ตอนที่ 1
ความผิดบาป
“ฉันไม่ได้ทำ!! ก็บอกไปแล้วไงว่าฉันไม่ได้ฆ่าเขา!!! ฆาตกรเป็ผู้ชายไว้หนวดต่างหากเล่า!!!”
“อย่างที่ผมได้แจ้งไปก่อนหน้านี้ว่ามีกล้องวิดีโออยู่ในห้องนั้น ซึ่งมันจับภาพได้แค่คุณคนเดียวเท่านั้น ไม่มี...”
“ไม่จริง! ก็ฉันเห็นเขาฆ่าเด็กคนนั้น!”
“เฮ้อ...ซึ่งกล้องจับภาพได้แค่คุณคนเดียวและไม่มีคนอื่นนอกจากผู้ตายอยู่ในห้อง แล้วอาวุธมีดก็อยู่ในมือคุณอีกด้วย”
นี่มันอะไรกัน พวกเขาตาบอดงั้นเหรอ ทำไมถึงมองไม่เห็นไอ้ฆาตกรนั่นล่ะ มันฆ่าเด็กคนนั้น แล้วก็เดินเข้ามายัดมีดใส่มือเธอ ไม่ว่าจะเปิดวิดีโอให้ดูกี่ครั้งต่อกี่ครั้งภาพของมันก็ยังปรากฏให้เห็นชัดเจนอยู่ในนั้นเลยไม่ใช่เหรอไง แต่คนพวกนี้กลับเอาแต่หาว่าเธอเป็ฆาตกร แล้วก็จับเธอมาขังไว้ในที่แบบนี้
พวกเขาหาว่าเธอบ้า
“ผลตรวจเืบอกว่าไม่มีการใช้สารเสพติด คงจะเป็อาการทางจิตเวชจริงๆ ซะแล้วล่ะมั้ง”
“แต่จิตแพทย์ก็ยังไม่ยืนยันอะไร บอกว่าต้องขอคุยกับคนไข้มากกว่านี้ถึงจะยืนยันได้ว่าเป็โรคทางจิตเวชแน่รึเปล่า”
นายตำรวจคนเดิมถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่ายขณะมองแฟ้มประวัติข้อมูลของเธอก่อนที่จะหัวเราะหึๆ ออกมา สีหน้ายิ้มระรื่นราวกับว่ากำลังเยาะเย้ยเธออยู่ไม่มีผิด
“ยังจะต้องคุยอะไรอีกงั้นเรอะ ยัยเด็กนี่มันเห็นภาพหลอน แถมยังกุเื่เล่าเป็ตุเป็ตะซะได้ขนาดนี้” เขาหันไปคุยเล่นกับนายตำรวจอีกคนซึ่งกำลังยืนอยู่ทางด้านซ้ายมือแล้วหันขวับมาแสยะยิ้มใส่เธอ
น่าขยะแขยงสิ้นดี
“นี่คุณเมธิภา คุณรู้ตัวรึเปล่าว่าคุณกำลังจะได้อยู่ที่นี่ต่ออีกยาวเลยล่ะ ดีใช่มั้ย ดีสุดๆ ไปเลย ดีกว่าการที่ต้องเข้าไปอยู่ในคุกหลายร้อยเท่าเลยเนอะ”
ไม่ว่าจะเป็รอยยิ้มเยาะนั้นหรือฟันสีเหลืองที่เรียงกันระเกะระกะบนใบหน้าอันแสนทุเรศของมัน หรือจะเป็ที่นี่หรือคนพวกนี้ ทุกอย่าง...ทุกอย่างนั้นน่าโมโหที่สุด!
แกร๊ง!
“เหวอ” นายตำรวจสะดุ้งเฮือกทันทีที่เธอลุกพรวดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่โซ่ที่ข้อมือก็ทำให้ตัวเธอยึดติดอยู่กับเก้าอี้ ไม่สามารถขยับไปไหนไปได้มากกว่านี้ “ใหมดเลย ดีนะที่มีโซ่อยู่”
“ก็นายเล่นไปยั่วโมโหเขาก่อนนี่หว่า น้องเขายังเด็กอยู่เลย น่าสงสารออก”
“ฉันก็แค่พูดความจริง” เขายักไหล่น้อยๆ อย่างไม่ยี่หระก่อนจะหันมาแสยะยิ้มให้เธออีกครั้ง ไม่สนใจเพื่อนร่วมงานที่ถอนหายใจออกมาเบาๆ ด้วยความเอือมระอา
“บางทีคนเราก็ไม่อยากที่จะรับฟัง ความจริง นักหรอกนะ”
ประโยคนั้นสะกิดใจเธอให้เหลือบสายตาไปยังนายตำรวจอีกคนผู้เป็เ้าของคำกล่าวเมื่อครู่ อะไรคือความจริง ความจริงก็คือการที่เธอเป็เพียงแค่พยานรู้เห็นเหตุการณ์ ไม่ใช่ฆาตกรไม่ใช่เหรอ พวกเขาควรจะใส่ใจกับคำให้การของเธอสิ แต่แล้วทำไม...ทำไมถึงหาว่าเธอเป็คนผิดล่ะ พวกเขาต่างหากที่ต้องไปตรวจสายตาของตัวเองดีๆ พวกเขาต่างหากที่เป็คนมองไม่เห็น เป็ฝ่ายผิดปกติ พวกเขาต่างหากที่ต้องไปตรวจสอบ ความจริง อะไรนั่น
ไม่ใช่เธอ
“หมดเวลาแล้วค่ะ”
เ้าหน้าที่ของทางโรงพยาบาลเปิดประตูเข้ามาเรียกความสนใจจากนายตำรวจทั้งสองคน แต่ก่อนที่คนของทางโรงพยาบาลจะพาตัวหญิงสาวออกไปนอกห้อง นายตำรวจคนที่ยืนอยู่ก็เดินตรงเข้ามาหาเธอพร้อมกับยื่นมือซึ่งกำอะไรบางอยู่มาให้ ทันทีที่เขาแบมือออกจนเผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ข้างในเธอก็แทบอยากจะสะบัดแขนออกจากการเกาะกุมของเ้าหน้าที่แล้วคว้าหยิบ มัน มาเสียเดี๋ยวนี้
