หลังจากาอันยาวนานจบลงและเผ่ามารยอมจำนน ปาร์ตี้ผู้กล้าเดินทางกลับเมืองหลวงด้วยรถม้าทุกคนมีความรู้สึกหลากหลาย ทั้งโล่งใจ ภูมิใจ และคิดถึง่เวลาที่ผ่านมาลูน่าหันกลับมามองเพื่อนร่วมทางพร้อมรอยยิ้มกว้าง “ใครจะเชื่อว่าเราทำสำเร็จจริง ๆ! จำได้ไหม ตอนที่เราบุกเข้าไปในป้อมปราการจอมมาร? เอรินน่ะเกือบทำให้ตัวเองะเิ! ฮ่า ฮ่า”เอรินขมวดคิ้วก่อนจะแย้งเสียงแข็ง “นั่นมันเพราะเธอโยนโล่เข้ามาขวางตอนฉันร่ายเวทน่ะสิ!” เขาส่ายหน้าอย่างหงุดหงิดเล็กน้อย “ถ้าไม่มีฉัน ป้อมนั่นคงไม่พังยับเยินอย่างงดงามหรอก”
ลีโอหัวเราะลั่น “จริง! แต่ตอนนั้นหน้านายดูเหมือนคนเพิ่งเห็นผีเลยนะ ฉันล่ะนึกว่าต้องช่วยลากศพเธอกลับเมืองซะอีก”
เรย์หันกลับมามองทั้งสามคนด้วยรอยยิ้มบาง “แต่ถ้าพวกเราไม่ช่วยกัน ทุกคนคงไม่ได้มายืนที่นี่หรอก”
ลูน่าเลิกคิ้ว ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ “พูดได้ดีเหมือนเดิมเลยนะเรย์ ฉันชักคิดถึงนายในตอนที่นายยังเป็ฮีลเลอร์มือใหม่ที่น่ารัก ไม่พูดไม่จา แต่ตอนนี้กลับมีคำคมมาตลอดเลย…”
เรย์ยักไหล่เล็กน้อย “บางอย่างก็ไม่เปลี่ยนไปเลยจริง ๆ ลูน่า เธอยังชอบสั่งทุกคนเหมือนเดิมเลย”
เสียงหัวเราะดังขึ้นพร้อมกัน เอรินเอ่ยแทรกด้วยรอยยิ้มมุมปาก “ลูน่าน่ะ ก็ต้องเป็แบบนี้อยู่แล้ว แต่พูดถึงเื่ที่ไม่เปลี่ยนไปเลย ฉันยังจำตอนที่ลีโอลากซากกวางตัวเบ้อเร่อมาที่แคมป์ได้เลย คิดว่าฉันจะทำอาหารได้ทั้งตัวในคืนเดียวหรือไง!”“นั่นไม่ใช่ความผิดฉันนิ!” ลีโอโวยวายทันที “เธอต่างหากที่ทำเนื้อไหม้จนกินไม่ได้เอง!”
“อ้อ! ทีงี้โยนให้ฉันเป็คนผิดเลยเรอะ?” เอรินสวนกลับก่อนที่ทั้งสองจะเริ่มแลกเปลี่ยนคำพูดเหมือนเด็กทะเลาะกัน
ลูน่าส่ายหน้าด้วยความเอ็นดู เธอเอื้อมมือไปตบไหล่เรย์เบา ๆ “ยังดีที่มีนายช่วยห้ามพวกเขาเสมอ ไม่งั้นฉันคงปวดหัวตาย” เรย์หัวเราะเบา ๆ ก่อนจะมองไปยังขอบฟ้าที่มีกำแพงเมืองหลวงปรากฏขึ้นมาในสายตา “เราทำสำเร็จแล้วสินะ...”
ลูน่ามองไปยังภาพเดียวกันพร้อมรอยยิ้มกว้าง “ใช่”
เสียงล้อเกวียนบดไปกับพื้นหินดังสะท้อนไปทั่วถนน เมืองหลวงเอลซาเรียเต็มไปด้วยผู้คนที่ออกมาต้อนรับผู้กล้าด้วยความยินดี โบกธงสีทองซึ่งเป็สัญลักษณ์แห่งชัยชนะเหนือเผ่ามาร เสียงเชียร์กึกก้องไปทั่วบริเวณ
“ปาร์ตี้ผู้กล้ากลับมาแล้ว!” ใครบางคนะโออกมาอย่างตื่นเต้น
“พวกเขาคือฮีโร่ของเรา!”
ลูน่าที่อยู่บนรถม้ามองไปรอบ ๆ ด้วยรอยยิ้มจาง “นี่คือสิ่งที่เราสู้มา...เพื่อวันนี้”
ลีโอโบกมือทักทายผู้คนรอบข้างอย่างอารมณ์ดี “ฉันชอบส่วนนี้ที่สุดแล้ว! บอกเลยว่าระหว่างาไม่มีใครยิ้มให้ฉันแบบนี้หรอก”
เอรินกลอกตาอย่างเบื่อหน่าย “หวังว่าเสียงเชียร์จะช่วยให้คนที่ตายในามีความสุขนะ”
เรย์ มองบรรยากาศด้วยสายตาเรียบนิ่ง เขายิ้มบาง ๆ เมื่อเห็นเด็กคนหนึ่งส่งดอกไม้ให้ “ดูเหมือนว่าพวกเราจะเป็ความหวังของผู้คนจริงๆนะ”
“เป็มาตลอดนั่นแหละ” ลูน่าตอบเสียงมั่น “แต่ตอนนี้พวกเขาไม่ต้องพึ่งเราแล้ว”
ขบวนเดินทางไปจนถึงปราสาทหลวง ประตูใหญ่ที่สลักลวดลายประณีตถูกเปิดออกโดยทหารรักษาการณ์ กษัตริย์เอลวินที่สวมชุดคลุมสีทองยืนรอพวกเขาอยู่พร้อมขุนนางจำนวนหนึ่ง
“ท่านผู้กล้า!” กษัตริย์กล่าวเสียงดัง “พวกเ้าทั้งสี่คือวีรบุรุษผู้ปกป้องโลก ข้าขอต้อนรับพวกท่านกลับบ้าน และขอแสดงความยินดีกับชัยชนะที่ยิ่งใหญ่นี้”
ลูน่าก้าวออกมาพร้อมย่อตัวลงคำนับ “เราทำตามคำสั่งของท่านเพื่อปกป้องมนุษยชาติ ขอเพียงสันติสุขยังคงอยู่ การต่อสู้ครั้งนี้ก็ไม่สูญเปล่า”
ลีโอและเอรินทำความเคารพตามลำดับ ส่วนเรย์ยังคงยืนอยู่ด้านหลังเงียบ ๆ เขารู้สึกถึงความว่างเปล่าในใจแม้จะยิ้มบาง ๆ
“พวกท่านทุกคนสมควรได้รับการพักผ่อนและเกียรติยศ” กษัตริย์กล่าวต่อ “คืนนี้ เราจะจัดงานเลี้ยงเฉลิมฉลองให้พวกท่าน!”
เสียงโห่ร้องจากผู้คนดังขึ้นอีกครั้ง ลูน่าหันมามองเพื่อน ๆ ของเธอ “คืนนี้พวกเราคงได้พักผ่อนอย่างเต็มที่สักที”
“หวังว่านะ” เอรินพูดพลางถอนหายใจ “แต่ฉันพนันได้เลยว่างานเลี้ยงต้องวุ่นวายแน่เลย”
ลีโอหัวเราะ “นั่นแหละ สนุกดีไม่ใช่เหรอ?”
