หมู่บ้านสร้างอยู่บนต้นไม้
ไม่ใช่แค่บ้านหลังสองหลังแต่เป็หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านสะพานเชือกและไม้เชื่อมระหว่างต้นไม้ใหญ่กับต้นไม้ใหญ่ บ้านเล็กๆ ห้อยอยู่บนกิ่งบางบ้านมีปล่องควันเล็กๆ ที่ควันสีขาวจางออกมา มีเสียงคุยกันดังมาจากข้างบนมีเสียงหัวเราะ มีกลิ่นอาหารที่หลินไม่รู้จักแต่รู้ว่าหิว
"เราจะพักที่นี่?" หลินมองขึ้นไปบนต้นไม้
"คืนนี้"เรนพูด เดินเข้าไปที่โคนต้นไม้ใหญ่ที่สุด ซึ่งมีบันไดเชือกห้อยลงมา"มณีเป็หัวหน้าที่นี่ เธอจะพาไป"
"มณีคือ?"
ก่อนที่เรนจะตอบบางอย่างตกลงมาจากบนต้นไม้
หรือถ้าจะพูดให้ถูกกว่านั้นบางอย่างะโลงมา
ตัวเล็ก ขนสีเทาอมขาว หูยาวตาสีน้ำตาลสว่าง หางพุ่มฟู ลงมาบนกิ่งก้านด้านล่างทีละกิ่งอย่างคล่องแคล่วแล้วก็โดดลงมายืนบนพื้นตรงหน้าหลิน
สูงแค่ระดับเอวหลิน แต่ยืนตรงบนสองขาหลังและสีหน้าของมันบอกว่ารู้ว่าตัวเองคือหัวหน้าของที่นี่
"เธอคืุ์ที่ทำให้ป่าสั่นะเืมาสองวัน"มณีพูด เสียงแหลมกว่าเรน แต่ชัด และเร็วกว่าที่หลินคาดจากสิ่งมีชีวิตขนาดนั้น"ยินดีที่ได้รู้จัก ฉันมณี หัวหน้าหมู่บ้านกระต่ายป่าหิมพานต์บรรพบุรุษของเราอยู่ที่นี่มาั้แ่ก่อนที่มนุษย์คนแรกจะเดินเข้ามาในป่านี้"
"สวัสดีค่ะ"หลินพูดโดยอัตโนมัติ "ฉันหลิน"
"รู้แล้ว"มณีพูด แล้วหันไปมองเรนด้วยท่าทางที่บอกว่าทั้งสองรู้จักกันมานาน"พาเธอมาได้ยังไง?"
"เธอพาตัวเองมา"เรนพูด "ฉันแค่ไม่ทิ้งเธอไว้ให้ตาย"
"ฟังดูเหมือนเรนทุกอย่างเลย"
หลินมองมณี มองเรนแล้วก็รู้สึกว่าทั้งสองรู้จักกันนานพอที่จะพูดสั้นและเข้าใจกัน
"ขึ้นมาได้เลย"มณีพูดกับหลิน "มีอาหาร มีที่นอน และมีข่าวที่เธอน่าจะอยากรู้"
---
บ้านของมณีอยู่บนต้นไม้ที่ใหญ่ที่สุดกว้างพอสำหรับสามคนนั่งสบาย มีเบาะรองนั่งทำจากใบไม้อัดแน่นมีโคมไฟขนาดเล็กที่ให้แสงอบอุ่นและมีกลิ่นอาหารที่หลินพิสูจน์แล้วว่ากินได้และอร่อยกว่าสิ่งที่เรนให้กินตลอดสองสามวัน
"เธอคืุ์คนแรกที่มาถึงที่นี่ในรอบ300 ปี"มณีพูดขณะเสิร์ฟอาหาร "แต่ไม่ใช่คนแรกที่มีเสียงแบบนั้น"
"อิง?" หลินถาม
มณีพยักหน้า "เธอมาถึงที่นี่ด้วยก่อนที่ทุกอย่างจะเกิดขึ้น อิงเป็คนที่พูดเก่ง ฉลาด กวนเหมือนกับเธอด้วยความแตกต่างคืออิงไม่รู้ว่าเสียงของเธอมีน้ำหนักแค่ไหนจนสายเกินไป"
"คุณคิดว่าอิงเจตนาไหม?"
มณีวางชามอาหารลงบนพื้นไม้ มองหลิน"ฉันอายุมากพอที่จะจำเหตุการณ์นั้นได้แต่ยังอายุน้อยพอที่จะไม่ได้เห็นมันโดยตรง สิ่งที่รู้จากที่บรรพบุรุษเล่าคือใน่ที่เกิดขึ้นนั้น อิงร้องขอให้หยุด ร้องขอให้ฟัง แต่ไม่มีใครฟัง"
หลินนั่งฟัง
"ประวัติศาสตร์ที่ผู้พิทักษ์เขียนบอกว่าเธอตั้งใจ"มณีพูดต่อ "แต่ประวัติศาสตร์ที่ป่าจำไม่ได้บอกแบบนั้น"
"ป่าจำอะไร?"