“น้องเมย์ครับ สร้อยคอนี่เป็ของเธอสินะ ตอนที่เธอลุกเมื่อกี้มันคงจะหลุดออกมาน่ะ” คนตรงหน้ายิ้มน้อยๆ แม้ว่ารอยยิ้มของเขาจะดูเป็มิตรแต่เธอก็ไม่ไว้ใจอยู่ดี เธอจึงทำเพียงแค่พยักหน้ารับโดยที่ไม่ได้พูดอะไร
“สร้อยเส้นนี้สวยดีนะ เหมือนจะเป็หินสลักอะไรสักอย่าง...” นายตำรวจเริ่มก้มดูสร้อยหินของเธอที่อยู่ในมืออย่างสนอกสนใจ “อืม ดูเหมือนจะเป็รูปกุญแจแฮะ ได้มาจากไหนเหรอ ฉันเห็นเธอใส่อยู่ตลอดเวลาเลย”
การชวนคุยไม่ได้ทำให้บรรยากาศรอบด้านผ่อนคลายความตึงเครียดลงไปเลยแม้แต่น้อย แต่กลับยิ่งทำให้เธอรู้สึกว่าต้องระวังอีกฝ่ายมากขึ้นอีกเท่าตัวเพราะว่าเธอไม่รู้ว่าเขาจะมาไม้ไหน ตั้งใจชวนคุยเพื่อหลอกถามอะไรบางอย่างหรือเปล่า รอยยิ้มนั่นต้องเป็รอยยิ้มหลอกลวงอย่างแน่นอน คนพวกนี้ไม่มีวันทำดีกับเธอโดยที่ไม่หวังผลอะไรตอบแทนอยู่แล้ว
“หมดเวลาแล้วนะคะ ถ้าจะคุยกันอีกนี่ต้องรบกวนให้มาพรุ่งนี้แล้วล่ะค่ะ” เสียงไม่สบอารมณ์ของเ้าหน้าที่เรียกให้นายตำรวจตรงหน้าหันไปสนใจอีกฝ่ายแทน ถ้าไม่ติดว่ามือทั้งสองข้างของเธอมีกุญแจมือล็อกเอาไว้ล่ะก็ ป่านนี้เธอก็คงจะคว้าสร้อยคอที่อยู่ในมือของเขามาได้ตั้งนานแล้ว
“ขอต่ออีกนิดนะครับ เดี๋ยวผมคืนสร้อยให้น้องเขาแล้วขอคุยอะไรต่อแป๊บเดียว”
“พวกคุณขอต่อเวลามาสองหนแล้วนะคะ ฉันเองก็มีงานอื่นรออยู่อีกนะ” เ้าหน้าที่หญิงขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจพร้อมกับบุ้ยหน้าออกไปข้างนอก
“เถอะน่า นิดเดียวเอง ที่นี่ตรวจเข้มขนาดนั้นเลยเหรอ”
“ก็ไม่ได้เข้มมากหรอก จริงๆ แล้วก็ค่อนข้างปล่อยกฎด้วยซ้ำ แต่ไม่ใช่อะไร เดี๋ยวฉันจะโดนว่าเอาน่ะสิคะ”
ปล่อยกฎ...จะว่าไปก็อาจจะใช่ เ้าหน้าที่ของทางโรงพยาบาลแทบไม่สนใจเลยด้วยซ้ำว่าเธอจะอยู่ที่ไหน ขอแค่ต้องกินยาตามสั่งและเข้าห้องตามเวลาที่กำหนดไว้ก็พอแล้ว คงจะเป็เพราะว่าในเมื่อมีประตูเหล็กกั้นแ่าเสียขนาดนี้ ถึงแม้ว่าจะไม่มีคนนั่งเฝ้า คนไข้ที่อยู่ที่นี่ก็หนีไปไหนไม่ได้อยู่แล้ว บางทีพวกเขาอาจจะไม่รู้ตัวเสียด้วยซ้ำว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ที่ไหน
อยู่ในกรงขัง...ที่ไร้ทางออก
“ตรวจไม่เข้มไม่ใช่เหรอ คงไม่เป็ไรหรอกมั้ง ขอต่ออีกสักห้านาทีเถอะนะครับ คนกันเอง” นายตำรวจหนุ่มพยายามขอร้อง จนในที่สุดอีกฝ่ายก็ยอมพยักหน้าเบาๆ เป็การอนุญาต
หลังจากที่เขาคืนสร้อยให้เธอแล้ว ่เวลาห้านาทีถัดมานั้นหมดไปกับการที่นายตำรวจทั้งสองคนเอาแต่ถามคำถามเดิมกับเธออยู่นั่นแหละและถามเื่ไร้สาระต่ออีกยืดยาว ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจที่จะไม่พูดอะไรต่ออีกเพราะรู้แล้วว่าถึงพูดไปก็คงไม่เกิดประโยชน์อะไรอยู่ดี ไม่ว่าเธอจะย้ำสิ่งที่ตัวเองเห็นแค่ไหนคนพวกนี้ก็ไม่มีวันเชื่อเธอ
เวลาผ่านไปจนกระทั่งครบห้านาทีตามที่ได้ขอต่อเวลาเอาไว้ แต่พวกเขาก็ขอผ่อนผันเวลาต่อเป็สิบนาที สิบห้านาที ยี่สิบนาที จนในที่สุดทั้งคู่ก็ต้องยอมแพ้และออกไปจากที่นี่ได้เสียที
น่าโมโห
น่าหงุดหงิดสิ้นดี
เธอโกรธพวกเขา โกรธทุกคนที่ไม่มีใครเชื่อเธอเลยสักคน แต่คนพวกนั้นก็ไม่ใช่คนที่เธอโกรธมากที่สุด
เธอโกรธตัวเอง โกรธที่ไร้พลัง โกรธที่ทำอะไรไม่ได้เลยสักนิด เธอไม่ควรจะมาอยู่ในที่แบบนี้ แถมยังมีเื่ให้ทำอีกตั้งเยอะโดยเฉพาะเื่มิว ถ้าเธอมาอยู่ที่นี่แล้วใครจะมาดูแลน้องชายของเธอกันล่ะ