เรย์ไม่ได้ตอบอะไร เขามองไปยังปราสาทใหญ่เบื้องหน้า พลางคิดถึงอนาคตที่ไม่มีา แต่กลับเต็มไปด้วยคำถามว่าชีวิตของเขาหลังจากนี้จะเดินไปทางไหน
ห้องโถงใหญ่ของปราสาทหลวงถูกตกแต่งอย่างงดงามด้วยพรมแดงและแชนเดอเลียร์คริสตัล เสียงดนตรีบรรเลงอย่างไพเราะ ขุนนางและผู้คนในเมืองหลวงแต่งกายหรูหรามารวมตัวกันเพื่อเฉลิมฉลองให้กับปาร์ตี้ผู้กล้า
ลูน่าเดินเข้ามาในงานในชุดคลุมสีขาวประดับด้วยลวดลายสีทอง เธอมองไปรอบ ๆ อย่างสง่างามก่อนจะพยักหน้าให้ผู้คนที่ยิ้มแย้มและแสดงความยินดีกับเธอ
ลีโอแต่งตัวชุดสูดทางการ เขาถือแก้วไวน์ในมือและเดินไปพูดคุยกับแขกสาวๆหลายคนด้วยความร่าเริง “นี่สินะ งานเลี้ยงหลังาจบที่ฉันฝันถึง!”
“ดูเหมือนว่านายจะสนุกเกินไปหน่อย” เอรินพูดพลางยกค็อกเทลขึ้นจิบ เธอสวมชุดคลุมสีดำที่ดูหรูหราและโดดเด่น “ฉันหวังว่าแก้วในมือนายจะเป็แก้วสุดท้ายของคืนนี้”
ลีโอหัวเราะ “ฉันไหวอยู่น่า เธอเป็แฟนฉันรึไงกัน ไม่ต้องห่วงหรอกน่า”
เรย์ยืนอยู่มุมหนึ่งของห้องโถง สวมเสื้อผ้าเรียบง่ายที่เน้นความสะอาดและสบาย เขาจิบไวน์เบา ๆ พลางมองผู้คนในงานด้วยสายตาสงบ
ลูน่าเดินเข้ามาหาเรย์ “ทำไมนายไม่เข้ามาร่วมสนุกกับคนอื่นล่ะ?”
เรย์ส่ายหน้าเล็กน้อย “ฉันคิดว่าตัวเองเหมาะกับมุมสงบมากกว่า อีกอย่าง...ข้าไม่รู้ว่าจะพูดอะไรในงานใหญ่แบบนี้”
ลูน่าหัวเราะเบาๆ และลูบหัวเรย์เบาๆ“เ้ายังไม่เปลี่ยนไปเลยเรย์ แม้จะผ่านมาหลายปี”
“หลายปีสำหรับพวกนายก็แค่ชั่วพริบตาสำหรับฉัน” เรย์ตอบด้วยรอยยิ้มบาง “ั้แ่ได้รับพรมา”
ลูน่าเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะลูบหัวเรย์เบา ๆ “อย่างน้อย พวกเราก็ยังอยู่ตรงนี้ เพื่อนายนะ”
หลังจากงานเลี้ยงจบลง สมาชิกปาร์ตี้ทั้งสี่ออกมานั่งพักในสวนของปราสาท พระจันทร์เต็มดวงส่องแสงลงมาบนดอกไม้และน้ำพุที่ให้บรรยากาศเงียบสงบ
“จบแล้วสินะ” ลีโอนั่งลงบนม้านั่งและเอนหลังพิงพนัก “ไม่มีอะไรต้องสู้ ไม่มีเสียงดาบ ไม่มีคำสั่งจากใคร”
เอรินนั่งไขว่ห้างอยู่ใกล้ ๆ “การผจญภัยจบลงแค่นี้ แต่…ชีวิตยังต้องเดินต่อ”
ลูน่ายิ้มเล็ก ๆ “ใช่ ชีวิตของเรายังอีกยาวไกล และพวกเราต่างต้องหาหนทางของตัวเอง”
เรย์ที่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้เงียบ ๆ เงยหน้ามองพระจันทร์ “พวกนายมีแผนอะไรหลังจากนี้?”
ลีโอหัวเราะ “ฉันคิดว่าจะไปล่าสัตว์ในป่า และที่ไหนมีสาวๆที่นั้นต้องฉันเสมอ ฮ่า ฮ่า”
เอรินยักไหล่ “ฉันจะกลับไปที่สถาบันเวทมนตร์ ศึกษาตำราเก่า ๆ และอาจจะช่วยฝึกจอมเวทรุ่นใหม่และหาผู้สืบทอด”
ลูน่ามองเรย์ “แล้วนายล่ะเรย์?”
เรย์เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบเบา ๆ “ฉันคิดว่าจะเดินทาง ออกไปยังสถานที่ที่ยังไม่เคยเห็น เผื่อจะหาคำตอบให้ตัวเองได้”สมาชิกปาร์ตี้ทั้งหมดเงียบไปชั่วครู่ ทุกคนต่างเข้าใจว่าแม้พวกเขาจะร่วมสู้มาด้วยกัน แต่หนทางของแต่ละคนย่อมต่างกัน“ไม่ว่าจะไปที่ไหน เ้าจะยังคงเป็เพื่อนของเราเสมอ” ลูน่ากล่าวอย่างจริงใจเรย์พยักหน้าเบา ๆ “รู้แล้ว...ถึงจะเป็เวลาสั้นๆฉันสนุกมากที่ได้ร่วมเดินทางด้วย” “เวลาสั้นๆที่ไหนล่ะ 8 ปี เลยนะ” เอริพูดตอบ
“ถ้าอย่างนั้น...” ลูน่ากล่าว พร้อมยื่นมือออกมา “เราสัญญากันเถอะ ว่าไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน หรือเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน เราจะกลับมาเจอกันอีก”
ลีโอหัวเราะเสียงดัง “ฉันจะเก็บไวน์ดี ๆ ไว้รอวันนั้นเลย!”
