายจะถูกแช่แข็งไว้เป็ประติมากรรมแห่งมรณะอยู่บนผนังถ้ำไปชั่วนิรันดร์ทว่าฟางหานกลับมิใช่ยอดฝีมือทั่วไปอีกต่อไป...
เขาก้าวเดินเข้าไปในความมืดมิดนั้นอย่างช้า ๆท่วงท่าการก้าวเดินของเขามั่นคงดั่งจอมยุทธ์ผู้เจนจัด ทว่าเ็าดุจซากศพร่างกายที่ผ่านการผลัดเปลี่ยนในบึงมรณะบัดนี้แผ่ซ่านรังสีมรณะที่เข้มข้นจนศิลาเย็นกลืนปราณรอบข้างถึงกับปริร้าวรอยสักรูปดวงตาปีศาจที่ประทับอยู่กลางอกกะพริบแสงสีม่วงหม่นเป็จังหวะที่ดุดันสอดคล้องกับเสียงหัวใจที่เต้นช้าทว่าหนักแน่นเสมอเหมือนเสียงกลองศึกในสมรภูมิร้างทุกครั้งที่ไอเย็นจากพื้นถ้ำพยายามจะพุ่งเข้าสู่ฝ่าเท้าเพื่อบดขยี้ดวงิญญาลมปราณกลืนิญญาในร่างของฟางหานจะตอบโตอย่างอำมหิตมันมิใช่เพียงตั้งรับเพื่อป้องกันตนเองแต่มันกลับทำหน้าที่ราวกะพญาอสุรกายที่กางกรงเล็บออกเพื่อ “่ชิง” และ “กัดกิน” พลังจากศิลาเ่าั้กลับมาเป็วัตรปฏิบัติของตนเองอย่างตะกละตะกลามพลังงานสีม่วงดำไหลเวียนผ่านข้อเท้า พุ่งขึ้นสู่จุดตันเถียนและหลอมรวมเข้ากับกระแสเืที่เริ่มกลายเป็สีม่วงเข้มขึ้นเรื่อย ๆ
เฒ่าดับสูญ ยืนนิ่งประหนึ่งเงาปีศาจอยู่บนโขดหินเหนือปากถ้ำแววตาของเขาที่มืดมิดทว่าแหลมคมจ้องมองแผ่นหลังของศิษย์เอกด้วยความพึงใจสูงสุดเขารู้ดีว่า ณ ใจกลางถ้ำแห่งนี้ คือบททดสอบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดซึ่งจะตัดสินว่าฟางหานจะเป็เพียงคนเขลาที่กุมวิชาฆ่าฟันหรือจะเป็จอมมารที่จะสยบทั้ง์และปฐี
“เ้าเห็นสิ่งใดในความมืดที่ไร้ก้นบึ้งนั่น ฟางหาน? เ้าเห็นเพียงความตายหรือเห็น ‘โอกาส’ ที่จะเหยียบย่ำโชคชะตาที่มันรังแกเ้า?”
เสียงของชายชรากังวานกึกก้องสะท้อนไปมาตามผนังกระดูกคล้ายกับเสียงกระซิบจากนรก
ฟางหานหยุดนิ่งอยู่กึ่งกลางโถงถ้ำสายตาสีม่วงเย็นเยียบของเขาจดจ้องไปยังจุดที่ลึกที่สุด
"ข้าเห็นความหลอกลวงของพวกที่อ้างตนเป็ฝ่ายธรรมะเห็นหน้ากากของฉู่เทียนที่ฉาบไว้ด้วยความเมตตาทว่าข้างในเน่าเฟะยิ่งกว่าศพที่นี่...ข้าเห็นน้ำตาของแม่ข้าที่ไหลรินจนเป็สายเืและข้าเห็นความจริงที่เที่ยงแท้ที่สุดเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือในยุทธภพที่ไร้ซึ่งความยุติธรรมผู้ที่กุมกระบี่ได้รวดเร็วและอำมหิตที่สุดเท่านั้นจึงจะเป็ผู้เขียนกฎเกณฑ์ของโลกใบนี้!"
“ดีมาก! ยิ่งเ้าแค้นเพียงใดคมกระบี่ของเ้าจะยิ่งยาวไกลเพียงนั้น!”