ไม่สิ
ถ้าเธอมาอยู่ที่นี่ อนาคตของมิวจะเป็อย่างไรกัน ถ้าเพื่อนๆ ของเขารู้ว่าเขามีพี่สาวอยู่ในโรงพยาบาลบ้า คนอื่นๆ อาจจะทำเป็ว่าไม่คิดอะไร พร้อมกับบอกว่าคนในสมัยนี้ถือว่าเื่แบบนี้เป็เื่ปกติไปแล้ว แต่มันก็เป็เพียงเปลือกนอกเท่านั้น ทัศนคติแง่ลบที่มีต่อโรคทางจิตเวชของสังคมนั้นไม่ได้ลบออกไปได้ง่ายๆ ภายนอกอาจจะทำเป็ว่าไม่รู้สึกอะไร แต่จริงๆ แล้วคนพวกนั้นก็มักจะคิดอคติอยู่ในใจอยู่ดีนั่นแหละ
ถ้าเธอต้องอยู่ที่นี่ต่อไปมิวก็จะมีตราบาปติดไปชั่วชีวิตว่ามีพี่สาวโรคจิต ทั้งๆ ที่ตราบาปนั้นเป็ของเธอแท้ๆ
ไม่ยุติธรรมเลย...แต่โลกนี้ไม่มีคำว่ายุติธรรมหรอก
เพราะฉะนั้นเธอจะไม่ยอมให้มิวต้องเผชิญกับความโหดร้ายของการถูกตราหน้าว่ามีพี่สาวโรคจิตแน่ เธอจะต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อมิว...เพื่อน้องชายของเธอ
วันนี้เป็เวลาสองอาทิตย์พอดีนับจากวันที่เธอถูกจับมาขังอยู่ที่นี่ อาการนอนไม่พอทำให้เธอรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองเป็ซอมบี้อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าเธอจะพยายามข่มตาหลับสักแค่ไหน สมองของเธอกลับเอาแต่คิดถึงเื่ที่เกิดขึ้นในวันนั้นไม่ยอมหยุด แม้ว่าจะคิดจนเหนื่อยแสนเหนื่อยและผลอยหลับไปบ้าง แต่ความจริงแล้วเธอก็ยังเก็บเอามันไปฝันเกือบทุกคืนโดยที่เห็นภาพน้องชายของตัวเองซ้อนทับกับภาพของเหยื่อที่ถูกยิงตายซึ่งเป็ภาพที่ทำให้เธอต้องสะดุ้งตื่นกลางดึกแทบทุกคืน
จนกระทั่งเดี๋ยวนี้เธอก็ยังคงคิดสงสัยอยู่ตลอดเวลา
ถ้าหากในวันนั้นเธอไม่ได้เดินเข้าไปในร้านเค้ก...เด็กคนนั้นจะตายหรือเปล่า
ทำไมถึงเป็เด็กคนนั้นที่ต้องตาย ทำไมคนที่ตายถึงไม่ใช่เธอ ทำไมถึงเป็เธอที่ถูกเลือกให้เป็ผู้อยู่รอดและต้องเป็ผู้รับผิดชอบในเหตุการณ์ที่เธอไม่ได้ก่อ การถูกทำให้เป็แพะรับบาปคือผลกรรมของการที่เธอตัดสินใจเดินเข้าไปในร้านเค้กวันนั้นหรือเปล่า
หรือว่านี่จะเป็ผลกรรมของการที่เธอไม่สามารถช่วยชีวิตเด็กคนนั้นเอาไว้ได้?
หรือบางทีอาจจะเป็ผลกรรมจากการที่เธอทำให้มิวต้องรับเคราะห์ไปด้วยว่ามีพี่สาวโรคจิต?
แต่ยิ่งคิดหาคำตอบของคำถามเหล่านี้มากเท่าไหร่เธอก็ยิ่งรู้สึกปวดร้าวในอก ถ้าเกิดว่าเด็กคนนั้นเป็มิวขึ้นมาล่ะ แล้วเธอช่วยเขาเอาไว้ไม่ได้ ทำให้เขาต้องตายไปต่อหน้าต่อตาเธอ...
กลัว
ไม่นะ ทำไมวันนั้นสติของเธอถึงได้หลุดกระเจิงไปถึงขนาดนั้น ทำไม ทำไม ทำไม ทำไมเธอถึงทำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง เอาแต่ยืนนิ่งเป็รูปปั้น เพราะความใงั้นเหรอ จะใอะไรกันนักกันหนา ก็แค่มีคนกำลังถือปืนจ่อไปที่หัวของเด็กคนหนึ่งเท่านั้นเอง ถ้าในตอนนั้นเธอร้องส่งเสียงอะไรออกไปบ้างล่ะก็เด็กคนนั้นอาจจะยังมีชีวิตรอดอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ก็ได้
ทั้งที่เธออุตส่าห์ตั้งใจว่าจะไม่ยอมตกอยู่ในสถานการณ์แบบเดียวกันกับเมื่อแปดปีก่อนแล้วแท้ๆ
ไม่ ไม่ เธอต้องหยุดคิดเดี๋ยวนี้ คิดย้อนอดีตไปมันก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา แม้ว่าจะต้องทนแบกรับความรู้สึกหนักอึ้งอยู่ในใจมากแค่ไหนเธอก็ต้องทนให้ได้ ในเมื่อเธอทนมาได้ถึงแปดปีเต็มๆ มีเื่นี้เพิ่มเข้าไปอีกเื่ก็คงไม่ได้ทำให้ต่างไปจากเดิมเท่าไหร่นักหรอก ยังไงเธอก็ต้องทนแบกรับความรู้สึกนี้ต่อไปให้ได้!