เอรินวางมือของเธอเบา ๆ บนมือเพื่อน ๆ “แล้วเราจะพบกันอีกครั้ง”
เรย์มองมือของทุกคน ก่อนจะวางมือเขาลงเช่นกัน “ตกลง”
หลังจากเสียงหัวเราะและบทสนทนาที่อบอุ่นในงานเลี้ยงอำลาสิ้นสุดลง วันต่อมาสมาชิกปาร์ตี้ผู้กล้าแยกย้ายกันไปตามเส้นทางของตน ลูน่ากลับไปยังอาณาจักรบ้านเกิดเพื่อช่วยฟื้นฟูดินแดน เอรินเลือกศึกษาตำราเวทเพื่อบรรลุศาสตร์ที่เธอหลงใหล ลีโออาศัยอยู่ในเมืองหลวงต่อ และทิ้งตำนานของตนไว้เื้ั ส่วนเรย์ ผู้ซึ่งไม่มีจุดหมายชัดเจน เขาตัดสินใจเดินทางไปทั่วอาณาจักรเพื่อช่วยเหลือผู้คนและค้นหาคำตอบบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในใจเขามานาน
ในยามเช้าของวันที่เงียบสงบ ท้องฟ้าสีครามไร้เมฆบดบัง แสงแดดอ่อนสาดส่องผ่านต้นไม้สูงที่เรียงรายอยู่สองข้างทาง เรย์ก้าวเท้าออกจากเมืองหลวงด้วยความมุ่งมั่น แม้จะไม่ได้มุ่งหน้าไปยังที่ใดเป็พิเศษ เขาเพียง้าก้าวต่อไป
เป้สะพายหลังของเขาเต็มไปด้วยสิ่งของที่จำเป็ มีเพียงคฑาไม้ประดับด้วยอัญมณีส่องแสงที่เขาใช้มาตลอดชีวิต นั่นเป็สิ่งเดียวที่ยังเตือนเขาถึงอดีต—ถึง่เวลาที่เขาเคยต่อสู้เคียงข้างสหายผู้กล้า
ระหว่างทาง เรย์เฝ้าสังเกตธรรมชาติรอบตัว เสียงนกร้องเพลงล้อเล่นกับสายลม ใบไม้ไหวเบา ๆ เขารู้สึกได้ถึงความสงบที่ห่างไกลจากสนามรบ เสียงของความเงียบที่แฝงด้วยชีวิต เป็สิ่งที่เขาไม่ได้ััมานานหลายปี
ณ หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขา เมื่อเรย์มาถึง เขาพบว่าชาวบ้านกำลังวุ่นวาย มีทั้งเสียงะโและการวิ่งวุ่นไปมา เรย์เดินเข้าไปใกล้พลางเอ่ยถามหญิงชราคนหนึ่งที่ยืนอยู่ริมทาง
“เกิดอะไรขึ้นครับ?” เรย์ถาม น้ำเสียงสุภาพ
“สัตว์ประหลาดจากป่า มันบุกเข้ามาเมื่อเช้านี้! มันจับเด็กไป!” หญิงชรากล่าว น้ำเสียงเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
เรย์นิ่งคิดสักพักก่อนตอบ “ผมจะช่วยพาเด็กกลับมา บอกทางที่มันไปที”
ในป่าลึกที่ถูกปกคลุมด้วยเงาของต้นไม้ใหญ่ เรย์ตามร่องรอยของสัตว์ประหลาดไปจนถึงถ้ำแห่งหนึ่ง กลิ่นเหม็นและเสียงคำรามดังออกมาจากภายใน เขาไม่ลังเลที่จะก้าวเข้าไป
สัตว์ประหลาดมีรูปร่างคล้ายหมาป่า แต่ตัวใหญ่กว่าหลายเท่า ขนสีดำสนิทและดวงตาแดงก่ำของมันดูน่ากลัว เรย์ยืนประจันหน้ากับมัน คฑาในมือเริ่มส่องแสงเรืองรอง
“จงกลับไปสู่ที่ของเ้า อย่าทำร้ายผู้บริสุทธิ์อีก” เขากล่าวเสียงเรียบ
สัตว์ประหลาดไม่ตอบโต้ด้วยคำพูด แต่พุ่งเข้าใส่เขาด้วยความรวดเร็ว เรย์เคลื่อนไหวหลบอย่างชำนาญ คาถาที่เขาร่ายออกมาทำให้ร่างกายของเขาเคลื่อนไหวได้เร็วขึ้น
การต่อสู้ดำเนินไปจนสัตว์ประหลาดหมดแรง เรย์ไม่ได้สังหารมัน แต่ใช้เวทมนตร์สะกดมันไว้ และพาเด็กชายที่ถูกจับออกมาอย่างปลอดภัย
เรย์กลับมาพร้อมเด็ก ผู้คนในหมู่บ้านต่างร้องยินดีและรีบเข้ามาล้อมรอบเขา หญิงชราผู้เป็แม่ของเด็กคุกเข่าลงพร้อมน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม
“ขอบคุณท่านมาก ข้าจะจดจำพระคุณนี้ไปชั่วชีวิต”
เรย์ส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนพูด “การช่วยเหลือคือสิ่งที่ผมควรทำ”
เขายืนมองผู้คนที่แสดงความยินดีต่อกัน ภาพนั้นทำให้เขายิ้มบาง ๆ แม้จะเล็กน้อย แต่มันเป็รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความอิ่มเอมใจ
///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
8 ปี หลังมหาาจบ
หลังจากที่ช่วยเหลือหมู่บ้านเล็ก ๆ ไว้ได้ เรย์ก็ได้รับคำแนะนำจากชาวบ้านถึงสถานที่ที่อาจ้าความช่วยเหลือเพิ่มเติม นั่นคือ เมืองทาวินด์ เมืองชายแดนที่ลือกันว่าเต็มไปด้วยปัญหา ไม่ว่าจะเป็โจรป่า การค้าที่ไม่โปร่งใส หรือข่าวลือเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตลึกลับที่โผล่ขึ้นมาจากทะเลสาบใกล้เคียง
เรย์ออกเดินทาง ตัวเขาสวมเสื้อคลุมสีเรียบที่ช่วยกลมกลืนไปกับผู้คนธรรมดา สองข้างทางเป็ทิวทัศน์ของทุ่งหญ้ากว้างใหญ่และเทือกเขาที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา เสียงสายลมที่พัดผ่านสร้างความเงียบสงบระหว่างการเดินทาง แต่ภายในใจของเขาเต็มไปด้วยคำถาม
“เมืองทาวินด์...?” เรย์พึมพำเบา ๆ ขณะมองแผนที่
เมืองทาวินด์ตั้งอยู่บริเวณชายแดนด้านทิศตะวันตกของอาณาจักร เป็เมืองที่มีผู้คนหลากหลายเผ่า ทั้งมนุษย์ คนแคระ เผ่ามาร และพ่อค้าจากดินแดนไกลโพ้น ด้วยความที่เป็ศูนย์กลางการค้า เมืองนี้จึงคึกคักและเต็มไปด้วยผู้คนที่มองหาความหวังและโอกาสใหม่ๆ
แต่ความเจริญนี้ก็ไม่ได้มาพร้อมความสงบสุข ถนนบางสายเต็มไปด้วยโจรที่แฝงตัวอยู่ในคราบของพ่อค้า หรือคนแปลกหน้าที่เดินเตร็ดเตร่ด้วยสายตาน่าสงสัย
เมื่อเรย์เดินเข้าสู่เมือง เสียงอึกทึกของผู้คนในตลาดดังสนั่น แผงขายสินค้าทั้งของหายากและของพื้นเมืองตั้งเรียงรายไปจนสุดสายตา กลิ่นเครื่องเทศและอาหารอบอวลในอากาศ เป้าหมายแรกของเรย์คือโรงเตี๊ยมเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ริมถนนสายหลักของเมือง เขา้าที่พักสำหรับคืนแรก และที่สำคัญ โรงเตี๊ยมมักเป็แหล่งข่าวสารชั้นดีสำหรับนักเดินทาง
“ฉันขอห้องพักสักคืน และก็มีอะไรแปลก ๆ เกิดขึ้นในเมืองนี้ไหม ข้าอยากฟังเื่นั้นด้วย” เรย์กล่าวกับเ้าของโรงเตี๊ยมที่ดูเป็ชายวัยกลางคน
ชายคนนั้นยิ้มบาง ๆ พลางหรี่ตามองเรย์ “นายดูเหมือนคนที่พร้อมรับมือกับเื่ยุ่งยากเสียจริง เอาเถอะ มีข่าวลือแปลก ๆ อยู่หลายเื่ในเมืองนี้ โดยเฉพาะเกี่ยวกับโจรป่าที่เริ่มเหิมเกริม หรือเื่ทะเลสาบลึกที่มีสิ่งแปลกปลอมโผล่มา”