"ป่าจำเสียงไม่ใช่เนื้อเื่" มณีพูด "ป่าจำว่าตอนที่ทุกอย่างพังเสียงของอิงคือเสียงที่กลัว ไม่ใช่เสียงที่้าทำลาย"
หลินนั่งนิ่งอยู่กับข้อมูลนั้น
เรนที่นั่งอยู่อีกด้านหนึ่งของห้องไม่พูด แต่หลินสังเกตว่าเขาไม่ขัด
"มณี"หลินพูด "คุณบอกว่ามีข่าวที่ฉันอยากรู้"
มณีพยักหน้า"มีข่าวจากตลาดกลางป่า" เธอพูด เสียงลงต่ำกว่าเดิม"มีคนเสนอราคาสูงมากสำหรับ..."
หยุด
"สำหรับหัวของเธอ"มณีพูด ตรงๆ ไม่นุ่มนวล "ทั้งฝ่ายผู้พิทักษ์บางส่วน และฝ่ายเงา"
"ฝ่ายเงาอยากได้หัวฉัน?" หลินพูด"ไม่ใช่อยากได้ตัวฉัน?"
"ฝ่ายเงาที่แตกแยกกันบางส่วน้าเสียงของเธอบางส่วน้ากำจัดเธอก่อนที่เสียงนั้นจะถูกใช้โดยฝ่ายอื่น" มณีพูด"ซินเป็ตัวแทนของฝ่ายแรก จินเป็ตัวแทนของฝ่ายที่สามยังมีฝ่ายที่สองที่เธอยังไม่เจอ"
"ฝ่ายที่สองคือใคร?"
"คนที่บงการทุกอย่างอยู่ข้างหลัง"มณีพูด "ยังไม่รู้ชื่อ แต่รู้ว่ามี"
ห้องเงียบไปพักหนึ่ง
---
เรนกลับออกไปเฝ้ายามตามนิสัยมณีเสิร์ฟชาที่กลิ่นหอมและรสชาติบอกไม่ถูกให้หลินทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกันในความเงียบที่ไม่อึดอัด
มณีพูดเื่เมืองเงาไม้เส้นทางที่หลินต้องผ่านเพื่อไปถึงศาลาสังข์ ดินแดนที่แสงแปลกเงาของทุกคนแยกตัวเป็อิสระและพูดได้
"เงาพูดความจริงที่เ้าของเงาปฏิเสธ"มณีอธิบาย "ทุกคนที่เข้าไปในเมืองเงาไม้จะเจอเงาของตัวเองเงาจะพูดสิ่งที่เ้าของไม่กล้าพูด"
หลินบีบถ้วยชาในมือ "แล้วถ้าไม่ฟัง?"
"เงาจะพูดดังขึ้น"มณีพูด "และยิ่งพยายามเดินออก เงาจะตามมาใกล้ขึ้น"
"วิธีหลบหลีกคือ?"
"ฟังแล้วยอมรับว่าสิ่งที่เงาพูดเป็ความจริง" มณีพูด "ไม่ต้องแก้ไขทันทีไม่ต้องเห็นด้วยทั้งหมด แค่ยอมรับว่ามีจริง"
หลินนั่งถือถ้วยชา มองไอน้ำที่ลอยขึ้นมา
"ฟังดูง่าย"เธอพูด
"ถ้าง่ายก็ไม่มีใครติดอยู่ในเมืองเงาไม้เลย" มณีพูดเรียบๆ
เรนกลับเข้ามา มณีหันมามองเขายักไหล่เบาๆ กับหลิน ท่าทางที่บอกว่ามีบางอย่างที่มณีอยากพูดแต่ไม่พูด
"มณี"หลินถามเบาๆ
มณีเงยหน้า
"คุณรู้อะไรเื่เรนที่ฉันไม่รู้ไหม?"
มณีมองเรนที่กำลังนั่งลงฝั่งตรงข้ามแล้วมองกลับมาที่หลิน ยิ้มเล็กๆ
"ผู้พิทักษ์คนนี้ปิดบังอะไรบางอย่างอยู่"มณีพูดเบาพอที่เรนไม่น่าได้ยิน "แต่ไม่ใช่ฝ่ายของเขา เป็เื่ส่วนตัว"
หลินมองเรน
เรนนั่งมองออกไปนอกหน้าต่างกระท่อมมองป่าข้างล่างในความมืด ไม่รู้ว่ารับรู้ว่ามีคนพูดถึงเขาอยู่หรือเปล่า
หลินคิดว่าเขารับรู้
แต่ก็ไม่หันมา
ซึ่งก็บอกอะไรบางอย่างในตัวเองอยู่แล้ว
---