และสิ่งที่เธอต้องทำในตอนนี้ก็คือการคิดหาวิธีช่วยเหลือมิว
ในระหว่างสองอาทิตย์ที่ผ่านมานั้นมีจิตแพทย์และตำรวจเข้ามาถามคำถามโน่นนี่กับเธออยู่เรื่อยๆ แต่ไม่ว่าเธอจะพร่ำบอกสิ่งที่เธอเห็นในวันนั้นให้ใครฟังก็ไม่มีใครเชื่อเธอเลยแม้แต่คนเดียว แต่ถ้าเธอโกหกว่ามองไม่เห็นไอ้ฆาตกรคนนั้นก็หมายความว่าเธอยอมรับบทฆาตกรแทนมันน่ะสิ นอกจากนี้หลักฐานทุกอย่างยังระบุว่าเธอเป็คนลงมือฆ่าเด็กคนนั้นอีกด้วย เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ผลสุดท้ายแล้วก็จะเหลือแค่ว่าเธอเป็บ้าหรือไม่ก็เป็ฆาตกร ซึ่งไม่ว่าจะอยู่สถานะใดก็ทำให้น้องชายของเธอต้องมีตราบาปติดไปชั่วชีวิตอยู่ดี
ที่โรงพยาบาลแห่งนี้มีประตูอยู่บานหนึ่ง
เป็ประตูที่เธอเฝ้ามองมาตลอดสองอาทิตย์ที่ผ่านมา วันแรกๆ นั้นเป็เพราะว่าเธอไม่มีอะไรทำ แต่หลังๆ มานี้เธอค่อนข้างสนใจประตูบานนั้นพอสมควรเพราะว่าเธอมักจะเห็นเ้าหน้าที่ของทางโรงพยาบาลบางคนแอบเดินเข้าออกผ่านประตูบานนั้นบ้างเป็ครั้งคราว
โดยเฉพาะคนตัวผอมที่ทำผมเรียบแปล้และไว้เคราบางๆ คนนั้น
เขามักจะลืมล็อกกุญแจอยู่เสมอ หรือไม่ก็จงใจไม่ล็อกเพื่อที่จะได้ไม่ต้องมาเสียเวลาไขมันเปิดซ้ำ เขาคงจะคิดว่ายังไงก็คงไม่มีคนมองเขาอยู่แล้วเพราะหน้าที่ของเขาคือการเป็ผู้เฝ้ามองคนอื่นต่างหาก
ผิดแล้วล่ะ
เธอไม่รู้หรอกว่าเขาเข้าไปทำอะไรหลังประตูบานนั้น แต่เธอรู้ว่าประตูนั่นเชื่อมไปถึงที่ไหน เธอรู้เพราะว่าพวกเขาเคยพูดถึงเื่การตรวจเจอซากบุหรี่ที่นั่นแล้วก็พาเ้าหน้าที่บางคนผ่านประตูบานนั้นออกไปเพื่อที่จะไปยืนยันให้เห็นกับตา แต่สุดท้ายแล้วพวกเขาก็ยังคงหาตัวคนผิดไม่ได้อยู่ดี หรือพวกเขาอาจจะไม่ได้จริงจังกับการหาตัวคนผิดั้แ่แรกอยู่แล้วก็ได้ เป็อย่างที่เ้าหน้าที่หญิงคนนั้นได้กล่าวไว้จริงๆ นั่นแหละ
ปล่อยกฎ
แต่ก็ต้องขอบคุณการปล่อยกฎที่ว่านั้นรวมทั้งเ้าของทรงผมเรียบแปล้คนนั้นด้วย เพราะว่ามันทำให้เธอสามารถเดินผ่านประตูบานนั้นเข้ามายืนอยู่บนที่แห่งนี้ได้อย่างไม่ยากเย็นอะไรนัก
บนดาดฟ้าของโรงพยาบาล
มิว
ถ้าเธออยู่ที่นี่ต่อไป มันจะต้องเป็ผลร้ายกับเขาแน่นอน ดังนั้นเธอจะอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว และจะไม่ยอมถูกตราหน้าว่าเป็ฆาตกรด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นทางออกของเธอจึงเหลือเพียงอยู่แค่อย่างเดียวเท่านั้น
เพียงแค่ก้าวขาออกไป ทุกอย่างก็จะจบลง ปัญหาทุกอย่างก็จะคลี่คลาย แล้วมิวก็จะไม่มีพี่สาวโรคจิตหรือพี่สาวที่เป็ฆาตกรอีกต่อไป สิ่งที่เธอต้องทำในตอนนี้ก็คือแค่ก้าวขาออกไป ก้าวขา ก้าว...
ตึก ตึก ตึก ตึก ตึก ตึก
ให้ตายสิ เสียงหัวใจที่กำลังเต้นรัวอยู่ในอกนี่มันช่างน่ารำคาญที่สุด ตอนนี้เธอจะต้องมีสมาธิอยู่กับการก้าวขาสิ ไม่ใช่ไปฟังเสียงหัวใจตัวเอง
เสียง
เดี๋ยวนะ พอฟังดูดีๆ แล้วเสียงที่ว่านั้นมันไม่ได้มีแค่เสียงหัวใจของเธอแต่มีเสียงรองเท้าปะปนอยู่ด้วยต่างหาก!
