จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 111 ข้อตกลง?

                หลังจากถูกทุบตีจนหน้าบวมเป็นสุกรจิ้งหมิงเฟิงต้องสะดุ้งเมื่อแลเห็นถังซินหยุน มันไม่คาดคิดว่าจะได้พบกับนางที่นี่

                “แม่นางถังเป็นมันเอง!มันเป็นผู้ต้องรับผิดชอบทุกอย่างไม่ใช่ข้า!” ไป๋หยุนเฟยเขม้นมองจิ้งหมิงเฟิงราวกับหากมันไม่พูดความจริงจะได้พบความเจ็บปวดอีกอย่างแน่นอน

                “เอ่อ...”จิ้งหมิงเฟิงอยู่ในภวังค์ครุ่นคิดชั่วครู่ ก่อนจะส่งยิ้มให้แก่ถังซินหยุนยิ้มนี้ยิ่งทำให้หน้าที่บวมปูดของมันอัปลักษณ์ขึ้นกว่าเดิม จิ้งหมิงเฟิงตั่วสั่นระริกเอ่ยปากขึ้น“ฮ่า ฮ่า แม่นางพวกเราพบกันอีกแล้ว คราก่อนข้าเพียงหยอกพวกท่านเล่นเท่านั้นหวังว่าพวกท่านจะไม่ถือสา...”

                “ที่แท้ก็เป็นเจ้า!”ก่อนจะทันได้กล่าวจบ สีหน้าถังซินหยุนก็แปรเปลี่ยนไป คำพูดของมัน ดวงตามันบุคลิกของมัน --- แม้ใบหน้าจิ้งหมิงเฟิงจะถูกทุบตีจนแทบไม่เป็นผู้เป็นคนอีกทั้งดวงตาบวมพองจนแทบลืมไม่ขึ้นแต่นางก็จดจำมันออกได้ในทันที

                จิ้งหมิงเฟิงปิดซ่อนพลังวิญญาณด้วยวิชาบางอย่างคราก่อนจึงไม่อาจจดจำพลังวิญญาณมันได้อย่างชัดเจนกระนั้นเมื่อมันมายืนอยู่ด้านข้างไป๋หยุนเฟยถังซินหยุนก็พบเห็นความคล้ายคลึงระหว่างจิ้งหมิงเฟิงกับผู้ที่ล่วงเกินนางในคืนนั้น

                ความเดือดดาลพลุ่งขึ้นในใจถังซินหยุนเมื่อตระหนักทราบถึงความจริงนี้กระนั้นก่อนที่นางจะทันได้มีปฏิกิริยาใด ป้าจ้าวที่อยู่ข้างกายก็ขยับเท้าลงมือแล้ว

                “สารเลวที่แท้ก็เป็นเจ้า!” รังสีความเดือดดาลเปล่งออกจากร่างป้าจ้าวนี่ไม่ใช่พลังวิญญาณแต่เป็นความ‘เดือดดาล’ ป้าจ้าวคำรามก้องพร้อมกับพุ่งทะยานเข้าหาไป๋หยุนเฟยและจิ้งหมิงเฟิงนางคว้ามือใส่จิ้งหมิงเฟิงก่อนจะเหวี่ยงมันราวกระสอบก่อนจะไล่ตามไป ยังไม่ทันร่วงสู่พื้นก็ไปถึงตัวมันแล้ว

                ระหว่างที่ลอยออกไปจิ้งหมิงเฟิงอดไม่ได้ต้องร่ำร้องอย่างแตกตื่น “ช้าก่อน!ท่านป้าก็อยู่ที่นี่ด้วยหรือ!?”