เฒ่าดับสูญหัวเราะลั่นเสียงหัวเราะนั้นช่างน่าขนลุกราวกับเสียงคมดาบที่ขูดลงบนพื้นหิน
ฟางหานเดินลึกเข้าไปจนถึงโถงวิหารใต้ดินที่กว้างขวางอุปมาได้กับสนามรบโบราณที่ใจกลางโถงมีแท่นศิลาทรงกลมขนาดั์สลักด้วยอักขระสีเืที่ยังมีชีวิตมันบิดเบี้ยวไปมาไม่ผิดจากหนอนนรกล้อมรอบด้วยบ่อน้ำพุสีแดงฉานที่เดือดพล่านพ่นไอพิษร้อนระอุออกมาตลอดเวลาพลังหยินที่หนาแน่นในจุดนี้บีบอัดจนอากาศหนักดั่งก้อนเหล็กพันชั่งทุกย่างก้าวที่เขาก้าวเข้าหาแท่นศิลาร่างกายต้องแบกรับแรงกดดันที่สามารถบดขยี้กระดูกคนธรรมดาให้กลายเป็ผงได้ในชั่วพริบตา
บนแท่นศิลานั้นมีวัตถุชิ้นหนึ่งปักลึกอยู่... มันคือ“กระบี่ไม้” ที่ดูแสนจะไร้ค่า ตัวกระบี่หักครึ่งเหลือเพียงส่วนโคนยาวไม่ถึงคืบเนื้อไม้สีน้ำตาลซีดดูทรุดโทรม มีรอยแตกราวกับจะแหลกสลายเพียงแค่ลมพัดผ่านไร้ซึ่งรัศมีของอาวุธวิเศษ ไร้ซึ่งความสง่างามที่จอมยุทธ์ทั่วหล้าต่างไขว่คว้าทว่ารอบ ๆ แท่นศิลานั้น กลับมีร่างของยอดฝีมือนับร้อยในชุดหลากสำนัก ทั้งฝ่ายธรรมะผู้ทรงเกียรติและฝ่ายอธรรมผู้โเี้นั่งคุกเข่าล้อมรอบอยู่อย่างสงบประหนึ่งกำลังทำพิธีกรรมสังเวยิญญาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ทุกร่างล้วนตายในท่าที่มือยังคงเอื้อมไขว่คว้าไปที่กระบี่ไม้หักเล่มนั้นแววตาของซากศพที่ยังไม่เน่าเปื่อยเบิกกว้างฉายแววความปรารถนาอันแรงกล้าที่ผสมปนเปไปกับความหวาดกลัวขีดสุดก่อนที่ดวงิญญาจะถูกกระชากออกจากร่าง
เมื่อฟางหานก้าวเข้าสู่เขตแดนของบ่อน้ำพุเืนิมิตชั่วร้ายพลันจู่โจมเข้าสู่สติสัมปชัญญะของเขาอย่างรุนแรงราวกะคลื่นั์!เขามองเห็นภาพมารดาที่ผอมแห้งกำลังถูกศิษย์สำนักบรรพตม่วงรุมหัวเราะเยาะและเหยียบย่ำเห็นภาพฉู่เทียนที่จดจ้องมองเขาด้วยสายตาที่เปรียบเขาเป็เพียงมดปลวกไร้ค่าเห็นความสัตย์จริงที่ถูกบิดเบือนจนเขากลายเป็คนเนรคุณความอาฆาตจากดวงิญญานับพันปีที่สถิตอยู่ในถ้ำไหลบ่าเข้ามาในมโนสำนึกพยายามจะฉีกทึ้งตัวตนของฟางหานให้กระจัดกระจาย
“ยอมแพ้เสียเถิด... เ้าเป็เพียงเด็กหนุ่มผู้อ่อนแอ...”
เสียงกระซิบพร่ามัวดังระงมไปทั่วโถงถ้ำ
“อ๊ากกกกกกกก!”ฟางหานทรุดเข่าลงกระแทกพื้นกระดูกจนแตกกระจายเป็วงกว้าง เืสด ๆ ไหลออกจากตา หูและจมูกของเขาราวกับเป็เครื่องสังเวย ความเ็ปจากการถูกสูบิญญารุนแรงจนเขาแทบจะหยุดหายใจทว่าในห้วงแห่งความตายนั้นเอง เขากลับเห็นภาพ "ชามข้าวต้มที่แตกกระจาย" ภาพนั้นคือชนวนเหตุแห่งเพลิงแค้นที่ไม่มีวันดับ
"พวกเ้าจะมาตัดสินข้าหรือ? ทั้งโลกใบนี้ไม่เคยให้ความยุติธรรมแก่ข้าแล้วเหตุใดข้าต้องยอมสยบให้แก่ความตายที่พวกเ้ากำหนด!"ฟางหานเค้นเสียงคำรามที่สั่นะเืไปถึงดวงิญญาลมปราณสีม่วงดำในร่างะเิออกอย่างรุนแรงดุจันรกที่หลุดออกจากพันธนาการแรงกระแทกนั้นสยบนิมิตชั่วร้ายจนมลายหายไปสิ้นเขายันกายลุกขึ้นด้วยแววตาที่มั่นคงยิ่งกว่าศิลาอาถรรพ์ก้าวข้ามร่างยอดฝีมือผู้ล้มเหลวไปทีละคนอย่างทระนงแล้วยื่นมืออันสั่นเทาที่อาบไปด้วยเืไปจับด้ามกระบี่ไม้หักเล่มนั้นไว้แน่น!