เมื่อคิดได้ดังนั้นเธอจึงหันขวับไปมองคนข้างหลังทันที
เขาเป็ชายหนุ่มผิวขาวที่ค่อนข้างหน้าตาดีคนหนึ่ง สวมชุดสีดำสนิททั้งชุด ยิ่งมายืนอยู่บนดาดฟ้าท่ามกลางแสงแดดแบบนี้แล้วยิ่งทำให้ผิวขาวๆ นั่นดูขาวซีดจนน่ากลัว ดูๆ แล้วน่าจะอายุพอๆ กันกับเธอ หรือบางทีอาจจะน้อยกว่าก็ได้เพราะว่าเขาดูเด็กพอสมควร แต่สิ่งที่ทำให้เธอต้องมองอีกฝ่ายอย่างฉงนนั้นไม่ใช่เพราะสีผิว หน้าตา หรือเสื้อผ้าเลยสักนิด แต่เป็สีหน้าเรียบเฉยและสายตานิ่งๆ ที่กำลังมองตรงมายังเธอต่างหาก
คนประเภทไหนกันที่มายืนจ้องคนกำลังจะฆ่าตัวตาย
“นี่นายกำลังทำอะไรอยู่น่ะ” เสียงหงุดหงิดถามขึ้นอย่างขัดใจ
“มองเธอ”
นอกจากสีหน้าและสายตาแล้ว น้ำเสียงของเขายังราบเรียบราวกับไร้อารมณ์ความรู้สึกอีกด้วย ไม่รู้ว่าเป็เพราะอะไรแต่เขาทำให้เธอรู้สึกรำคาญ ถ้าจะมาขัดขวางก็รีบพูดออกมาเลยสิ หรือทำอะไรอย่างอื่นก็ได้ ไม่ใช่มายืนบื้อ เอาแต่มองอยู่แบบนี้
“มองฉันทำไมไม่ทราบ ออกไปนะ จะไปไหนก็ไป!”
“เธอมาเที่ยวที่นี่เหรอ”
“...ฮะ?” จู่ๆ เขาก็เอ่ยถามออกมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย แถมคำถามยังฟังดูประหลาดอีกต่างหาก ซึ่งมันทำให้เธอเผลอนึกสงสัยไปวูบหนึ่งว่าตัวเองฟังผิดไปหรือเปล่า “ไม่ใช่!”
“ว้า ถ้างั้นเธอก็ไม่มีกล้องน่ะสิ ฉันว่าคนที่นี่น่าสนใจดี”
“พูดเื่อะไรน่ะ อย่ามายุ่งกับฉันจะได้มั้ย! ฉันกำลังยุ่ง!”
ถึงแม้ว่าเธอจะพยายามสงบสติอารมณ์มากแค่ไหนแต่ความรู้สึกหงุดหงิดก็ไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย และยิ่งคิดถึงสถานการณ์ในตอนนี้แล้วเธอก็ยิ่งโมโห นี่มันไม่ใช่เื่ที่ควรจะเอามาคุยกับเธอในตอนนี้เลยด้วยซ้ำ แล้วเขาจะถามถึงกล้องไปทำไม หรือว่าคิดจะถ่ายรูปคนไข้ที่นี่งั้นเหรอ พวกเขาน่าสนใจตรงไหนกัน เดี๋ยวก่อนนะ ไม่ใช่สิ ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาคิดว่าคนไข้น่าสนใจหรือไม่น่าสนใจ แต่เธอจะต้องก้าวขาออกไปจากดาดฟ้าแห่งนี้ต่างหาก
“เธอเห็นห้องโถงตรงชั้นสองรึยัง ของตกแต่งเก่ามากโดยเฉพาะนาฬิกา มันเหมือนลักษณะของทอมเปียนเลยล่ะ โทมัส ทอมเปียน เธอรู้จักมั้ย แต่ช่างมันเถอะ เธอไม่รู้จักเขาหรอก เ้าของนาฬิกาเรือนนั้นจะต้องมีรสนิยมดีแน่นอน การตกแต่งห้องนั้นดีมากเลยนะ ที่ไม่เข้าพวกกันก็คงจะมีแต่บานประตู เธอเห็นแล้วใช่มั้ยล่ะ มันไม่สวยเลยสักนิด”
เขาเงียบไปพร้อมกับจ้องมาตรงมาด้วยสายตานิ่งๆ ราวกับว่ากำลังรอความเห็นจากเธออยู่
“...ฮะ?”
“มันไม่เข้ากันจริงๆ นะ คงจะเป็เพราะสี สีของมันไม่เข้ากับของอย่างอื่นก็เลยทำ...”
“ไม่ ไม่ใช่เื่นั้น! นี่นายกำลังพูดเื่อะไรอยู่เนี่ย! เลิกกวนฉันซะที!!”
เธอละสายตากลับมายังพื้นที่ว่างเปล่าเบื้องหน้าแล้วพยายามตั้งสมาธิไปยังขาทั้งสองข้างเพื่อที่จะก้าวออกไปจากพื้นปูนใต้ฝ่าเท้า
แต่ความรู้สึกที่ว่ากำลังถูกใครบางคนจ้องอยู่ก็ทำให้เธอต้องเสียสมาธิไปอีกหนจนได้ ดังนั้นหญิงสาวจึงพยายามสูดหายใจเข้าปอดลึกๆ เพื่อระงับอารมณ์โกรธที่กำลังปะทุเดือดอยู่ในใจเอาไว้ก่อนที่จะค่อยๆ หันใบหน้าไปทางด้านข้างพร้อมกับเหล่ตาไปมองคนข้างหลัง
“...นี่นายกำลังทำอะไรอยู่น่ะ”
“มองเธอ”
ทั้งสีหน้าและน้ำเสียงของเขายังคงราบเรียบไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าเธอจะตวาดไล่สักเท่าไหร่เขาก็เอาแต่ยืนอยู่ที่เดิม ไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหนเลยแม้แต่น้อย แถมยังมาพล่ามเื่การตกแต่งห้องอะไรก็ไม่รู้ นี่มันเื่อะไรกันเนี่ย
“ฉันกำลังจะโดดตึก แล้วนายก็บอกว่าจะดูฉันงั้นเหรอ”
“ใช่แล้ว”
ใบหน้าเรียบนิ่งปรากฏรอยยิ้มขึ้นทันควัน ไม่ใช่รอยยิ้มเยาะ ไม่ใช่รอยยิ้มแสยะน่ากลัวใดๆ แต่เป็รอยยิ้มเรียบๆ ที่ดูไม่มีพิษไม่มีภัยและไม่ให้ความรู้สึกอะไรทั้งนั้น ราวกับว่าการนี่เป็แค่เื่ปกติธรรมดาและเธอเป็เพียงแค่ของตกแต่งที่มีไว้ใช้มองเพื่อความรื่นรมย์ ซึ่งมันยิ่งทำให้เธอยัวะหนักมากขึ้นไปอีกจนทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว
“นี่มันอะไรกัน! ฉันเหมือนตัวตลกนักรึไง! หรือ...หรือ หรือพวกรายการตลกแสดงโชว์!?”
“ไม่นะ เธอไม่เหมือนรายการพวกนั้น เธอไม่ได้อยู่ในทีวี แล้วฉันก็ไม่คิดว่าจะมีโปรดิวเซอร์คนไหนสนใจที่จะทำรายการฆ่าตัวตายนักหรอก มันน่าเบื่อน่ะ ใครๆ เขาก็ทำกัน”
คนถูกถามตอบด้วยน้ำเสียงเป็จริงเป็จังจนทำให้เธอรู้สึกแปลกใจน้อยๆ เพราะนึกว่าอีกฝ่ายจะทำหน้าตายเหมือนเคย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังทำให้รู้สึกสับสนอีกด้วยว่าเขาพูดเื่เดียวกันกับเธออยู่หรือเปล่า
“...ฮะ?”
ในขณะที่เธอกำลังรู้สึกมึนงงเกี่ยวกับเื่ทั้งหมดนี่อยู่นั่นเอง จู่ๆ เขาก็ก้าวเดินเข้ามาใกล้จึงทำให้เธอสะดุ้งด้วยความใจนเกือบที่จะเผลอก้าวขาออกไปกลางอากาศเข้าจริงๆ ถึงแม้ว่าจะมีเสียงหัวใจเต้นกระหน่ำรัวอยู่ในอกเป็เครื่องยืนยันว่าเธอยังคงยืนอยู่ที่เดิมไม่ได้ตกลงไปก็ตาม แต่ความรู้สึกใจหายวูบเมื่อครู่นี้ก็ทำให้เธอหวาดวิตกจนเสียวสันหลังวาบ
และในขณะเดียวกันมันก็ทำให้เธอต้องเกลียดตัวเองเหลือเกินที่รู้สึกโล่งอกเมื่อรู้ว่าตัวเองยังคงปลอดภัยดี
เธอนี่มันช่างเป็คนที่เห็นแก่ตัวที่สุดเลย
“อย่าเข้ามาใกล้มากไปกว่านี้นะ” เสียงสั่นเทาจากอาการใเมื่อครู่โพล่งออกมาทันทีที่รู้สึกตัวว่าอีกฝ่ายเดินเข้ามาใกล้มากเกินไปแล้ว เรียกได้ว่ากำลังยืนอยู่ข้างๆ เธอเลยด้วยซ้ำ “...นายเป็ใครน่ะ ้าอะไรกันแน่”
ชายหนุ่มไม่ตอบอะไรทั้งสิ้น สีหน้าของเขายังคงเรียบนิ่งเหมือนอย่างเคย ความเงียบจึงทำให้เสียงร้องของนกบนท้องฟ้าดังชัดขึ้นกว่าที่ควรจะเป็
“ขึ้นอยู่กับว่าเธอเป็ใครล่ะนะ” เขาเอ่ยกลับมาแค่นั้น
หา!? ตอนนี้เธอเองยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าตัวเองเป็ใครหรือกำลังอยู่ในสถานะอะไร คนโรคจิตหรือว่าฆาตกร หรืออาจจะเป็ทั้งสองอย่างเลยก็ได้
ในจังหวะที่เธอกำลังจะเอ่ยแย้งกลับไปนั่นเอง จู่ๆ เขาก็ยื่นกระดาษใบเล็กๆ แผ่นหนึ่งมาให้ หญิงสาวมองกระดาษแผ่นนั้นด้วยความไม่ไว้ใจอยู่ชั่วครู่ก่อนที่จะยื่นมือไปรับมันมาในที่สุด
D.
อะไรน่ะ ตัวอักษรดี? เขา้าจะสื่ออะไรกันล่ะเนี่ย
เธอพลิกดูหน้าหลังของกระดาษเพื่อหาข้อความหรืออะไรก็ตามอย่างอื่น แต่นอกจากตัวอักษรดีที่ตามด้วยจุดเล็กๆ นี้แล้วก็ไม่มีอะไรอย่างอื่นเขียนเอาไว้อีก
“นี่อะไรน่ะ” เสียงหงุดหงิดเอ่ยถามด้วยความฉงนพร้อมกับชูกระดาษในมือขึ้น เธอจับความรู้สึกได้ว่ากระดาษแผ่นนี้แข็งกว่าพวกกระดาษรายงานทั่วไปพอสมควร
“นามบัตร”
นามบัตร!?
คำเฉลยของเขาทำให้เธอต้องก้มมองแผ่นกระดาษในมืออีกหนอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาของตัวเอง นามบัตรใครเขามีเขียนไว้แค่ตัวอักษรตัวเดียวกันบ้าง
“ดี...?”