                “ท่านป้า!วันนั้นข้าเพียงหยอกล้อพวกท่านเล่นเท่านั้นอย่าได้ลดตัวลงมาทะเลาะกับผู้เยาว์เช่นนี้เลย! ข้า...” ยังไม่ทันได้กล่าวจบสตรีวัยกลางคนก็คว้าจับคอเสื้อมันทุ่มใส่พื้น จากนั้นเสียงคนถูกทุบตีก็ดังขึ้น

              (เนื่องด้วยมีฉากรุนแรงจึงขอข้ามการบรรยายฉากนี้ไป...)

                ไป๋หยุนเฟยได้เห็นก็ปากกระตุกแต่มันไม่คิดจะเอ่ยปากแทรกให้นางหยุด ตรงกันข้ามไป๋หยุนเฟยกลับรู้สึกยินดีต่อความเจ็บปวดของจิ้งหมิงเฟิงอยู่บ้างแล้วไฉนมันต้องห้ามปรามป้าจ้าวด้วย?

                ถังซินหยุนทราบดีว่าแม้จะเดือดดาลเพียงใดป้าจ้าวจะไม่ทำร้ายอีกฝ่ายจนสาหัสจิ้งหมิงเฟิงไม่ได้ใช้พลังวิญญาณป้องกันตนเองแม้แต่น้อยก็หมายความว่ามันยอมรับการทุบตีลงโทษแต่โดยดี และเพราะถังซินหยุนก็โกรธแค้นจิ้งหมิงเฟิงจึงไม่ยื่นมือเข้าไปขัดขวาง

                สายตาเทียนหมิงทอประกายพิสดารคล้ายกับจะมองดูฉากรุนแรงเบื้องหน้าด้วยความสนใจดูเหมือนมันเองก็ไม่คิดจะยุ่งเกี่ยว

                ส่วนเถ้าแก่หวง?แล้วไฉนมันต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยเล่า?

                ดังนั้นหลังจากจิ้งหมิงเฟิงถูกไป๋หยุนเฟยทุบตี มันก็ต้องพยายามเอาชีวิตรอดจากการถูกจ้าวม่านฉาทุบตีต่ออีกราวชั่วน้ำเดือด...

                ……

                เปลวเพลิงจากกองไฟที่ลุกไหม้ส่องสว่างยามราตรีขณะที่ทุกคนเร่งมือเตรียมอาหารค่ำไป๋หยุนเฟยนั่งอยู่บนก้อนหินที่ห่างออกไปราวห้าสิบวา ข้างกายมันนั่งไว้ด้วยชายที่มีศีรษะเป็นสุกร--- ช้าก่อน --- เป็นจิ้งหมิงเฟิง

                เมื่อเห็นจิ้งหมิงเฟิงที่ข้างกายว่าหน้าตาบูดเบี้ยวปานใดไป๋หยุนเฟยก็อดไม่ได้ต้องยิ้มออกมา อันที่จริงจิ้งหมิงเฟิงบาดเจ็บเพียงผิวเผินใช้พลังวิญญาณเยียวยาไม่กี่อึดใจก็หาย แต่ที่มันยังทิ้งรอยแผลเอาไว้ก็เพราะป้าจ้าวให้คำมั่นว่าหากภายในหนึ่งวันมันใช้พลังวิญญาณเยียวยาตนเองนางก็จะทุบตีมันอีกครั้งให้หนักหน่วงกว่าเดิม…

                “เอาเถอะข้ารู้สึกได้ว่าป้าจ้าวคลายโทสะลงแล้ว ถือว่าเจ้าได้ชดใช้ที่ติดค้างข้าแล้วร่าเริงหน่อยเถอะ!” ไป๋หยุนเฟยตบไหล่จิ้งหมิงเฟิงด้วยรอยยิ้ม

                “อย่าได้ยินดีต่อความเจ็บปวดของข้าหากไม่ใช่เพราะข้าตั้งตัวไม่ทัน ป้าจ้าวไม่มีทางกระทบถูกข้าได้แน่นอน!”จิ้งหมิงเฟิงคร่ำครวญจนกระทบรอยบวมปูดบนใบหน้าทำให้หน้าตาบูดบึ้งอีกครา

                “แล้วกันไปเถอะ”ไป๋หยุนเฟยสั่นศีรษะและปราศจากท่าทีล้อเล่นอีก “ยามที่เราพบกันข้าเห็นเจ้าไร้รอยขีดข่วนเจ้าหนีรอดมาโดยไม่บาดเจ็บได้อย่างไร?”

