เกิดใหม่ครั้งนี้พกสวนแห่งชีวิตสู่ยุค 70 พลิกชะตาตระกูลหลิน
ตอนที่ 10 : ก้าวแรก คำแรก
เมื่อซินเยว่อายุได้สิบสามเดือนขาทั้งสองข้างเริ่มแข็งแรงพอจะยืนเกาะโต๊ะได้นานขึ้นเรื่อยๆความคิดของผู้ใหญ่ในหัวเริ่มวางแผนอย่างจริงจังว่าจะฝึกเดินให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ไม่ใช่เพราะอยากโชว์ใครแต่เพราะเบื่อหน่ายกับการต้องคลานหรือรอให้คนอื่นอุ้มไปทุกที่เต็มทีแล้ว
เย็นวันหนึ่งขณะที่ทุกคนในครอบครัวนั่งอยู่ในห้องโถงพร้อมหน้ากัน ซินเยว่มองไปที่พ่อซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามห้องคำนวณระยะทางในใจอย่างจริงจังราวกับกำลังวางแผนเดินทัพ
*ระยะทางประมาณสี่ก้าวถ้าทรงตัวดีๆ ไม่หกล้มกลางทาง น่าจะไปถึงได้*
เธอปล่อยมือจากขอบโต๊ะที่เกาะอยู่ยืนตัวตรงด้วยขาสั่นเทาเล็กน้อยทุกคนในห้องสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงจึงหยุดพูดคุยกันทันที
"ดูนั่นสิ!จะเดินแล้วหรือเปล่า" หวังซูเจินอุทานเบาๆ ด้วยความตื่นเต้นมือเตรียมพร้อมจะรับหากลูกล้ม
ซินเยว่ก้าวเท้าขวาออกไปอย่างระมัดระวังที่สุดตามด้วยเท้าซ้าย ร่างกายเล็กๆ โคลงเคลงไปมาแต่ยังคงทรงตัวได้ก้าวที่สามและสี่ตามมาด้วยความมั่นใจที่เพิ่มขึ้นทีละนิด
หลินเจี้ยนหมินยื่นแขนทั้งสองข้างออกมารอรับใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นไม่ต่างจากตอนที่เห็นลูกสาวเกิดใหม่ครั้งแรก
"มาหาพ่อสิลูกมาเลย"
ก้าวที่ห้าเกือบถึงเป้าหมายแต่ขาข้างซ้ายกลับไปสะดุดพรมเข้าอย่างจัง ร่างเล็กๆเซถลาไปข้างหน้าโดยไม่ทันตั้งตัวความคิดของผู้ใหญ่ในหัวแล่นเร็วกว่าร่างกายจะตอบสนองทัน มีเพียงเสียงร้อง"อ๊ะ" หลุดออกมาก่อนจะล้มลง
โชคดีที่พ่อยื่นมือรับไว้ทันพอดีอุ้มเธอขึ้นมาหมุนตัวเล่นด้วยความดีใจ
"เก่งมากลูกเดินได้ตั้งห้าก้าวแล้ว!"
เสียงปรบมือดังขึ้นทั่วห้องปู่ย่าที่นั่งดูอยู่ต่างยิ้มด้วยความปลื้มใจจื้อเฉิงะโโลดเต้นด้วยความตื่นเต้นจนย่าต้องคอยเตือนให้นั่งลงส่วนจื้อิยิ้มกว้างพลางปรบมือเบาๆ อย่างภูมิใจ
ในใจของซินเยว่กลับรู้สึกขำปนอายไม่มีใครในห้องรู้เลยว่าการก้าวเดินครั้งนี้ผ่านการคำนวณระยะทางในหัวมาอย่างจริงจังราวกับเป็ภารกิจสำคัญทั้งที่ในสายตาคนอื่นมันเป็เพียงพัฒนาการปกติของเด็กวัยหนึ่งขวบเท่านั้นเอง
สองเดือนถัดมาหลังจากเดินได้คล่องขึ้นมากแล้ว ถึงเวลาของพัฒนาการด้านการพูดซินเยว่ตั้งใจไว้ในหัวว่าอยากพูดคำที่มีความหมายจริงจังเป็คำแรกไม่ใช่แค่เสียงอ้อแอ้ไร้ความหมายทั่วไป
บ่ายวันหนึ่งขณะนั่งเล่นอยู่กับแม่เธอตั้งใจจะลองพูดคำว่า "ครอบครัว" ออกมาให้ได้ทั้งที่ในใจรู้ดีว่าคำนี้ยากเกินไปสำหรับเด็กวัยนี้จะออกเสียงชัด
"ค...คอ..."เธอพยายามขยับปากตามที่คิดไว้ในหัว
หวังซูเจินที่นั่งอยู่ข้างๆเงี่ยหูฟังด้วยความตื่นเต้น "ลูกจะพูดแล้วเหรอ ลองอีกทีสิ"
