ตำราเล่มบางนอนอยู่ในมือของเขา หลินเย่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้ริมทางหน้าหอคัมภีร์ ฝีเท้าที่กำลังจะก้าวออกไปหยุดลงเองโดยไม่ได้สั่ง สายตาของเขาไม่ได้มองตำรา หากมองทะลุผ่านมันไปยังภาพในหัวที่ยังค้างอยู่
จวิ้นเฉิงรู้ตำแหน่งของตำราชั้นเลิศทุกเล่มในหอนั้นอยู่แล้วก่อนจะก้าวเข้ามา ฉะนั้นรูปแบบที่เขาเดินเปิดตำราเล่มแล้วเล่มเล่าจึงไม่ใช่การสุ่ม มันคือการยืนยันว่าข้อมูลที่ได้รับมานั้นถูกต้องหรือไม่ และระหว่างที่เดินยืนยัน เขาก็ดึงสายตาของเด็กคนอื่นให้ตามไปในทิศที่ตนไม่ได้หมายปอง
เบี่ยงให้คนอื่นวิ่งไปในทิศที่ตนไม่้า แล้วค่อยหยิบสิ่งที่้ามาั้แ่แรกในตอนท้าย
ส่วนชั้นสอง มุมซ้ายสุด คือจุดเดียวในหอทั้งหมดที่เขาเดินผ่านโดยไม่แม้แต่จะชะลอ เร็วกว่าปกติเพียงเล็กน้อย ในแบบที่บอกว่าไม่อยากให้ผู้ใดสังเกตว่าเขาไม่ได้หยุด
หลินเย่ยอมรับกับตัวเองว่าสิ่งที่คิดทั้งหมดนั้นอาจผิดก็ได้ ไม่มีทางรู้แน่ชัดว่าอ่านท่าทีของจวิ้นเฉิงถูกหรือไม่ มันเป็การโยนเหรียญที่ยังไม่รู้ว่าหัวหรือก้อยจะออก เขาเพียงเดาแล้วหยิบตามนั้น ส่วนที่เหลือเป็เื่ของผล และผลที่ได้คือตำราเล่มนี้
คัมภีร์พฤกษาฟื้นคืน
เพียงชื่อก็บอกแล้วว่าไม่ใช่วิชาสายต่อสู้ ฝีเท้าที่กำลังจะก้าวออกไปชะงักไว้อีกครั้ง หลินเย่เปิดหน้าแรกดูอยู่ครู่หนึ่งแล้วปิดลง หากหยิบมันมาผิด หลินตงคงเอาตำราเล่มนี้ฟาดหัวเขาเสียก่อนจะพูดอะไรออกมาสักคำ
เอาเถอะ ผิดถูกก็ต้องรู้เสียวันนี้ เขาพับตำราลงในมือแล้วก้าวออกมาจากหน้าหอ หันหน้าไปทางเรือนพักทหาร
ทางจากหอคัมภีร์มายังเรือนพักทหารใช้เวลาเดินราวครึ่งก้านธูป ผ่านสวนสมุนไพรที่กลิ่นอบอวลหนักขึ้นหลังเที่ยง ผ่านหอฝึกที่ว่างเปล่าจนเสียงของแต่ละก้าวดังกลวงย้อนกลับมาหาเ้าของ และผ่านลานฝึกที่ยังมีทหารบางส่วนซ้อมกันอยู่ เรือนพักทหารตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกของตระกูล
กำแพงหินเนื้อหยาบล้อมรอบพื้นที่เป็สี่เหลี่ยม สูงพอจะบังสายตาจากภายนอก ทว่าไม่สูงพอจะบังเสียง จากนอกกำแพงได้ยินเสียงโลหะกระทบกันเป็ระยะ เสียงรองเท้าหนังของทหารกระทบพื้นดินแน่นเป็จังหวะ และเสียงลมหายใจหนักแบบคนที่กำลังออกแรงอยู่
ข้างในมีเรือนไม้กว้างสองหลังเรียงยาวตามแนวกำแพงด้านใน ประตูไม้หนาบานเปิดสองข้างตั้งอยู่ตรงกลาง เสาไม้ที่แขวนป้ายตระกูลไว้ด้านหน้าสึกกร่อนจากฝนและแดดจนแทบอ่านอักษรไม่ออก ทว่ายังคงยืนตรงอยู่ราวกับสิ่งที่ไม่คิดจะล้มอย่างไรอย่างนั้น
ลานกลางของเรือนกว้างพอสำหรับทหารสิบคนฝึกพร้อมกันโดยไม่ชนกัน พื้นดินอัดแน่นจากรองเท้านับพันคู่ที่เหยียบทับกันมาหลายปีจนผิวดินแข็งกว่าหินบางก้อนที่เขาเคยเดินผ่านในป่าเสียอีก
ขอบลานมีหลักไม้ปักไว้เป็ระยะสำหรับผูกม้าและแขวนอาวุธ บางหลักมีรอยบากจากการฝึกซ้อมที่ไม่ได้ถูกซ่อมแซม ราวกับคนในนี้ไม่ได้มองรอยนั้นเป็ความเสียหาย หากมองเป็หลักฐานของการทำงาน
กลิ่นที่ลอยออกมาจากในนั้นซ้อนกันเป็ชั้น น้ำมันทาดาบ เหงื่อเก่าในผ้าหุ้มมือ และกลิ่นจางๆ ของน้ำมันสนที่เผาไหม้อยู่ในกระถางทองแดงสองใบริมทาง ไม่ใช่กลิ่นที่สบาย ทว่าเป็กลิ่นของสถานที่ที่ถูกใช้งานจริง
ทหารที่เดินไปมาในนั้นทุกคนทรงตัวในแบบที่บอกว่าไม่เคยลืมว่าร่างกายของตนทำอะไรได้บ้าง ก้าวเดินกระชับ สายตาเรียบปกติทว่าตื่นอยู่เสมอ บางคนซ้อมอยู่คนเดียวที่มุมลาน บางคนเดินออกมาจากเรือนด้วยท่าทางของคนที่กำลังจะไปทำสิ่งที่รู้อยู่แล้วว่าต้องทำ
หลินเย่ยืนอยู่ที่ปากทางเข้า เท้าขวาก้าวเข้าไปได้สองก้าว แล้วก็หยุดลงเอง
บรรยากาศในนั้นราวกับน้ำในถ้วยที่เต็มพอดี เพิ่มอะไรลงไปอีกแล้วมันจะล้น ไม่ใช่ว่าไม่ต้อนรับ หากเป็สถานที่ที่ทุกคนในนั้นรู้ว่าตัวเองอยู่ที่นี่เพื่ออะไร และผู้ที่ยังไม่มีเหตุผลชัดเจนพอ ย่อมยืนอยู่ตรงนั้นได้ไม่สนิท
เขาเริ่มถอยหลังออกมาทีละก้าว
"เ้าหนูมาทำอะไรที่นี่" เสียงดังขึ้นจากด้านหลัง
ร่างของหลินเย่สะดุ้งไปเล็กน้อยก่อนที่ความคิดจะทันสั่ง เขาหันกลับไปพร้อมกับประสานมือและโค้งตัวลงพอประมาณ
ทหารยามสองนายยืนอยู่ห่างออกไปสามก้าว ทั้งคู่วัยกลางคน ใบหน้าราวกับตัดออกมาจากแม่แบบเดียวกัน อย่างคนที่ฝึกอยู่ในแถวเดียวกันมานานจนหน้าตาเริ่มดูคล้ายกัน คนซ้ายสูงกว่า คนขวาแขนใหญ่กว่า
สายตาทั้งสองคู่เหมือนกันตรงที่กำลังประเมินเขาอยู่ ไม่ใช่ด้วยความเป็ศัตรู หากเป็แบบที่ทหารยามประเมินทุกคนที่หยุดอยู่ใกล้พื้นที่ซึ่งตนดูแล
"ข้าแค่มาหาศิษย์พี่หลินตงขอรับ"
นายทหารคนซ้ายยิ้มเล็กน้อยในแบบที่ไม่อยากให้ผู้ใดชี้ชัดว่านั่นคือรอยยิ้ม ก่อนจะเอี้ยวตัวหันไปหาเพื่อนข้างๆ
"ได้ยินหรือไม่..."