หลังจากพักผ่อนในโรงเตี๊ยมและรับข้อมูลเพิ่มเติมจากชาวบ้านในเมือง เรย์ตัดสินใจเริ่มต้นจากปัญหาโจรป่าที่สร้างความเดือดร้อนให้กับพ่อค้าและชาวบ้านรอบๆ เมืองทาวินด์ ใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องเหนือป่าไม้ เรย์ในคราบนักเดินทางปิดหน้าปิดตาด้วยผ้าคลุมหนา ยืนอยู่ที่ขอบค่ายโจรป่าที่ซ่อนตัวอยู่ลึกในป่าทาวินด์ เขาสวมหน้ากากเหล็กสีดำที่บดบังใบหน้า และในมือของเขาคือดาบยาว
เรย์เดินตรงเข้าไปยังค่ายโจรป่าภายใต้เงามืดของต้นไม้ใหญ่ ความเงียบปกคลุมรอบบริเวณ มีเพียงเสียงลมและเสียงกรนของโจรบางคนที่เฝ้ายามแต่กลับผล็อยหลับเมื่อมาถึงหน้าแคมป์ เขาปรากฏตัวให้ยามโจรที่ตื่นอยู่เห็น แต่ด้วยหน้ากากเหล็กที่ปิดบังใบหน้า พวกโจรไม่สามารถเดาได้ว่าเขาเป็ใคร
“หยุด! แกเป็ใคร?” ยามคนหนึ่งะโถาม พร้อมดึงดาบออกจากฝัก
เรย์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงต่ำและทุ้ม “เป็แค่นักเดินทางที่หลงทางในป่า”ยามโจรมองเขาด้วยสายตาสงสัย แต่ไม่ทันจะตั้งคำถามมากไปกว่านั้น เรย์ก็เคลื่อนไหวรวดเร็ว เขาชักดาบออกจากฝักที่สะพายด้านหลัง พุ่งไปแทงคอของยามอย่างแม่นยำ ยามอีกคนหนึ่งตื่นจากการหลับและพยายามะโเรียกพวกพ้อง แต่เรย์ไม่ให้โอกาสนั้นเกิดขึ้น เขาพุ่งไปข้างหน้าและจัดการด้วยดาบในมือ ร่างของเขาเคลื่อนไหวรวดเร็ว
โจรที่เหลือรีบคว้าอาวุธของพวกเขา แต่ความโกลาหลและความมืดทำให้พวกมันไม่สามารถประสานงานได้ดี
“แกเป็ปีศาจหรือไง!?” โจรคนหนึ่งร้องด้วยความหวาดกลัว เรย์ไม่ได้ตอบ เพียงแค่เคลื่อนไหวต่อไป ดาบของเขากรีดผ่านอากาศ เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า เมื่อการต่อสู้จบลง เหลือเพียงความเงียบงันในค่ายโจร เรย์ยืนอยู่ท่ามกลางซากค่ายที่พังพินาศและร่างของโจรที่ถูกจับมัดไว้ เขาไม่ได้ฆ่าทุกคน แต่เลือกที่จะปล่อยผู้ที่ยอมแพ้และไร้อาวุธ
“เ้าทำลายความสงบสุขของผู้คนในเมืองทาวินด์มามากพอแล้ว” เรย์กล่าวเสียงเย็น “ข้าจะส่งพวกเ้าไปยังนายกองที่เมือง ให้เขาตัดสินโทษพวกเ้าเอง”
เหล่าโจรที่เหลือพยักหน้าอย่างสิ้นหวัง ขณะที่เรย์ออกคำสั่งให้พวกมันมัดตัวเองด้วยเชือกที่เขาโยนให้
เรย์เดินเข้าไปใกล้กรงเหล็กที่อยู่หลังค่าย ในนั้นมีเด็กสาวอายุประมาณสิบสองปี ผิวซีดขาว ดวงตาสีแดงทับทิมที่เป็เอกลักษณ์ของเผ่ามารจ้องมองเขาด้วยความกลัวและสงสัย
“ใคร... ใครน่ะ?” เด็กสาวถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
เรย์หยุดยืนตรงหน้าเธอ ดาบยังคงอยู่ในมือ แต่เขาเก็บใบหน้าที่ซ่อนอยู่หลังหน้ากากให้ดูเป็มิตรที่สุด“ข้าไม่ใช่ศัตรู ฉันมาที่นี่เพื่อจัดการโจรพวกนี้”
เด็กสาวมองเขาอย่างไม่มั่นใจ เธอถอยกรูดไปจนติดข้างกรง เรย์เห็นรอยช้ำและแผลบนตัวของเธอซึ่งบ่งบอกว่าเธอถูกทำร้าย
“เ้าชื่ออะไร?” เรย์ถามเสียงนุ่ม
“ฟ...ฟรีน่า” เธอพึมพำออกมา
เรย์ตรวจสอบกรงเหล็ก พบว่ามันถูกล็อคด้วยกุญแจเก่า ๆ เขากวาดสายตาไปรอบ ๆ ก่อนจะพบกุญแจวางอยู่บนโต๊ะไม้ใกล้ ๆ เขาเปิดกรงอย่างระมัดระวัง
“ฉันจะพาเ้าออกไป” เรย์พูดพลางยื่นมือให้
ฟรีน่าลังเล แต่ในที่สุดก็จับมือเขา เรย์ช่วยเธอออกมาจากกรงอย่างเบามือ เขาสังเกตว่าเธอดูผอมแห้งและอ่อนล้ามาก
“พวกมันจับข้ามา... เพราะข้าเป็เผ่ามารที่หายาก” ฟรีน่าพูดเสียงเบา “พวกมันบอกว่าจะขายข้าให้พวกพ่อค้าทาส”เรย์ขมวดคิ้ว “พวกมันทำอะไรไม่ได้แล้ว” เรย์พาฟรีน่าออกมาจากค่ายโจร และจัดการปฐมพยาบาลแผลของเธอเบื้องต้นด้วยสมุนไพรที่เขามี
“เ้ามีครอบครัวหรือที่ไหนที่เ้า้ากลับไปไหม?” เขาถาม
เด็กสาวส่ายหัว “พวกเขาไปเข้าร่วมาแล้วบอกว่ากลับมาพร้อมชัยชนะแต่ก็ไม่กลับมาอีกเลย”
เรย์ถอนหายใจ “ถ้างั้นเธอจะไปกับฉันก็ได้”
ดวงตาของฟรีน่าเบิกกว้าง เธอมองเรย์อย่างไม่เชื่อสายตา “ท่านจะช่วยฉันจริงหรอฉันเป็เผ่ามารนะ?”
“ฉันจะช่วยเธอเอง” เรย์ตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ไม่ว่ามนุษย์หรือเผ่ามาร ต่างก็สมควรได้รับโอกาสที่จะมีชีวิตอย่างสงบสุข”เรย์และฟรีน่าออกเดินทางจากค่ายโจร พร้อมกับเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่ เด็กสาวเผ่ามารผู้สูญเสียทุกสิ่ง และนักเดินทางพเนจรที่ได้รับพระ
/////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
10 ปี หลังมหาาจบ
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว สองปีแห่งการเดินทางของเรย์และฟรีน่าผ่านพ้นไป แม้จะต้องเผชิญอุปสรรคมากมาย ทั้งการหลีกหนีสายตาของพวกมนุษย์ที่ไม่ไว้ใจเผ่ามาร และการต่อกรกับอันตรายในป่าเขา แต่ความสัมพันธ์ระหว่างนักเดินทางพเนจรและเด็กสาวเผ่ามารก็แน่นแฟ้นขึ้นทุกวัน
เรย์พยายามถ่ายทอดความรู้ทุกอย่างที่เขามีให้ฟรีน่า หนึ่งในนั้นคือวิชาการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็การดูแลาแ การใช้สมุนไพรพื้นฐาน หรือแม้กระทั่งการเข้าใจสรีระของมนุษย์และเผ่าพันธุ์อื่น ๆ
ใน่เช้าของวันหนึ่ง พวกเขาหยุดพักอยู่ในป่า เรย์นั่งอยู่บนตอไม้ที่ตัดเรียบ มือของเขากำลังสาธิตวิธีบดสมุนไพรสีเขียวสดลงในครกหินเล็ก ๆ
“สมุนไพรนี้เรียกว่าดอกคาเรนเซีย มันช่วยห้ามเืและลดการติดเชื้อได้” เขาอธิบาย พร้อมยื่นครกให้ฟรีน่า “ลองบดดู”เด็กสาวจับครกและสากด้วยมือที่ยังไม่ชำนาญนัก “ทำแบบนี้ถูกไหมคะ?”