“ชื่อฉันเอง”
“นายชื่อดี? เดี๋ยวนะ คือชื่อของนายคือดี แล้วตามด้วยจุดงั้นเหรอ”
คนถูกถามพยักหน้ากลับมาให้หนึ่งที
ฮะ? จริงๆ แล้วมันควรจะเป็ตัวอักษรย่อของชื่อไม่ใช่เหรอ มันไม่ใช่ชื่อของเขาสักหน่อย แล้วก็หมายความว่าเขาไม่ยอมบอกชื่อจริงของตัวเองกับเธอไม่ใช่เหรอไง
“มีแต่ตัวอักษรย่อแบบนี้มันเหมือนจะไม่ใช่นามบัตรเลยนะ”
คิดๆ ดูแล้วเธอก็ชักจะรู้สึกว่าตัวเองงี่เง่าเหลือเกินที่ต้องมาทำอะไรแบบนี้ นี่เธอกำลังทำอะไรอยู่เนี่ย ไม่ใช่สิ ต้องเป็เ้าคนประหลาดนี่ต่างหากที่กำลังทำอะไรอยู่ มายืนให้นามบัตรกับคนที่กำลังจะฆ่าตัวตายเนี่ยนะ
“นี่ชื่อฉัน แล้วนี่ก็บัตร ชื่อ บน บัตร นามบัตรน่ะถูกแล้ว” ดี หรือใครสักคนที่ชื่ออะไรก็ตามชี้นิ้วไปยังอักษรดีแล้วแตะนิ้วเบาๆ ลงบนขอบกระดาษเพื่ออธิบาย ‘นามบัตร’ ของเขา “ใครๆ เขาก็เรียกฉันว่าดี เพราะฉะนั้นดีก็คือชื่อฉัน”
ฟังดูแล้วช่างเป็การใช้เหตุผลที่เพี้ยนสิ้นดี
“จะชื่อว่าดีหรืออะไรก็ช่างเถอะ สรุปแล้วนายมายืนจ้องฉันทำไม”
ถ้าไม่อยากบอกชื่อก็ไม่ต้องบอก เธอเองก็ไม่ได้อยากรู้ชื่อของเขาอยู่แล้ว เพียงแค่อยากรู้ว่าเขา้าอะไร ทำไมถึงเอาแต่ยืนจ้องเธออยู่ได้ ตามปกติแล้วเวลาคนเราถูกถามว่าเป็ใคร ้าอะไร ก็มักจะบอกแค่สถานะของตัวเองที่มีต่อบุคคลนั้นๆ และบอกจุดประสงค์ที่้าจะติดต่อพูดคุยด้วยเท่านั้น ถ้าเป็ในโลกธุรกิจก็คงจะมีการแลกนามบัตรกัน แต่นี่มันไม่น่าจะเกี่ยวกับเื่ธุรกิจ แถมยิ่งเป็นามบัตรปลอมแบบนี้ด้วยยิ่งน่าสงสัย
แต่คนถูกถามกลับยังคงยืนเงียบ สายตานิ่งๆ มองเธอที่กำลังค่อยๆ ขยับตัวออกห่างจากเขาไปทีละนิด
“เธอกลัวฉันเหรอ”
สีหน้าเรียบเฉยของเขาเมื่อครู่ถูกทำลายด้วยรอยยิ้มน้อยๆ ตรงมุมปากไปจนหมดสิ้น
“เธอกลัวฉันสินะ แต่ถ้าลองมองอีกมุมหนึ่งแล้วก็จะทำให้คิดได้ว่าเธอกลัวว่าจะถูกฉันทำร้ายจนาเ็ หรืออาจจะอาการสาหัสจนถึงขั้นตายได้ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือเธอกลัวการาเ็และกลัวตาย ซึ่งมันน่าแปลกนะ เพราะฉันไม่นึกว่าเธอจะกลัวตายได้ถึงขนาดนี้”
หญิงสาวทำหน้ามุ่ยด้วยความสับสนและมึนงง ไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อยว่าคนตรงหน้า้าจะสื่ออะไร
กลัวเขา? ใช่ โดยเฉพาะคนประหลาดแบบนี้เธอยิ่งต้องกลัวเป็อันดับหนึ่ง
กลัวการาเ็และกลัวตาย? ก็ใช่อีกนั่นแหละ มีใครที่ไหนไม่กลัวกันบ้างเล่า
น่าแปลกที่เธอกลัวตาย? ไม่น่าใช่ การที่เขามาสาธยายเื่นี้ต่างหากที่มันพิลึกยิ่งกว่า
“แปลกยังไงไม่ทราบ” เสียงแข็งถามกลับไปอย่างรำคาญเต็มทน พอได้ฟังอีกฝ่ายพล่ามทฤษฎียืดยาวนั้นแล้วเธอก็ยิ่งรู้สึกเหนื่อย เหนื่อยที่ต้องมาฟังเื่อะไรก็ไม่รู้จากใครที่ไหนก็ไม่รู้ คุยกับเขาแล้วเธอรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองต้องดึงพลังงานออกมาใช้อย่างมหาศาลในการประมวลผล โดยที่สุดท้ายแล้วเขาก็ไม่ได้ให้คำตอบอะไรมาเลยสักอย่างเดียว คำถามของเธอมันเข้าใจยากมากนักเหรอไง
“เธอลองนึกดูสิว่าตัวเองมายืนอยู่ตรงนี้เพราะอะไร”
จู่ๆ คำย้อนจากคนตรงหน้าก็เป็เสมือนสายฟ้าฟาดลงกลางอกเสียอย่างนั้น อีกทั้งยังทำให้เธอต้องเผลอกลืนน้ำลายเหนียวลงคอโดยไม่รู้ตัว
แปลก...? คงจะใช่สินะ เธอมาที่นี่เพื่อที่จะจบปัญหาทุกอย่างลงเพื่อมิว...เพื่อน้องชายของเธอ แต่สุดท้ายแล้วเธอกลับขี้ขลาดเกินกว่าที่จะก้าวขาออกไปจริงๆ เธออยากตาย แต่กลับกลัวความตาย
อยากจะย้อนเวลากลับไปได้เหลือเกิน ถ้าย้อนเวลาได้ เธออยากจะย้อนกลับไปก่อนที่จะเกิดเหตุอันน่าสลดนั้นและไม่ว่ามิวจะร้องขออยากกินเค้กร้านนั้นสักเท่าไหร่เธอก็จะไม่มีวันก้าวขาเข้าไปข้างในร้านโดยเด็ดขาด ถ้าหากว่าเธอไม่ได้เข้าไปข้างในร้านในวันนั้น เด็กคนนั้นก็อาจจะไม่ต้องตายก็ได้และวันนี้เธอก็คงจะได้ใช้ชีวิตตามปกติเหมือนอย่างที่ผ่านมา แล้วก็คงได้กลับบ้านทุกวัน ไม่ใช่มาถูกขังอยู่ในกรงแบบนี้
อดีต...ช่างเป็คำที่น่าพะอืดพะอมเสียเหลือเกิน ในเมื่อทำอะไรกับมันไม่ได้แล้วจะมีมันเอาไว้เพื่ออะไร เพื่อเรียนรู้? หึ น่าขำสิ้นดี เธอจะเรียนรู้ไปเพื่ออะไรกันล่ะ ในเมื่ออดีตทำให้ปัจจุบันของเธอไร้อนาคตไปเรียบร้อยแล้ว
“บางทีเธอคงจะต้องทำความรู้จักกับคำว่า ‘ลองให้โอกาส’ ดูสักหน่อย”
คำกล่าวนั้นเรียกให้หญิงสาวหันขวับไปมองคนพูดทันทีด้วยความใ
คนตรงหน้ายิ้มจางๆ ขณะมองสบตากลับมาโดยที่ไม่ได้พูดอะไรต่ออีก ชั่ววูบหนึ่งเธอรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองถูกอ่านใจออก เขาคงไม่ได้อ่านใจเธอได้หรอกนะ...
หลังจากที่ประสานสายตากันมาได้สักพักเธอก็ต้องเป็ฝ่ายละสายตาไปจากเขาก่อนเพราะว่าทนความรู้สึกกดดันต่อไปไม่ไหว
“ถ้าเธอลองให้โอกาสฉัน เธออาจจะพบว่าฉันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด แล้วเธอก็อาจจะดีใจที่ได้เจอฉันก็ได้นะ” เสียงเรียบกล่าวด้วยรอยยิ้มสดใส แม้ว่าจะเป็รอยยิ้มที่ให้ความรู้สึกเป็มิตรแต่เธอก็ดูไม่ออกอยู่ดีว่ามันเป็รอยยิ้มจากใจจริงหรือว่ารอยยิ้มเสแสร้งกันแน่
ดีใจที่ได้เจองั้นเหรอ ฟังดูเลี่ยนและมีจุดประสงค์อะไรบางอย่างแอบแฝงอยู่ยังไงชอบกล หรือบางทีอาจจะเป็เพียงแค่คำหวานเยิ้มเพื่อสร้างสัมพันธไมตรีตามแบบฉบับของเขา เพราะคนตรงหน้าเองก็ดูไม่ค่อยจะเหมือนคนปกติทั่วไปสักเท่าไหร่เสียด้วย มีใครเขาเข้ามาผูกมิตรกับคนไข้โรคจิตที่อยู่ในโรงพยาบาลโรคจิตกันบ้างเล่า
“แล้วทำไมฉันถึงจะต้องดีใจที่ได้เจอนายด้วย”
คำถามกวนประสาท? อาจจะใช่ แต่เธอก็อยากจะรู้จริงๆ ว่าเขาจะตอบกลับมายังไง เธอเดาได้เลยว่าคำตอบของอีกฝ่ายก็คงจะหนีไม่พ้นพวกคำหวานเลี่ยนอย่างคำว่าโชคชะตา หรือความบังเอิญ หรือพรหมลิขิตอะไรพวกนี้แน่นอน
“เพราะว่าฉันช่วยให้เธอออกไปจากที่นี่ได้ยังไงล่ะ”
คำตอบนั้นของเขาทำลายทฤษฎีของเธอจนย่อยยับ
หญิงสาวรู้สึกว่าตัวเองเผลอหยุดหายใจและคิดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะทันทีที่ได้ยินคำตอบของคนตรงหน้าและรู้สึกได้ว่าความหวังกำลังพุ่งทะยานขึ้นสูงอยู่ในอก
“แต่ก็มีเงื่อนไขอยู่อย่างหนึ่งนะ”
ถึงแม้จะรู้อยู่แก่ใจดีว่าไม่มีใครในโลกนี้ที่ช่วยเหลือคนอื่นโดยที่ไม่หวังผลตอบแทน แต่ใน่เวลานั้นเธอก็อยากจะเชื่อจริงๆ ว่าจะต้องมีพระผู้ช่วยมาช่วยเหลือเธออย่างแน่นอน เธอจึงเพ่งความสนใจทั้งหมดไปยังความหวังในจิตใจโดยที่ไม่คิดถึงอะไรอย่างอื่นอีก
“เงื่อนไข?”
ชายหนุ่มไม่อธิบายอะไรเพิ่มเติมทั้งนั้น เขามองตรงมายังเธอด้วยสายตาเรียบนิ่ง ผมยุ่งๆ ของเขาปลิวไหวบ้างเล็กน้อยตามแรงลมอ่อนๆ ที่พัดผ่าน
“เธอจะต้องสัญญาว่าจะมาช่วยล่าิญญากับฉัน”
จากนั้นเสียงกริ่งแจ้งเตือนว่าถึงเวลาเข้าห้องพักของทางโรงพยาบาลก็ดังลั่นขึ้นในทันใด