"ได้ยิน" นายทหารคนขวาพยักหน้า ท่าทางคล้ายจะกลั้นบางอย่างเอาไว้ไม่ค่อยอยู่
ทั้งสองหันกลับมามองหลินเย่พร้อมกัน "เ้าหนู" นายทหารคนซ้ายพูดด้วยเสียงเบาลงผิดปกติ ราวกับกำลังจะบอกความลับ "ข้าเองก็อยากรู้จักท่านนายกองเหมือนกันนะ ทว่าต้องบอกไว้ก่อนว่าแถวมันยาว"
"ยาวมาก" นายทหารคนขวาต่อให้ทันที
หลินเย่ทำหน้าฉงน "แถว..."
"เ้ามารู้จักท่านนายกองด้วยเื่อะไร" นายทหารคนซ้ายถามตรง ทว่าน้ำเสียงไม่ตรงเท่ากับปาก "เื่งานของกรม หรือ...เื่ส่วนตัว"
"ข้าเพียงแต่..."
"หากเป็เื่งานก็ฝากไว้กับพวกข้าได้" นายทหารคนขวาพูดแทรก "ทว่าหากเป็เื่ส่วนตัว..." เขาทำท่าชะงักอย่างจงใจ "ต้องขอบอกตรงๆ ว่าก่อนหน้าเ้ามีคนมาแล้วหลายราย เ้าหนูยังเด็กอยู่ อย่าเพิ่งเอาของแพงอย่างใจไปฝากไว้ที่ใดนัก"
"ใช่ๆ" นายทหารคนซ้ายพยักหน้าเห็นด้วยเร็วเกินไปเล็กน้อย "ท่านนายกองท่านก็... ท่านก็ใจดีกับทุกคน เพียงแต่ท่านไม่ค่อยมีเวลา เพราะยุ่งมาก ยุ่งมากจริงๆ"
"และฝีมือท่านก็ดีมาก" อีกคนพูดต่อ เสียงอุ่นขึ้นอย่างผิดสังเกตเมื่อพูดถึงเื่นี้ "ยุทธ์ของท่านนายกองนั้นข้าดูมาหลายปี ไม่เคยเห็นผู้ใดในตระกูลมีฝีมือแบบนั้น เคลื่อนเหมือนน้ำ ปะทะเหมือนหิน แล้วยังทำหน้าตาแบบนั้นอีก..."
ทั้งสองเงียบลงพร้อมกันด้วยท่าทางของคนที่เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตัวเองพูดมากเกินไป หลินเย่มองทั้งสองนาย บางอย่างในหัวของเขาตกตะกอนลงทีละนิด
ทหารยามของตระกูลหลินไม่ใช่คนที่พูดชมใครมักง่าย เขารู้เื่นี้ดีจากร่วมสามปีที่สังเกตผู้คนในตระกูล คนพวกนี้ถูกฝึกให้วัดคนด้วยผลลัพธ์ ไม่ใช่ด้วยคำพูด หากพวกเขาบอกว่าฝีมือดี นั่นหมายความว่าพวกเขาเห็นมันมากับตา ไม่ใช่ได้ยินมาจากปากผู้อื่น
และหากทหารยามที่รับใช้ตระกูลมาทั้งชีวิตยังใช้น้ำเสียงเช่นนั้นเมื่อกล่าวถึงหลินตง หลินตงที่เขารู้จักนั้นก็ไม่ใช่เพียงศิษย์พี่ที่เขกหัวเขาเป็นิสัย
เขากำลังนึกต่อว่าตนรู้จักนางดีเพียงใดกัน เมื่อมีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลังนายทหารทั้งสอง เสียงฝีเท้าสองก้าว แล้วก็หยุด
"นั่นน้องข้า"
น้ำเสียงนั้นเย็นและราบจนฟังดูเหมือนประโยคบอกลมฟ้าอากาศ ทว่าน้ำหนักที่อยู่ข้างในมันต่างกันอยู่คนละโลก
นายทหารทั้งสองหันกลับพร้อมกัน สีหน้าเปลี่ยนในชั่วพริบตา จากที่กำลังซุบซิบกลายเป็ยืนตัวตรงในทันที ก่อนจะมองหน้ากันเองอยู่ชั่วอึดใจ แล้ววิ่งออกไปจากลานด้วยความเร็วที่ไม่ค่อยสมกับศักดิ์ศรีของนายทหาร เสียงฝีเท้าจางหายไปในทิศตรงข้ามอย่างรวดเร็ว
หลินตงยืนอยู่ที่นั่น
กอดอก ใบหน้าเรียบเหมือนหิน ดวงตาค่อยๆ เลื่อนจากทิศที่ทหารทั้งสองวิ่งหายไป มาหยุดอยู่ที่หลินเย่
"แล้วมาที่นี่ยามนี้มีอะไร"
ทั้งสองเดินออกมาจากลานทหารโดยไม่ได้นัดกัน หลินตงก้าวไปก่อน หลินเย่ตามมาห่างสองก้าว ผ่านมุมกำแพงที่ไม่มีคนเดิน ไปหยุดลงที่ใต้ต้นสนใหญ่ข้างทางน้ำ ที่ซึ่งเสียงน้ำไหลเบาๆ กลบเสียงจากลานฝึกได้บางส่วน หลินตงหันมายืนพิงต้นสน ไม่ถามซ้ำ เพียงรอ
หลินเย่รู้ดีว่านางรู้ว่าเขามาทำไมก่อนที่เขาจะพูดเสียอีก นางมีความสามารถในการอ่านสถานการณ์ที่เขาไม่เคยเข้าใจว่ามาจากที่ใด ทว่าก็ไม่เคยตั้งคำถามกับมัน
"เ้าได้ตำรามาแล้วไม่ใช่หรือ" นางหยุด มองหน้าเขา "เหตุใดถึงไม่ยอมอ่านมัน"
"ข้าไม่แน่ใจว่ามันเป็ตำราขั้นสูงหรือไม่ขอรับ" หลินเย่พูดตรง "อยากให้ท่านพี่ตรวจสอบเสียก่อน แล้วค่อยขอรับคำชี้แนะในการเริ่มฝึก"
เขายื่นตำราออกไป หลินตงรับมันมาโดยไม่ลังเล เปิดหน้าแรก อ่านชื่อ
หลินเย่สังเกตเห็นบางอย่างในดวงตาของนางเปลี่ยนไปนิดหนึ่ง ไม่ใช่ความใ ทว่าใกล้เคียงกว่าปกติของนางมาก ราวกับสิ่งที่เห็นในตำรานั้นไม่ใช่สิ่งที่คาดเอาไว้
นางพลิกหน้าต่อ ช้าและตั้งใจ ลมหายใจสม่ำเสมอทว่ามีน้ำหนักเพิ่มขึ้นทีละหน้า บรรยากาศเงียบลงจนได้ยินเสียงน้ำในทางน้ำชัดขึ้น
"เป็เช่นไรบ้างขอรับ"
หลินตงปิดตำราลง
นางไม่รีบตอบ สายตาวนกลับมาที่หน้าปกอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงยกขึ้นมองเขา
"เ้าหยิบมันมาได้เช่นไร"
หลินเย่นิ่งไปสักครู่ คำตอบที่แท้จริงในหัวนั้นยาวกว่าที่ควรพูดออกมา
"ข้าหยิบสุ่มๆ มาขอรับ"
นางมองหน้าเขาอยู่ครู่หนึ่งในแบบที่บอกว่าไม่เชื่อทั้งหมด ทว่าก็ไม่ถามต่อ มือของนางยกตำราขึ้นมาในท่าที่ดูเหมือนจะใช้มันเป็อาวุธอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะวางลงอย่างระมัดระวัง
"ข้าไม่รู้ว่าเ้าหยิบมันมาได้อย่างไร" นางพูด เสียงระงับบางอย่างเอาไว้ในระดับที่ฟังแทบไม่ออก "ทว่าคัมภีร์พฤกษาฟื้นคืน..."
นางหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ
"เป็วิชาประจำตระกูลหลิน"
"เช่นนั้นมันก็เป็ตำราระดับสูงหรือขอรับ"
หลินตงมองไปที่ตำราในมืออีกครั้ง แล้วพยักหน้า
"ถูกต้อง"
นางเดินไปหยิบถังไม้เล็กสองใบที่ตั้งอยู่ริมทางน้ำ วางลงบนพื้นดินระหว่างทั้งสอง ถังหนึ่งเต็มน้ำ อีกถังว่างเปล่า
"รู้หรือไม่" นางเริ่มพูดในแบบที่หลินเย่รู้ดีว่าหมายความว่ากำลังจะสอนบางอย่าง "สิบตระกูลใหญ่ในทวีปชิงหรงต่างมีวิชาที่สืบทอดกันมาภายใน วิชาที่เรียกกันว่าวิชาประจำตระกูล เพราะมันคือสิ่งที่สร้างชื่อให้แก่ตน ทว่าจะสืบทอดวิชาเ่าั้ต่อไปอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละตระกูลจัดวางมันเช่นไร"
หลินเย่พยักหน้า "กระบี่ใบไม้ปลิวของหลินจวิ้นเฉิงก็เป็หนึ่งในนั้น"
"ถูกต้อง" นางพูดต่อ "และคัมภีร์พฤกษาฟื้นคืนก็เช่นกัน ไม่ต้องสงสัยเลย"
นางค้อมตัวลงหยิบถังน้ำเต็มขึ้นมา ค่อยๆ เทน้ำลงในถังที่ว่างอย่างช้าๆ เส้นน้ำบางๆ ไหลลงไปสะสมอยู่ที่ก้นถัง
"มันไม่ใช่กระบี่ ไม่ใช่หมัด ไม่ใช่กระบอง" นางพูดไปพลางระหว่างที่น้ำค่อยๆ เพิ่มขึ้น "มันคือถังน้ำที่เ้าพกติดตัว"
หลินเย่นิ่งฟัง "ข้าเคยเห็นมันผ่านตาครั้งหนึ่งตอนไปแนวหน้า" นางพูดต่อ "แค่ครั้งเดียว"
"เหตุใดจึงเพียงครั้งเดียวขอรับ"
นางยกถังที่เพิ่งเติมจนเต็มขึ้นมา แล้วเทน้ำออกไปในคราวเดียวจนหมด ก่อนจะพลิกถังคว่ำลง
"เพราะนี่"
หลินเย่มองถังเปล่าใบนั้น
"คุณสมบัติของมัน" นางพูด "เมื่อผู้ใช้เปิดใช้งาน วิชานี้จะดึงปราณฟื้นฟูที่สะสมไว้ในร่างออกมาทั้งหมดในคราวเดียว รักษาาแ ฟื้นลมปราณ พร้อมกันหมด เหมือนเทน้ำในถังออกไปในทีเดียว แทนที่จะซึมช้าๆ อย่างโอสถ"
เขานึกถึงการกินโอสถตลอดร่วมสามปีที่ผ่านมา ผลที่ค่อยๆ ซึมซับเข้าร่างทีละน้อย ทีละวัน แล้วเทียบกับสิ่งที่นางพูด
"แล้วเหตุใดถึงเห็นเพียงครั้งเดียวขอรับ" เขาถามซ้ำ "หากฤทธิ์ของมันดีถึงเพียงนั้น"
นางยกถังเปล่าขึ้นมาให้เขาดู "เพราะเมื่อใช้ไปแล้ว ต้องเติมใหม่ทั้งถัง เติมเพียงครึ่งใบก็ไม่ได้ผลเต็มที่"
"แล้วจะเติมมันได้ด้วยวิธีใด"
"โอสถ" นางตอบสั้น "หรือการสะสมปราณด้วยการโคจรตามที่คัมภีร์กำหนด ยิ่งเส้นลมปราณในร่างกว้างและลึกเพียงใด ก็ยิ่งต้องใช้เวลาสะสมนานเพียงนั้น ทว่าผลที่ได้เมื่อใช้ก็ทวีคูณตามกันไปด้วย"
หลินเย่เริ่มเห็นภาพ "เช่นนั้นมันจึงไม่เป็ที่นิยม"
"เพราะสิ้นเปลือง" นางหยุด มองถังน้ำที่ว่างเปล่า "ถังที่ต้องเติมใหม่ทั้งใบ... ผู้ใดจะรอไหว"
"เว้นแต่ว่า..."
หลินเย่หยุดกลางประโยค บางอย่างในหัวเชื่อมเข้าหากัน นางมองหน้าเขา ทว่าไม่พูดแทน รอให้เขาพูดออกมาเอง
"เว้นแต่ว่าการมีชีวิตรอดอีกหนึ่งรอบนั้นคือสิ่งที่้า" เขาพูดช้าๆ "ในสถานการณ์ที่วิชาต่อสู้ไม่อาจตัดสินอะไรได้เลย"
"เ้าเป็อยู่เช่นนั้นหรือไม่" หลินตงถามกลับ เสียงเรียบ
หลินเย่ไม่ตอบทันที
เขานึกถึงสิ่งที่นางพูดไว้เมื่อวันก่อน เื่ระหว่างทางไปแข่ง เื่ว่าจ้างมือสังหาร เื่ที่ตระกูลใหญ่ไม่ใคร่แยแสถูกผิด
เขาอายุสิบห้า ระดับขั้นสี่กำลังจะขึ้นขั้นห้า วิชาที่มีอยู่คือหมัดพยัคฆ์ซ่อนคมที่สร้างขึ้นมาจากการฝึกซ้อมร่วมสามปีโดยไม่มีตำราเป็พื้นฐาน หากเขาเจอคนที่แข็งกว่า เร็วกว่า และมีวิชาจริงๆ เขาจะยืนหยัดอยู่ได้นานเพียงใด
"ข้าอยากเรียนมันขอรับ"
หลินตงไม่ตอบทันที
นางมองหน้าเขาอยู่ครู่หนึ่งในแบบที่ไม่ใช่การประเมิน หากเป็บางอย่างที่ลึกกว่านั้น ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักสิ่งที่นางคนเดียวมองเห็นอยู่ในใบหน้าของเขา แสงบ่ายที่ส่องผ่านกิ่งสนลงมานั้นเปลี่ยนสีอยู่บนไหล่ของนาง เหลืองอมทองในแบบที่บอกว่าวันกำลังจะผ่านไปอีกวันหนึ่งโดยไม่รอผู้ใด
"ก็ได้" หลินตงหันไปหยิบถังน้ำ "นั่งลง"
แสงบ่ายยาวขึ้นตามแนวต้นสน เงาทอดยาวออกไปทางตะวันออก หลินเย่นั่งลงบนก้อนหินที่อยู่ใกล้ที่สุด หลินตงยืนอยู่กับถังทั้งสองใบต่อหน้า หนึ่งเต็ม หนึ่งว่าง
ในหัวของเขา ภาพของถังที่ต้องเติมให้เต็มอยู่เสมอนั้นชัดเจนยิ่งกว่าชื่อวิชาที่เขียนไว้ในตำรา และมือที่ถือตำราอยู่ก็รับรู้ถึงน้ำหนักของมันต่างออกไปจากตอนที่หยิบขึ้นมาครั้งแรก