                ใบหน้าจิ้งหมิงเฟิงนิ่งค้างขณะย้อนระลึกถึงก็เหม่อมองไปที่ไกลตาก่อนจะเริ่มบอกเล่าอย่างแช่มช้า“ยามที่ข้าถูกเอกะวิญญาณผู้นั้นไล่ตาม ท่าทีมันคล้ายกับกำลังรอดูว่าข้ามีพวกพ้องอยู่อีกหรือไม่ต่อมาไม่นาน เห็นได้ชัดว่ามันหมดความอดทนแล้วจึงเริ่มปล่อยจิตสังหารออกมาชั่วขณะนั้นนับว่าข้าโชคดีที่ได้พบขบวนไว้ทุกข์ของตระกูลร่ำรวยซึ่งมีกว่าร้อยคนข้าจึงแทรกเข้าไปแล้วใช้เคล็ดวิชาเปลี่ยนโฉมหน้าตนเองพร้อมกับปิดซ่อนพลังวิญญาณเอาไว้ต่อจากนั้นการหลบหนีก็... ง่ายดาย ข้าได้ยินเสียงระเบิดดังมาจากทิศทางที่เจ้าไปข้าคิดจะไปตรวจสอบดูแต่เพราะคนที่ตามไล่ล่าก็มุ่งหน้าไปด้านนั้น จึงตัดสินใจไม่ไปคาดว่าหากเจ้าหนีรอดไปได้คงไม่กลับเข้าเมือง ข้าจึงมุ่งหน้ามาทางนี้มิคาดกลับได้พบกับเจ้าอีกครั้ง ช่างบังเอิญนัก...”

                “เรียบง่ายเช่นนี้?”ไป๋หยุนเฟยจ้องมองด้วยความสงสัย

                “มิผิดเรียบง่ายเช่นนี้” จิ้งหมิงเฟิงกระพริบตาตอบ

                “ตกลงครั้งนี้ข้าเชื่อเจ้า” ไป๋หยุนเฟยหมดความสนใจจะถามต่อ จึงเปลี่ยนหัวข้อ“คืนนั้นเจ้า... ไม่ได้ทำอันใดจริงหรือ? ไฉนจึงมีคนไล่ล่าเจ้ามากมายปานนั้น?แม้แต่เอกะวิญญาณทั้งสองคนก็ตามมา”

                “ข้าไม่ได้ทำอันใดจริงๆ!”จิ้งหมิงเฟิงสั่นศีรษะ “ข้าไม่ได้โกหก คืนนั้นข้าคิดจะใช้ใบหน้าเจ้าลอบเข้าไปในบ้านคนเพื่อดูว่าจะทำอะไรได้บ้างแต่ผู้ใดจะทราบในบ้านนั้นกลับชุมชุมไว้ด้วยภูตวิญญาณและผู้คนอีกมากมาย! ดูเหมือนผู้บรรลุด่านเอกะวิญญาณทั้งสองกำลังสนทนาเรื่องบางอย่างในห้องแต่ข้าไม่ได้ยินแม้แต่คำเดียว พวกมันต้องเข้าใจว่าข้าได้ยินทั้งหมดแล้ว เป็นเหตุให้พวกมันมุ่งไล่ล่าปานนั้น...”