"คอบ...ครัว..."เสียงที่ออกมาเพี้ยนไปจากที่ตั้งใจไว้มาก ฟังดูเหมือนเสียงพยางค์แปลกๆมากกว่าคำที่มีความหมาย
แม่หัวเราะเบาๆ ด้วยความน่ารัก"พูดว่าอะไรนะจ๊ะ ลองพูดคำง่ายๆ ก่อนดีไหม อย่างคำว่าแม่ไง แม่ม้า"
ซินเยว่ในใจอยากอธิบายว่ากำลังพยายามพูดคำว่าครอบครัวอยู่ต่างหากแต่สุดท้ายก็ยอมแพ้ต่อข้อจำกัดของร่างกายเด็กวัยหนึ่งขวบเปลี่ยนมาลองคำที่ง่ายกว่าตามที่แม่แนะนำ
"แม่...แม่..."เสียงที่ออกมาคราวนี้ชัดเจนกว่าเดิมมาก
หวังซูเจินร้องกรี๊ดด้วยความดีใจจนทุกคนในบ้านวิ่งมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น"ลูกพูดคำว่าแม่ได้แล้ว! เป็คำแรกในชีวิตเลยนะ"
ทั้งบ้านฮือฮากันไปหมดพ่อรีบวิ่งกลับมาจากลานบ้านทันทีที่ได้ยินข่าว ปู่ย่าเดินมาดูใกล้ๆด้วยความตื่นเต้นไม่แพ้กันแม้แต่ลุงใหญ่ลุงรองที่แวะมาเยี่ยมพอดีก็ยังร่วมยินดีด้วย
"พูดอีกทีซิลูกพูดว่าแม่อีกที" หวังซูเจินขอร้องด้วยน้ำตาคลอ
"แม่"ซินเยว่พูดซ้ำอีกครั้งพร้อมยิ้มให้ทั้งที่ในใจยังแอบขำเื่ความพยายามพูดคำว่าครอบครัวที่ล้มเหลวไปก่อนหน้านี้
คืนนั้นเมื่อทุกคนแยกย้ายกันไปพักผ่อนแล้ว ซินเยว่นอนอยู่บนเตียงคนเดียวนึกย้อนถึงเหตุการณ์ตลกๆ ทั้งสองที่เกิดขึ้นใน่ไม่กี่เดือนที่ผ่านมาทั้งการคำนวณระยะเดินอย่างจริงจังแต่กลับล้มกลางทางและความพยายามพูดคำยากแต่กลับออกมาเป็คำง่ายๆ แทน
*บางทีการเป็เด็กก็มีเสน่ห์ของมันเหมือนกันนะไม่ต้องคิดมาก ทำผิดพลาดได้โดยไม่มีใครตำหนิ แถมทุกคนยังปรบมือให้กำลังใจเสมอ*
ความคิดนั้นทำให้เธอยิ้มก่อนจะหลับตาลงร่างกายเล็กๆ ที่เคยรู้สึกเป็ข้อจำกัดในตอนแรกตอนนี้กลับกลายเป็สิ่งที่ทำให้ชีวิตมีสีสันและเสียงหัวเราะมากขึ้นกว่าที่เคยคาดคิดไว้
สัปดาห์ถัดมา ซินเยว่เริ่มพูดคำอื่นๆเพิ่มขึ้นทีละคำ "พ่อ" "ปู่" "ย่า" ตามลำดับจนวันหนึ่งขณะนั่งเล่นอยู่กับจื้อเฉิงพี่ชายคนกลางเธอตัดสินใจลองพูดชื่อพี่ชายดูบ้าง
"จื้อ...เฉิง..."เธอออกเสียงช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำที่สุดเท่าที่จะทำได้
จื้อเฉิงที่กำลังเล่นของเล่นอยู่ถึงกับทำของเล่นหล่นจากมือด้วยความใปนดีใจ"น้องเรียกชื่อพี่ได้แล้ว! แม่ๆ มาฟังเร็ว น้องเรียกชื่อผมได้แล้ว!"
เขาวิ่งอุ้มน้องสาวหมุนตัวไปมาด้วยความตื่นเต้นจนซินเยว่หัวเราะเสียงดังทั้งที่ในใจแอบคิดว่าคำว่า "จื้อเฉิง" ออกเสียงยากกว่าคำว่า"แม่" มากนักแต่เธอก็ตั้งใจฝึกซ้อมพูดคำนี้อยู่หลายคืนก่อนหน้าเพียงเพื่อจะเห็นสีหน้าดีใจแบบนี้ของพี่ชายคนกลางที่เคยน้อยใจไปก่อนหน้านี้
ั้แ่วันนั้นเป็ต้นมาจื้อเฉิงชอบอวดใครต่อใครว่าตัวเองเป็คนแรกในบรรดาพี่น้องที่น้องสาวเรียกชื่อได้ทั้งที่ความจริงแล้วเธอแอบฝึกเรียกชื่อทุกคนในใจมาตั้งนานแล้วเพียงแต่เลือกจังหวะและลำดับให้เหมาะสมกับความรู้สึกของแต่ละคนเท่านั้นเอง