ทันทีที่ฝ่ามือััเนื้อไม้ที่แห้งกรังความรู้สึกอัศจรรย์พลันอุบัติขึ้น!กระบี่ไม้หักนั้นกลับดูดซับเืจากฝ่ามือของฟางหานเข้าไปอย่างละโมบประหนึ่งทารกที่หิวกระหายเนื้อไม้สีซีดพลันเปลี่ยนเป็สีแดงเข้มสลับดำและมีลายเส้นเืฝอยแผ่ซ่านออกมาดูคล้ายสิ่งมีชีวิตที่มีลมหายใจแสงสีม่วงมรณะะเิออกจากตัวกระบี่ ทะลวงผ่านเพดานถ้ำอัฐิพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเบื้องบนเปรียบดังดาบแห่ง์ที่ถูกย้อมด้วยสีเืท้าทายทวยเทพและผู้ปกครองยุทธภพอย่างโอหัง
ฟางหานชูกระบี่หักเล่มนั้นขึ้นเหนือศีรษะร่างกายของเขาสั่นะเืด้วยพลังมหาศาลที่หลั่งไหลเข้ามาอุปมาเหมือนน้ำป่าไหลหลากความขมขื่นในอกถูกเปลี่ยนเป็พลังวัตรที่เดือดพล่านประดุจลาวา "กระบี่คืนิญญา..."เขาพึมพำชื่อที่สลักอยู่ในส่วนลึกของจิติญญา
“เ้าได้มันมาแล้ว...ศาสตราแห่งความแค้นที่ไม่มีใครเคยได้ในรอบพันปี!”
เฒ่าดับสูญ เดินเข้ามาในโถงถ้ำแววตาของเขาเป็ประกายแห่งความสมหวัง
“สิ่งที่หักคือเปลือกนอกของไม้ทว่าสิ่งที่สถิตอยู่ข้างในคือจิติญญาแห่งมัจจุราชที่ไม่มีวันดับสูญกระบี่เล่มนี้จะยาวขึ้นตามแรงอาฆาตของเ้า ยิ่งเ้าแค้นมากเพียงใดคมกระบี่ที่มองไม่เห็นจะยิ่งคมกริบและสังหารผู้คนได้ไกลสุดหล้าเพียงนั้น!”
ฟางหานทดลองสะบัดกระบี่ไม้หักไปทางกำแพงถ้ำที่หนาแน่นที่สุดเพียงแ่เบาผนังที่แข็งแกร่งประหนึ่งเหล็กกล้าพลันถูกฟันขาดออกจากกันเป็รอยลึกกว่ายี่สิบจ้างราวกับถูกขวานั์จากฟ้าถล่มลงมาทั้งที่ตัวกระบี่เป็เพียงไม้หัก ๆ ไม่ถึงคืบ!เสียงิญญาโหยหวนดังออกมาจากรอยแยกนั้นอย่างสยดสยองดั่งเป็การขานรับอำนาจใหม่
"ต่อจากนี้ไป..."
ฟางหานพลิกกระบี่ในมืออย่างประณีตแววตาของเขาเย็นเยียบดุจน้ำแข็งพันปีที่มิอาจละลายได้อีกต่อไป
"ข้าจะใช้มันคืนิญญาที่ถูกเหยียบย่ำของข้าให้กลับมายิ่งใหญ่และใช้มันปลิดิญญาของพวกที่เสวยสุขบนกองเืของผู้อื่นให้สิ้นซากไปจากปฐีนี้!ฉู่เทียน... เตรียมตัวรับการทวงถามหนี้เืจากนรกได้เลย!"
เงาร่างของมัจจุราชผมขาวทอดยาวไปตามพื้นถ้ำอัฐิวิจิตรท่ามกลางซากศพที่รายล้อมประหนึ่งกำลังก้มกราบกษัตริย์องค์ใหม่ที่จะมาเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ยุทธภพด้วยกลิ่นคาวเืและความตายที่งดงามที่สุด!
***************************************
สงวนลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ (และฉบับเพิ่มเติม)
ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ ดัดแปลงหรือเผยแพร่เนื้อหาส่วนใดส่วนหนึ่งของนิยายเื่ "กระบี่คืนิญญา"โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็ลายลักษณ์อักษรจากเ้าของลิขสิทธิ์หากฝ่าฝืนจะดำเนินคดีตามกฎหมายสูงสุด
ลิขสิทธิ์เป็ของ : พิมภัสสร