                ไป๋หยุนเฟยย่นคิ้วครุ่นคิดหากที่จิ้งหมิงเฟิงบอกเล่ามาเป็นความจริงถ้าเช่นนั้นข้อมูลเหล่านี้ก็ไม่มีประโยชน์อันใด ช่างบังเอิญนักที่ไปพบเห็นเรื่องเร้นลับของผู้อื่นจนทำให้จิ้งหมิงเฟิงตกเป็นเป้าล่าสังหารส่วนไป๋หยุนเฟยเพียงเป็นผู้เคราะห์ร้ายที่ถูกไฟลามใส่เท่านั้น

                “โอ?แล้วเจ้าล่ะ? คืนนั้นเจ้าหนีรอดได้อย่างไร? ภายหลังข้าไปตรวจสอบดูพบว่าพื้นที่ป่าหินถูกทำลายไปแถบใหญ่ ไม่ใช่ฝีมือเจ้ากระมัง?” จิ้งหมิงเฟิงเอ่ยถามขึ้นระหว่างที่ไป๋หยุนเฟยยังอยู่ในภวังค์ครุ่นคิด

                “เหลวไหลย่อมไม่ใช่ฝีมือข้า วันนั้นขณะที่ข้าถูกตามไล่ล่า ก็มีเอกะวิญญาณผู้หนึ่งปรากฏตัวออกมาต่อสู้กับผู้ที่ตามไล่ล่าข้าจึงฉวยโอกาสหลบหนีมา...” ไป๋หยุนเฟยอธิบาย

                “เรียบง่ายเช่นนี้?”

                “มิผิดเรียบง่ายเช่นนี้”

                “……”

                จิ้งหมิงเฟิงเงียบงันไปมันทราบดีว่าไม่ควรละลาบละล้วงมากไป หลังจากใคร่ครวญชั่วขณะ มือขวามันสะบัดวูบก็มีเครื่องประดับหลายชิ้นปรากฏอยู่ในมือหลังจากส่งให้แก่ไป๋หยุนเฟยแล้วจึงกล่าวว่า “เอาล่ะ... ข้าขอคืนให้เจ้า”

                ไป๋หยุนเฟยประหลาดใจยิ่งปากมันเหยียดยิ้มขึ้นพลางมองดูใบหน้าที่บวมปูดของจิ้งหมิงเฟิง “โอ?เจ้าคิดดีแล้วหรือที่คืนของเหล่านี้แก่ข้า?”

                ริมปีฝากจิ้งหมิงเฟิงกระตุกด้วยอย่างขุ่นข้องดวงตามันฉายแววไม่เต็มใจหลังจากลังเลอยู่ชั่วครู่ในที่สุดก็ยื่นเครื่องประดับใส่มือไป๋หยุนเฟย“เจ้ามอบของเหล่านี้เพื่อช่วยให้ข้าหลบหนี ดังนั้นถือว่าข้าติดค้างเจ้าอีกครั้งยามนี้ข้าปลอดภัยแล้วก็เป็นธรรมดาที่จะคืนให้แก่เจ้า...”

                ไป๋หยุนเฟยยิ้มพลางส่งสายตารับทราบให้แก่มันก่อนจะรับเครื่องประดับกลับคืนมา

                ทั้งคู่ไม่นิ่งเงียบไม่กล่าววาจาใดอีกรอบบริเวณกลายเป็นเงียบงันไปชั่วขณะ

                จิ้งหมิงเฟิงตาเป็นประกายจับจ้องขึ้นไปยังหมู่ดาวที่เกลื่อนเต็มท้องฟ้ายามราตรีหลังจากใคร่ครวญอยู่ชั่วครู่ ดูเหมือนในที่สุดมันจะตัดสินใจบางอย่างได้

                พริบตาต่อมาดวงตาจิ้งหมิงเฟิงสาดประกายเคียดแค้นวูบก่อนจะถูกแทนที่ด้วยแววตาแน่วแน่มันเม้มปากหันไปมองไป๋หยุนเฟย

                “ไป๋หยุนเฟยข้าคิดจะทำข้อตกลงกับเจ้า!”

    คล้ายกับเรื่องจ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน