ณมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในอ้อมกอดของขุนเขาทางภาคเหนือ...ที่ซึ่งรั้วมหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็ดั่งประตูสู่โลกที่ใครต่อใครต่างวาดฝันถึงชีวิตอันหวือหวา โลดโผนเต็มไปด้วยสีสัน
แต่สำหรับฉันแล้วกลับเหมือนภาพวาดสีน้ำโทนอ่อน เรียบง่าย สบายตาดุจหนังสือเล่มโปรดที่หยิบมาอ่านซ้ำกี่ครั้งก็ไม่รู้เบื่อ
ฉัน“ไหม” นักศึกษาปีสองคณะบริหารธุรกิจ สาวแว่นผู้ซ่อนตัวตนไว้ภายใต้กรอบแว่นหนา
หลายคนอาจมองว่าเด็กบริหารฯต้องโดดเด่น ต้องกล้าแสดงออก แต่ฉันกลับเลือกที่จะเป็ ผู้สังเกตการณ์ยืนมองความเป็ไปจากมุมเงียบๆ มากกว่า
หากจะเปรียบฉันคงเป็ เงาที่ทอดตัวยาว... เงาที่อาจไม่สะดุดตาใคร แต่ก็มั่นคง อยู่ตรงนั้นเสมอ
ชีวิตในมหาวิทยาลัยของฉันจึงวนเวียนอยู่กับห้องเรียนสี่เหลี่ยมตำราที่เปิดอ่านจนแทบจะจำได้ทุกตัวอักษร และกองงานที่ต้องส่ง
วิชาที่ฉันโปรดปรานคือการตลาดและการจัดการ เพราะรู้สึกเหมือนได้ลับคมสมอง ได้ลับความคิดไปกับโจทย์ธุรกิจที่ท้าทาย
ยอมรับว่าตอนปีหนึ่งก็เคยหวั่นใจกลัวจะเข้ากลุ่มกับเพื่อนใหม่ไม่ได้ กลัวความโดดเดี่ยวจะกลืนกินแต่ราวกับโชคชะตาเข้าข้าง ฟ้าท่านส่งเพื่อนดีๆ สองสามคน ที่เคมีตรงกัน เข้าใจในความเป็ฉันมาให้
ชีวิตส่วนใหญ่ของฉันจึงวนลูปซ้ำๆเรียน-อ่านหนังสือ-พักผ่อนกับกลุ่มเพื่อนสนิท ถึงจะดูธรรมดาในสายตาคนอื่นแต่แค่นี้ฉันก็รู้สึกว่าหัวใจมันพองโต มีความสุขเกินพอแล้ว
การได้เรียนในสิ่งที่ชอบมีเพื่อนรู้ใจ และได้เป็ตัวเองอย่างเต็มที่ นี่มันยิ่งกว่าถูกรางวัลที่หนึ่งเสียอีก!
วันนี้...ฉันตั้งใจมาปักหลักอยู่ที่ห้องสมุดของมหาวิทยาลัย
โหมดนักเรียนดีเด่น ทำงานเต็มกำลังเพราะ่นี้เป็โค้งสุดท้าย...ใกล้สอบกลางภาคเต็มที
ยิ่งคิดถึงวิชาบัญชีตัวยากที่ใครๆก็ว่าหิน ฉันก็ยิ่งต้องเคี่ยวกรำตัวเองเป็พิเศษราวกับนักกีฬาที่ต้องฝึกซ้อมอย่างหนัก เพื่อหวังจะ กู้หน้าจากคะแนนสอบย่อยครั้งที่ผ่านมาที่ไม่น่าประทับใจนัก
ถึงแม้วิชาอื่นอาจจะไม่ดี
แต่วิชาบัญชี...ฉันต้องทำให้ได้!
ฉันเลือกมุมสงบในห้องสมุดทิ้งตัวลงบนเก้าอี้บุนวมสีน้ำเงินเข้ม แล้วสวมบทบาทเด็กเนิร์ด... ก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือไปเรื่อยๆ
มือขวาก็จดโน้ตสรุปยิกๆลงในสมุดเล่มเล็ก ส่วนสมองก็พยายามทำความเข้าใจสูตรต่างๆ อย่างตั้งใจราวกับกำลังถอดรหัสลับทางบัญชี
แต่เหมือนวันนี้...เวลาเดินเร็วกว่าปกติราวกับติดปีกบิน
มารู้ตัวอีกที...ก็ตอนที่นาฬิกาดิจิทัลบนผนังห้องสมุดแสดงเวลาสองทุ่มพร้อมกับแสงไฟสีขาวนวลเหนือศีรษะที่ค่อยๆ หรี่ลงราวกับดาวบนฟ้าที่โรยแสงก่อนลับขอบฟ้านี่เป็สัญญาณว่าสถานที่แห่งนี้...ใกล้เวลาปิดทำการแล้ว
“ให้ตายเถอะ! นี่สองทุ่มแล้วเหรอเนี่ย!”
ฉันอุทานเบาๆกับตัวเอง หัวใจเต้นตึกตัก ด้วยความใเล็กน้อย ฉันรีบรวบหนังสือ ปากกา และชีทสรุปแทบไม่ทันมือไม้สั่นระริก ยัดทุกอย่างลงในกระเป๋าเป้ อย่างลวกๆเพราะกลัวเ้าหน้าที่ห้องสมุดจะเดินมาตำหนิแล้วรีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกจากห้องสมุดไป
สมองตอนนี้ตื้อตันราวกับมีหนังสือเป็ปึกมากองทับไว้แต่มุมหนึ่งในใจก็รู้สึกดี...อย่างน้อยวันนี้ฉันก็อ่านหนังสือได้มากกว่าวันอื่นๆ
แต่...ทันทีที่พ้นประตูห้องสมุดเท่านั้นแหละ!
โอ้โห!ราวกับโลกทั้งใบพลิกผัน! ภายนอกนั้น...ฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างหนัก ราวกับฟ้ารั่วเม็ดฝนสาดซัด ราวกับจะชะล้างทุกสิ่งทุกอย่างให้หายไป
ฉันกวาดสายตาที่พร่ามัวจากหยาดฝนไปรอบๆบริเวณมหาวิทยาลัย บรรยากาศเงียบสงัด ราวกับเมืองร้างที่ถูกทิ้งไว้กลางสายฝนแทบไม่มีเงาของผู้คนสัญจรผ่านไปมา
ไฟถนนส่องแสงสีส้มหม่นลอดผ่านม่านฝนที่หนาหนักลงมากระทบพื้น เป็วงกระเพื่อม บรรยากาศจึงดูอึมครึมวังเวงจนขนลุกซู่
ภายในใจฉันร้องคร่ำครวญราวกับคนสิ้นหวัง
“แย่แล้ว!ฝนตกหนักขนาดนี้ รถเมล์หน้า มหาลัย’ คงหมดเที่ยวแล้วแน่ๆ แล้วฉันจะกลับหอพักยังไงเนี่ย!”
ความคิดในหัวตีกันวุ่นวายเหมือนฝูงผึ้งแตกรัง เพราะหอพักของฉันอยู่ไกลจากมหาวิทยาลัยหลายกิโลเมตรแถมเวลานี้...รถโดยสารสาธารณะอื่นๆ ก็คงกลับเข้าอู่ไปหมดแล้ว
ฉันได้แต่ยืนเคว้งคว้างเหมือนลูกนกพลัดหลง อยู่หน้าห้องสมุด สมองมึนงง ขาวโพลน ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป…
“ยัยไหมเอ๊ย!!มัวแต่หมกตัวอยู่กับหนังสือจนลืมดูฟ้าดูฝน รถเมล์เที่ยวสุดท้ายคงไปแล้วแน่ๆแล้วทีนี้จะกลับหอยังไงล่ะเนี่ย!”
ฉันพึมพำกับตัวเองเสียงแ่ไหล่ทั้งสองข้างลู่ลง สีหน้าเริ่มสลด เหมือนคนทำของรักหล่นหาย
หอพักก็อยู่ไกลจากมหาวิทยาลัยพอสมควรรถเมล์คงหมดรอบไปแล้วจริงๆ แถมร่มก็ไม่ได้พกมา ซวยซ้ำซวยซ้อนต้องยืนเคว้งอยู่หน้าห้องสมุด ราวกับหุ่นยนต์ที่แบตเตอรี่หมด ไม่รู้จะทำอย่างไรดี
“โทรหายัยนิดดีกว่า… ยัยนั่นต้องบ่นฉันหูชาแน่ๆ”
ฉันรำพึงกับตัวเองอย่างจนปัญญาเหมือนคนพายเรือในอ่าง คว้าโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูเวลาอีกครั้งนิ้วเรียวสั่นเล็กน้อย
โดยไม่ทันตั้งตัวก็รู้สึกเหมือนมีใครบางคน เดินเข้ามาใกล้จากด้านหลัง… ฉันได้ยินเพียงเสียงฝีเท้าย่ำลงบนพื้นเบาๆ แต่ไม่ได้ใส่ใจมากนัก
“ติดฝนเหรอ?”
เสียงทุ้มต่ำนุ่มละมุนหู ดังขึ้นจากข้างหลัง
ฉันสะดุ้งเฮือกตัวแข็งทื่อ รีบหันขวับไปมองด้วยความประหลาดใจ หัวใจเต้นแรงแทบจะหลุดออกมาจากอก!
แต่เมื่อพบว่าเป็ร่างสูงโปร่งที่คุ้นเคย...ภายใต้แสงไฟสลัว ฉันก็ยิ่งใหนัก ดวงตาเบิกกว้าง กว่าเดิม
เพราะร่างด้านหลังของฉันคือรุ่นพี่ปีสามคณะเดียวกันและที่สำคัญยิ่งกว่านั้น…
‘เขาคือคนที่ฉันแอบเก็บไว้ในใจมาตลอด…’
“พี่นอร์ท!”
ฉันอุทานเสียงสั่นทั้งใและดีใจ ความรู้สึกโล่งใจ แล่นปราดไปทั่วร่างราวกับกระแสไฟฟ้า
พี่นอร์ทยืนยิ้มอ่อนโยนให้ภายใต้แสงไฟสีส้มนวล รอยยิ้มของพี่เขา อบอุ่นเหมือนแสงตะวันยามเช้าจนฉันยืนนิ่งอึ้งเหมือนถูกมนต์สะกด ไม่คิดว่าจะเจอพี่เขาที่นี่ และในสถานการณ์ที่เหมือนฝัน แบบนี้
บอกตามตรงว่าฉันแอบปลื้มพี่เขามาั้แ่ปีหนึ่งหัวใจเต้นผิดจังหวะทุกครั้งที่ได้เจอ
พี่เขาอัธยาศัยดีเป็กันเอง แถมยังเรียนเก่งเป็อันดับต้นๆ ของรุ่น เรียกได้ว่าเป็ชายในฝันของสาวๆ ค่อนมหาวิทยาลัย
ซึ่งถ้าพี่เขาไม่ได้เพิ่งเปิดตัวว่ากำลังคบหาดูใจกับใครบางคนเมื่อไม่นานมานี้บรรดาสาวๆ รวมทั้งฉันด้วย ก็คงพอมีหวังอยู่บ้าง...ถึงแม้โอกาสจะริบหรี่เหมือนแสงหิ่งห้อยก็ตาม
“ใช่...ค่ะ…”
ฉันตอบกลับเสียงแ่เบาราวปุยเมฆ ดวงตายังคงจับจ้อง อยู่ที่ใบหน้าคมคายของพี่เขาอย่างไม่อาจละไปไหนได้ หัวใจเต้นแรงขึ้น จนรู้สึกได้ถึงแรงสั่นะเืในอกจังหวะถี่รัว ราวกับมีใครมากระหน่ำตีกลองอยู่ข้างใน
“ฝนตกหนักขนาดนี้...”
ฉันกระซิบเสียงแ่ ราวกับคนละเมอ พยายามควบคุมระดับเสียงไม่ให้สั่นเครือ เพราะกลัวพี่เขาจะสังเกตเห็นอาการประหม่าที่กำลังกัดกินหัวใจ
“หอพักอยู่แถวไหน? เดี๋ยวพี่ไปส่ง”
พี่นอร์ทเอ่ยถาม น้ำเสียงทุ้มนุ่ม พร้อมกับยื่นมือมาตรงหน้า ราวกับจะหยิบยื่นความช่วยเหลือทั้งหมดที่มีให้ในขณะเดียวกันก็ยกพวงกุญแจรถในมือขึ้นสูง แกว่งไกวเล็กน้อยเป็สัญญาณว่าพร้อมจะพาฉันไปทุกที่