เรย์พยักหน้าเล็กน้อย “ดี แต่ต้องบดให้ละเอียดกว่านี้อีกหน่อย กลิ่นมันจะชัดขึ้น ถ้าทำถูกต้อง”
ฟรีน่าทำตามคำแนะนำ กลิ่นสมุนไพรหอมสดชื่นลอยขึ้นมาทันที เธอยิ้มบาง ๆ อย่างภูมิใจ
หลังจากสองปีแห่งการเดินทางและการถ่ายทอดความรู้ให้กับฟรีน่า เรย์ตัดสินใจมุ่งหน้าไปยังนครศักดิ์สิทธิ์แห่งเผ่าเอลฟ์ ดินแดนที่เขาเคยใช้ชีวิตเรียนรู้ในวัยเยาว์ และที่ซึ่งอาจารย์ของเขาอาศัยอยู่ เรย์้าคำปรึกษาเกี่ยวกับผนึกของจอมมาร การเดินทางครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็การกลับไปหาครูผู้มีพระคุณ แต่ยังเป็การค้นหาคำตอบที่จะช่วยเขาตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคต “นครศักดิ์สิทธิ์เป็ที่แบบไหนคะ” ฟรีน่าพูดขึ้นขณะเดินเคียงข้างเขา เรย์มองเธอพลางยิ้มบาง ๆ
“เป็ที่ๆดีมากเลยล่ะ ฉันเคยอาศัยอยู่ที่นั้นและได้อาจารย์สอนวิชาการแพทย์ให้น่ะ”
“อาจารย์ของท่าน…เป็คนแบบไหนคะ?”
เรย์หยุดคิดครู่หนึ่งก่อนตอบ “เธอเป็คนปากร้ายแต่ก็อบอุ่นในแบบของเธอฉันภูมิใจเรียกว่าอาจารย์”
การเดินทางสู่นครเอลฟ์ไม่ใช่เื่ง่าย พวกเขาต้องผ่านป่าศักดิ์สิทธิ์ อาณาเขตที่มีต้นไม้สูงตระหง่านจนบังแสงแดด ทั่วบริเวณเต็มไปด้วยหมอกบาง ๆ ที่ปกคลุมพื้นดิน
“รู้สึกเหมือนมีบางอย่างจับตามองเลยคะ” ฟรีน่ากระซิบ ขณะมองไปรอบ ๆ ด้วยความระแวดระวัง
“นั่นเป็เื่ปกติ” เรย์ตอบเสียงเบา “ิญญาธรรมชาติที่นี่จะคอยเฝ้าดูผู้ที่เดินทางผ่าน หากไม่มีเจตนาร้าย พวกเขาจะไม่ทำอันตรายเรา”
ไม่นานนัก พวกเขาก็มาถึงประตูหินขนาดใหญ่ที่สลักลวดลายวิจิตรเป็รูปต้นไม้แห่งชีวิต เผ่าเอลฟ์เรียกมันว่า "อาโนดินน์" หรือ “ประตูแห่งสายลม” เรย์ยืนอยู่หน้าประตู สวดมนต์บทหนึ่ง
ทันใดนั้น ประตูก็ค่อย ๆ เปิดออก เผยให้เห็นนครศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งอยู่กลางหุบเขา โดดเด่นด้วยอาคารสูงสีขาวที่ดูเหมือนหลอมรวมเข้ากับธรรมชาติเรย์สูดลมหายใจลึก ความเงียบสงบของสถานที่แห่งนี้สร้างความประทับใจให้กับเขาอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
“ฉันกลับมาแล้วนะ -------” เขากล่าวเบา ๆ
เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากเบื้องหน้า ชายชราในชุดคลุมยาวสีเขียวเข้ม เดินเข้ามาต้อนรับเขา ใบหน้าของชายคนนั้นเต็มไปด้วยความสงบและปัญญา “ยินดีต้อนรับสู่ คาเลอันดรอส นครศักดิ์สิทธิ์ของพวกเรา และยินดีต้อนรับกลับนะ เรย์”
เรย์โค้งศีรษะอย่างสุภาพ “ขอบคุณท่าน”
ชายชราพยักหน้า “อาจารย์ของเ้ารออยู่ที่หอคอยแห่งแสงตามข้ามา”
เรย์ก้าวเข้าไปในนครศักดิ์สิทธิ์ พร้อมกับััถึงพลังแห่งธรรมชาติที่ล้อมรอบ ราวกับทุกสิ่งในสถานที่นี้มีชีวิตและเปี่ยมไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์เรย์เดินผ่านถนนหินอ่อนที่คดเคี้ยว ทิวทัศน์โดยรอบเป็สวนป่าอันเขียวขจี ต้นไม้สูงใหญ่ทอดเงาให้ความร่มเย็น สายน้ำเล็ก ๆ ไหลรินผ่านสะพานไม้ที่ประดับด้วยดอกไม้ป่า ท่ามกลางเสียงนกร้องและสายลมพัดเบา ๆ
ที่ปลายทางของถนน หอคอยสูงตระหง่านตั้งอยู่กลางลานกว้าง หอคอยแห่งนี้สร้างจากหินสีขาวมันวาว แสงอาทิตย์ที่ส่องกระทบทำให้ดูเหมือนมันเปล่งประกายเรืองรอง บนยอดหอคอยมีกระจกคริสตัลรูปดอกไม้สลักลวดลายวิจิตร
“นี่คือ หอคอยแห่งแสง อาจารย์ของเ้ารออยู่” เอลดารินกล่าวพร้อมผายมือไปยังประตูทางเข้า
สิบปีก่อน
เรย์ในวัยหนุ่มก้าวเข้าสู่หอคอยแห่งแสงด้วยความประหม่า เสียงสวดมนต์ที่แ่เบาจากนักบวชเอลฟ์สะท้อนอยู่ในโถงทางเดิน เขาเพิ่งได้รับเลือกให้เป็ศิษย์ของเอเลียนัส ซึ่งเป็เกียรติที่ไม่เคยคาดฝันมาก่อน
ในระหว่างการฝึกฝน เรย์ได้พบกับ ลิเลีย รุ่นน้องคนหนึ่งที่เพิ่งมาเรียนเช่นเดียวกัน เธอเป็เด็กผู้หญิงHalf-Elfที่มีผมสีทองยาว ดวงตาสีเขียวสดใสของเธอเปี่ยมไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“พี่เรย์คะ” เสียงของลิเลียดังขึ้นในยามบ่ายวันหนึ่ง ขณะที่ทั้งสองกำลังศึกษาตำราแพทย์ในสวนของหอคอย
“ว่าไง?” เรย์หันไปมองเด็กสาวที่ยิ้มแย้ม
“พี่คิดว่าพรของเทพธิดา… มันจะทำให้ทุกคนมีความสุขจริง ๆ ไหมคะ?” ลิเลียถามด้วยแววตาใสซื่อ
คำถามนั้นทำให้เรย์ชะงักไปชั่วขณะ เขาไม่รู้จะตอบอย่างไรดี เพราะในตอนนั้นเขายังไม่เข้าใจมากพอ
“ไม่รู้สิ” เขาตอบตามตรง “แต่คิดว่ามันขึ้นอยู่กับว่าจะใช้มันเพื่ออะไร”
ลิเลียยิ้ม แล้วกลับไปเปิดตำราในมือ “ถ้าอย่างนั้น ถ้าได้รับพรข้าจะใช้พรเพื่อช่วยเหลือคนอื่น”
เรย์มองเธอด้วยความเอ็นดู ลิเลียเป็เด็กที่มีจิตใจบริสุทธิ์
เรย์หยุดยืนอยู่หน้าประตูห้องของอาจารย์ เขาหลับตาลงครู่หนึ่ง ความทรงจำเ่าั้ยังคงแจ่มชัดในใจ แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน
“ลิเลีย…” เขาพึมพำเบา ๆ กับตัวเอง “เป็อย่างไงบ้างนะตอนนี้?”
ในขณะที่เรย์เปิดประตูเข้าไปในห้องโถงของเอเลียนัส กลิ่นหอมของดอกไม้ในห้องทำให้บรรยากาศดูสงบ เสียงพูดคุยแ่เบาดังมาจากมุมหนึ่งของห้อง
เขามองเห็นชายชราเอลฟ์ผู้หนึ่งนั่งอยู่กลางห้อง ใบหน้าของเอเลียนัสยังคงสง่างามแม้จะดูชราไปตามกาลเวลา แต่สิ่งที่ทำให้เขาต้องหยุดชะงักคือร่างของหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างเอเลียนัส
หญิงสาวคนนั้นมีเรือนผมสีทองยาวและดวงตาสีเขียวสดใสที่เรย์จำได้ในทันที
“ลิเลีย…” เรย์พึมพำ ชื่อของเธอหลุดออกมาจากปากเขาโดยไม่รู้ตัว
ลิเลียหันมาทันทีเมื่อได้ยินเสียงเรียก ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความใ ก่อนจะเปลี่ยนเป็รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความยินดี
“พี่เรย์!” ลิเลียเรียกชื่อเขาเสียงดัง ก่อนจะรีบวิ่งเข้ามาหา
เรย์ยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ความทรงจำในอดีตกลับมาเต็มหัวใจ เขามองเด็กสาวที่เคยรู้จักซึ่งตอนนี้เติบโตขึ้นเป็หญิงสาวที่งดงาม
“ไม่… ไม่คิดว่าจะได้พบเ้าที่นี่” เรย์เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
ลิเลียยิ้มกว้าง “ข้ารอฟังเื่ของพี่มาตลอด! หลังจากที่พี่หายตัวไป ผู้าุโทุกคนก็พูดถึงความสำเร็จของพี่ในา ข้าภูมิใจในตัวพี่มาก”
เรย์ถอนหายใจยาวพร้อมกับรอยยิ้มเล็ก ๆ “ดีใจที่เ้ายังสบายดีนะ ลิเลีย”
เรย์เดินเข้ามาในห้องโถงหลักของหอคอยเอลฟ์ ภายในเต็มไปด้วยความสงบและเงียบงัน มีเพียงเสียงลมที่พัดผ่านต้นไม้ด้านนอก เขามองรอบ ๆ อย่างครุ่นคิด เมื่อมองไปยังแท่นบูชาขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางห้อง ดวงตาของเขาเปลี่ยนไปเป็แววเศร้าสร้อย
"ท่านอาจารย์..." เรย์พึมพำเบา ๆ ขณะเดินไปยังแท่นบูชา
แท่นหินแกะสลักอย่างวิจิตรนี้ถูกตกแต่งด้วยดอกไม้ป่าและแสงเรืองรองจากคริสตัลเวทมนตร์ที่เรียงรายอยู่รอบ ๆ มันคือสถานที่รำลึกถึงเอเลียนัส ผู้เป็อาจารย์ของเรย์และเป็เสาหลักแห่งนครศักดิ์สิทธิ์
ลิเลียเดินเข้ามาจากด้านหลัง สีหน้าของเธอสงบแต่เต็มไปด้วยความคิดถึง เธอหยุดยืนอยู่ข้างเรย์ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงแ่เบา
“ท่านอาจารย์จากเราไปเมื่อห้าปีก่อน... ข้าพยายามทำใจยอมรับมันมาตลอด แต่ในบางครั้ง ความเงียบในหอคอยนี้ยังทำให้ข้ารู้สึกเหมือนท่านยังอยู่”
เรย์ไม่ตอบ เขาเพียงแค่มองแท่นบูชาอย่างนิ่งสงบ เขาจำได้ถึงครั้งสุดท้ายที่เขาพบเอเลียนัส ผู้เปี่ยมไปด้วยความเมตตาและปัญญา
“ก่อนที่ท่านจะจากไป ท่านอาจารย์ได้ฝากข้อความถึงท่านไว้” ลิเลียพูดพร้อมหยิบแผ่นกระดาษที่ถูกม้วนเก็บไว้อย่างดีออกมาจากกระเป๋าของเธอ
เรย์รับแผ่นกระดาษมาช้า ๆ ก่อนจะเปิดออก เนื้อความในนั้นเขียนด้วยลายมือที่เขาคุ้นเคย:
เรย์ ศิษย์ที่รัก
หากเ้ากลับมาที่นี่ในวันที่ข้าไม่ได้อยู่แล้ว จำไว้ว่าเ้าไม่ได้เดินคนเดียว โลกนี้ยังมีคนที่เ้าต้องปกป้องและพร้อมจะช่วยเหลือเ้า จงใช้ชีวิตของเ้าให้คุ้มค่า เ้าคงเกลียดข้ามาสินะแต่ข้าไม่เคยเกลียดเ้าเลย เ้าเหมือนลูกชายของข้าที่ตายในาเมื่อนานมาแล้วที่ข้าทำไปเพราะไม่เสียเ้าไปอีกคน และข้าไม่เสียใจเลยที่มอบพรของเทพธิดาของข้าให้เ้า…
เอเลียนัส
มือของเรย์สั่นเล็กน้อยขณะอ่านจบ แต่เขายังคงนิ่งอยู่ ลิเลียมองดูเขาอย่างเข้าใจ
“ท่านอาจารย์รักและเชื่อมั่นในตัวพี่เสมอ” ลิเลียกล่าว “ข้ารู้ว่าท่านจะทำตามคำสั่งเสียของอาจารย์ได้”
เรย์พับแผ่นกระดาษอย่างระมัดระวัง เก็บมันไว้ในกระเป๋าเสื้อ เขาสูดหายใจลึกและมองไปที่แท่นบูชาอีกครั้ง
“ท่านอาจารย์จะอยู่ในใจเราเสมอ” เรย์พูดขึ้นด้วยเสียงที่แน่วแน่ ก่อนจะหันไปหาลิเลีย “…ต้องไปแล้ว”
ลิเลียยิ้มบาง ๆ แต่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “ข้าจะอยู่ที่นี่เสมอ หากท่าน้าที่พึ่ง ข้าจะทำให้ดีที่สุดเพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ของท่านอาจารย์”
เรย์พยักหน้าและกล่าวเบา ๆ “ลาก่อน ลิเลีย”
เรย์เดินไปรอมๆ มองเห็นห้องพักในนครศักดิ์สิทธิ์ที่เขาเคยใช้เมื่อครั้งยังฝึกวิชา ทุกสิ่งยังคงอยู่เหมือนเดิม ทั้งเตียงไม้เรียบง่าย โต๊ะเขียนหนังสือที่มีรอยขีดเขียนเล็ก ๆ บนมุมขอบ และชั้นหนังสือที่เต็มไปด้วยตำราที่เขาเคยอ่าน
เรย์ก้าวออกจากประตูพร้อมความรู้สึกที่บอกไม่ถูก สายลมเย็นพัดผ่านใบหน้า กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของต้นไม้ในหุบเขาทำให้เขารู้สึกสงบ
"เรย์! เ้าคิดจะทำอะไร?" เสียงของอาจารย์เอเลียนัสดังก้องในหัว
เรย์หยุดชะงัก ยืนอยู่กลางลานฝึกซ้อมที่ตอนนี้เงียบสงัด ความทรงจำค่อย ๆ ไหลกลับมา
เรย์กำหมัดแน่น เขายืนตรงข้ามกับอาจารย์ในห้องโถงอันศักดิ์สิทธิ์ "ผมจะออกไปจากที่นี่ ผมทนต่อไปไม่ได้อีกแล้วมีคน้าความช่วยเหลือจากผม ากำลังคร่าชีวิตผู้คน ผมต้องไป!"
เอเลียนัสถอนหายใจยาว ดวงตาสีเขียวเข้มของเขามองตรงมายังเรย์ด้วยความอ่อนล้า "เ้าคิดว่าเ้าคนเดียวจะเปลี่ยนอะไรได้? ความเกลียดชังที่ฝังรากลึกในหัวใจของทุกเผ่าพันธุ์มันไม่สามารถแก้ไขได้แล้ว"
เรย์กัดฟันแน่น "ท่านอาจารย์ ท่านเคยสอนผมว่าพลังที่เรามีต้องใช้เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น"
เอเลียนัสขมวดคิ้ว "ข้าไม่ได้สอนให้เ้าทิ้งชีวิตของตัวเองโดยไร้เหตุผล เรย์ เ้าคือหนึ่งในศิษย์ที่ข้าฝากความหวังไว้มากที่สุด เ้าคิดว่าการโยนตัวเองลงไปในสนามรบที่เต็มไปด้วยความตายจะช่วยอะไรได้?"
เรย์ยืนเผชิญหน้า ดวงตาสีเทาของเขาสบกับสายตาอาจารย์อย่างไม่หลบเลี่ยง "ผมตัดสินใจแล้ว ท่านอาจารย์ ผมจะเข้าร่วมา ผมจะใช้พลังเพื่อช่วยเหลือผู้คน"
เอเลียนัสตวาดเสียงดังก้อง "ข้าบอกให้เ้าหยุด เ้าฟังไม่รู้เื่หรือไงกัน!"
ก่อนที่เรย์จะตอบอะไร เสียงฝ่ามือกระทบกับแก้มของเขาดังสนั่น ห้องโถงที่เคยสงบกลับสะท้อนเสียงนั้นราวกับจะตอกย้ำอเลียนัสสั่นหัวด้วยความผิดหวังและโกรธ"เ้าเด็กโง่ เ้ายังไม่เข้าใจว่าโลกนี้ไม่ได้ง่ายอย่างที่เ้าคิด!"
เรย์ยืนตะลึง ชั่วขณะหนึ่งเขาไม่พูดอะไร ใบหน้าที่โดนตบของเขาหันไปด้านข้าง สายตาของเขาใและสับสน
เอเลียนัสมองฝ่ามือตัวเองด้วยความใและรู้สึกผิด ดวงตาของเธออ่อนลงทันที "ม…ข้า..ขอโทษ..."
เรย์ค่อย ๆ หันกลับมา ใบหน้าไร้ซึ่งความโกรธหรือความเ็ป เขาเพียงจ้องมองอาจารย์เงียบ ๆ ไม่พูดอะไร
ก่อนที่เอเลียนัสจะพูดอะไรต่อ เรย์ก็หันหลังเดินจากไป เสียงฝีเท้าของเขาเบาลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งเงาของเขาหายไปในความมืดของโถงวิหารเอเลียนัสยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น มือของเธอกำแน่นด้วยความรู้สึกผิดที่โถมทับ หัวใจหนักอึ้งด้วยความห่วงใยที่ไม่สามารถเอ่ยออกไปได้ทันเวลา…
******************************************************************************************************
20 ปี หลังมหาาจบ
บ้านเกิดของผู้กล้าลูน่า ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านเล็กๆทางเหนือ ชื่อ เอเดลไวน์ ซึ่งตั้งอยู่ในหุบเขาลึก หมู่บ้านแห่งนี้เป็ที่รู้จักในเื่ความงดงามของธรรมชาติและความสงบสุข ทุ่งดอกไม้หลากสีสันปกคลุมพื้นที่รอบหมู่บ้าน และลำธารใสไหลผ่านใจกลางสร้างบรรยากาศร่มรื่น
เรย์และฟรีน่าเดินทางมาถึงใน่บ่ายแก่ๆ แสงอาทิตย์อ่อนๆ ทอแสงส่องผ่านยอดเขา ทิวทัศน์อันเงียบสงบตรงหน้าทำให้ฟรีน่าอดไม่ได้ที่จะเอ่ยชม
"ที่นี่เหมือนภาพวาดในนิทานเลย" ฟรีน่าเอ่ยพลางมองไปรอบ ๆ ด้วยความตื่นเต้น
เรย์พยักหน้าเล็กน้อย แต่ในใจเต็มไปด้วยความคิดถึง เขาก้มมองถนนดินที่ทอดยาวไปยังหมู่บ้าน ดวงตาเต็มไปด้วยความทรงจำเก่า ๆ
"หมู่บ้านนี้เป็ที่ที่ลูน่าเกิดและเติบโต เธอมักพูดถึงมันเสมอ...ว่าเป็บ้านที่เธออยากกลับมา"
เมื่อเดินเข้าไปในหมู่บ้าน ผู้คนที่เห็นเรย์ต่างพากันกระซิบกระซาบ เพราะใบหน้าของเขาช่างเหมือนกับเื่เล่าที่เคยได้ยินเกี่ยวกับปาร์ตี้ผู้กล้า
"นั่นเขาหรือเปล่า?" ชาวบ้านคนหนึ่งกระซิบ "ฮีลเลอร์ของปาร์ตี้ผู้กล้า?"
เรย์ไม่ได้สนใจเสียงกระซิบเ่าั้ เขาตรงไปยังบ้านไม้หลังหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ริมลำธาร บ้านหลังนี้ลูน่าเคยเล่าให้เขาฟังว่าเป็บ้านของครอบครัวเธอ
"นี่คือบ้านของเธอหรือคะ?" ฟรีน่าถามพลางมองดูบ้านไม้เก่าแก่ที่ล้อมรอบด้วยสวนดอกไม้สีสดใส
"ใช่" เรย์ตอบสั้น ๆ ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้ เขาเคาะประตูเบา ๆ แต่ไม่มีเสียงตอบรับ
เขาผลักประตูเข้าไปอย่างระมัดระวัง ภายในบ้านยังคงเหมือนเดิม แม้จะมีฝุ่นเกาะเล็กน้อย แต่ทุกอย่างถูกจัดไว้อย่างเรียบร้อย
"ดูเหมือนจะไม่มีใครอยู่ที่นี่..." ฟรีน่ากล่าวขณะเดินสำรวจ
เรย์เดินไปหยุดที่โต๊ะตัวหนึ่ง มีสมุดบันทึกเล่มเก่าและกล่องไม้ใบเล็กวางอยู่ เขาเปิดกล่องนั้นออก พบสร้อยคอที่ลูน่ามักสวมอยู่เสมอ
"นี่คือ..." เรย์พึมพำ เขายกสร้อยคอขึ้นมาดู ดวงตาเต็มไปด้วยความคิดถึง "เธอเคยบอกว่านี่เป็ของที่แม่ให้เธอ..." ฟรีน่าเดินเข้ามาใกล้ "คุณอยากเก็บมันไว้ไหมคะ?"
เรย์เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า เขาเก็บสร้อยคอใส่กล่องไว้อย่างระมัดระวัง
หลังจากสำรวจบ้านเสร็จ พวกเขาออกไปเดินรอบหมู่บ้าน ชาวบ้านเริ่มเข้ามาทักทายและเล่าถึง่เวลาที่ลูน่ายังมีชีวิตอยู่ พวกเขาบอกว่าลูน่าเป็แรงบันดาลใจให้คนในหมู่บ้านหลายคนกล้าที่จะทำสิ่งดี ๆ
"เธอเป็เหมือนแสงสว่างของพวกเรา" ชาวบ้านคนหนึ่งกล่าว
คืนนั้น เรย์และฟรีน่าพักค้างคืนในบ้านของลูน่า ท่ามกลางความเงียบสงบ เรย์นั่งอยู่หน้ากองไฟ สายตาจ้องมองสร้อยคอในมือ
หลังจากาสิ้นสุดลง ลูน่าซึ่งเป็ผู้นำของปาร์ตี้ผู้กล้า ได้ตัดสินใจออกเดินทางกลับบ้านเกิด
"ฉันมีสิ่งที่ต้องทำให้เสร็จ บางทีเราอาจได้พบกันอีกครั้งในอนาคต ขอให้พวกนายอยู่อย่างมีความสุขนะ"ไม่มีใครรู้ว่า "สิ่งที่ต้องทำ" ของลูน่าคืออะไร
ชาวบ้านในเอเดลไวน์ เล่าว่าลูน่ากลับมาที่หมู่บ้านของเธอหลังาจบได้ไม่นาน แต่เธออยู่เพียงชั่วครู่ก่อนจะจากไปอีกครั้ง หลายคนเชื่อว่าเธอออกไปทำหน้าที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับพรจากเทพธิดาที่เธอได้รับ
ระหว่างที่เรย์และฟรีน่าใช้เวลาในหมู่บ้านเอเดลไวน์เพื่อสืบเื่ราวเกี่ยวกับลูน่า ชาวบ้านคนหนึ่งก็เล่าเื่ราวที่สร้างความสนใจให้กับเรย์
“ได้ยินมาบ้างหรือเปล่า?” ชายชราผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นขณะพักดื่มชาใต้ต้นไม้ใหญ่ในหมู่บ้าน “ในเมืองหลวง มีข่าวลือว่ามีการจัดตั้งปาร์ตี้ผู้กล้ารุ่นใหม่ พวกเขาว่ากันว่ามีพลังเช่นเดียวกับผู้กล้าเมื่อครั้งอดีตเลย”
เรย์ชะงักกับคำพูดนั้น หัวใจเขาเหมือนถูกบีบเล็กน้อย เขาวางแก้วชาลงและถามด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ แต่แฝงความกังวลไว้ลึก ๆ
“พวกเขาคือใคร?”
ชายชรายิ้มและส่ายหัว “ข้าเองก็ไม่รู้รายละเอียดนัก แต่ดูเหมือนว่าจะเกิดทาง'อาณาจักรเฮเดสเซีย'จะก่อากับทุกอาณาจักรที่ไม่ยอมร่วมมือทางการค้าด้วย”
ฟรีน่าทำหน้าแปลกใจ “ากับอาณาจักรอื่น?”
เรย์หลับตาและถอนหายใจเบา ๆ ภาพความทรงจำในอดีตของปาร์ตี้ผู้กล้าของเขาผุดขึ้นในหัวอีกครั้ง เสียงหัวเราะ เสียงการต่อสู้ และการสูญเสีย ทุกอย่างยังสดใหม่ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
เรย์ถอนหายใจ “และนั่นแหละที่ทำให้ฉันกังวล หากาครั้งใหม่เกิดขึ้น จะมีอีกกี่ชีวิตที่ต้องสังเวยไป”
“งั้นเราจะมุ่งหน้าไปที่เมืองหลวง” เรย์กล่าว “บางทีการปรากฏตัวของปาร์ตี้ผู้กล้ารุ่นใหม่ อาจเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรายังไม่รู้เกี่ยวกับาที่ผ่านมา”
ชายคนหนึ่งในกลุ่มะโด้วยเสียงดัง “เรา้าสันติภาพ! ไม่ใช่า! การใช้ผู้กล้าเป็เครื่องมือในามันผิด!”
******************************************************************************************************
หลังจากได้ยินข่าวเกี่ยวกับปาร์ตี้ผู้กล้ารุ่นใหม่ เรย์เริ่มรู้สึกถึงความจำเป็ที่ต้องกลับมาพบปะกับเพื่อนร่วมปาร์ตี้เก่าของตนอีกครั้ง การต่อสู้ร่วมกันในอดีตยังคงตราตรึงในใจ และเรย์เชื่อว่าพวกเขาอาจช่วยค้นหาความจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ในปัจจุบันได้ ระหว่างที่เรย์และฟรีน่าเดินทางไปยังเมืองหลวงเพื่อสืบหาเบาะแสเกี่ยวกับปาร์ตี้ผู้กล้ารุ่นใหม่ พวกเขาก็ได้ยินข่าวลือจากพ่อค้าเร่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ริมเส้นทางหลัก
“ได้ยินข่าวกันรึยัง?” ชายพ่อค้ากล่าวขณะจิบชาในโรงเตี๊ยม “สองคนจากปาร์ตี้ผู้กล้ารุ่นก่อน ท่านเอรินกับท่านลีโอ ถูกจับแล้วล่ะ ตอนนี้ขังไว้ที่คุกหลวง”
เรย์หยุดชะงักเมื่อได้ยินคำพูดนั้น แววตาของเขาเปลี่ยนเป็คมกริบ ขณะที่ฟรีน่าซึ่งกำลังดื่มน้ำพ่นออกมาแทบจะทันที "ว่าไงนะ!" เธอถามเสียงดังจนทำให้ผู้คนในโรงเตี๊ยมหันมามอง
พ่อค้าหันไปมองลูน่าด้วยความสงสัย “ข่าวลือว่าอย่างนั้นนะ แต่คงไม่ใช่แค่ข่าวลือ เพราะมีประกาศจากเมืองหลวงออกมา บอกว่าพวกเขาถูกตั้งข้อหาฏ… ไม่รู้ว่าไปทำอะไรให้พวกขุนนางไม่พอใจ”เรย์ลุกขึ้นทันที หันไปหาฟรีน่าที่ตอนนี้สีหน้าเต็มไปด้วยกังวล “เราต้องไปช่วยพวกเขา” ฟรีน่าพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
เรย์พยักหน้า “ใช่ แต่ต้องมีแผนก่อน การบุกคุกหลวงไม่ใช่เื่ง่าย”
************************************************************************************************************