ยามเที่ยง
มีร่างทั้งห้ากำลังนั่งล้อมวงกันอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่
"ข้าได้ยินคำบอกเล่าว่าศิษย์ส่วนใหญ่ของสำนักพันธมิตรทั้งหกล้วนแต่เป็นผู้แข็งแกร่ง"โหลวเซียงถามออกมาอย่างสงสัย
"ถูกต้องศิษย์หกสำนักที่เข้ามาในดินแดนอเวีจีแห่งนี้ ล้วนแต่อยู่ในขอบขั้นเทพสงครามด้วยกันทั้งสิ้นแต่คงไม่มีสำนักใดแกร่งไปกว่าสำนักอรุณ" หยงกวนพูดด้วยน้ำเสียงชื่นชม
พวกเขาได้ยินหยงกวนเล่าอยู่หลายครั้งว่าเขาเป็นคนหนึ่งหลงใหลในเพลงกระบี่และสำนักที่ต้องการจะเข้าร่วมที่สุดก็คือสำนักอรุณที่มีเทพกระบี่ซ้ายประจำอยู่ที่นั่นทำให้เขาเทิดทูนสำนักอรุณเป็นพิเศษ
คำเฉลยของหยงกวนทำให้โหลวเซียงถึงกับตาลุกวาว
ตัวเขาบัดนี้มีอายุยี่สิบห้าปีแล้ว แม้จะเป็นเพียงผู้ติดตามแต่ก็เป็นคนของตระกูลใหญ่ทำให้ทรัพยากรที่ได้รับมากมายกว่าผู้ฝึกตนธรรมดาทั่วไป
"ที่ผ่านมาข้าโหลวเซียงไม่เคยเกียจคร้านแม้แต่น้อย หากแต่ปัจจุบันกลับมีระดับพลังเพียงขุนพลขั้นสองเท่านั้นแล้วศิษย์หกสำนักเล่าพวกเขาต้องเป็นอัจฉริยะจากสวรรค์ชั้นใดจึงได้ฝึกตนได้รวดเร็วเช่นนี้"โหลวเซียงถอนหายใจอย่างหดหู่
อู๋เซี่ยนที่ฟังอยู่ก็ทำเพียงยิ้มไม่ได้แสดงความคิดเห็นอะไร
เมื่อคิดตามคำพูดของอีกฝ่าย ความจริงแล้วในโลกนี้ก็ไม่มีอะไรเท่าเทียมกันจริงๆเขาเองก็นับเป็นหนึ่งในตัวละครสุดโกงเช่นกัน ในขณะที่คนอื่นต้องทำสมาธิดูดซับพลังขัดเกลาหลอมกลั่นปราณให้บริสุทธิ์ สร้างหยดน้ำทิพย์ทั้งเก้าขึ้นด้วยความยากลำบาก
แต่ร่างกายเขากับสร้างกระบวนพวกนี้อยู่ตลอดเวลาโดยที่ไม่ต้องทำอะไรอีกทั้งตาซ้ายยังคัดลอกทักษะวิชาที่คนอื่นต้องใช้เวลาฝึกฝนกันมาค่อนชีวิตได้ในพริบตา
"ข้านี่มันโคตรโกง" ชายหนุ่มพึมพำ
แต่เมื่อนึกถึงศิษย์พี่ใหญ่ของจางยี่เซียงอวิ๋นหญิงสาวผู้มากับเมฆสีทองสีหน้าเขาก็ต้องหมองลงเพราะเธอเป็นถึงจักรพรรดิฟ้าขั้นกลาง แต่ไม่นานสายตาของเขาก็กลับมาเป็นประกายอีกครั้งเมื่อคิดได้ว่าเซียงอวิ๋นแม้จะดูเยาว์วัย แต่อายุขัยก็ปาไปเกือบหกสิบเจ็ดสิบปีแล้วทำให้ตนรู้สึกมีกำลังใจ
"เห๊อะ หากมีเวลาฝึกตนอีกสี่สิบปี เผลอๆข้าอาจจะเป็นถึงครึ่งเซียน"อู๋เซี่ยนหลุดปาก
ด้วยความสนิทสนมคำพูดนี้ทำให้ทุกคนมองตรงมาที่ชายหนุ่มด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย
จี้เหนียงทำเป็นชี้นิ้วหรี่ตามองด้วยความสงสัย พร้อมทำเสียงจิ๊จ๊ะ สายตาของเธอประเมินชายหนุ่มตั้งแต่หัวจรดเท้า
"ร่างกายไม่ได้กำยำล่ำสัน หน้าก็หวานปานสตรี สวมชุดสีทองแสบลูกนัยน์ตา อีกทั้งระดับการบ่มเพาะก็เท่านี้ สี่สิบปีบรรลุถึงครึ่งเซียนเพ้ย เจ้าฝันกลางวันรึไง"
คำพูดของจี้เหนียงทำให้ทุกคนรวมถึงหญิงสาวที่ไม่ค่อยพูดอย่างต้วนมู่หลุดขำออกมา
อู๋เซี่ยนที่ได้ยินถึงกับคิ้วกระตุกยืนนำมือไพล่หลังเชิดหน้าหลับตามองขึ้นไปยังท้องฟ้าเบื้องบน
"ใจข้านั้นกว้างดั่งมหาสมุทรแม้แต่สวรรค์และผืนปฐพียังรับรู้คำพูดเด็กน้อยเล่นซนไปวันๆเช่นเจ้า มิอาจทำให้ความมุ่งมั่นในตัวของข้าสั่นคลอน"
"แน่จริงก็มาสู้กัน" จี้เหนียงตั้งท่าพร้อมสู้
ด้วยขนาดความสูงและรูปร่างที่เล็กทำให้หญิงสาวดูน่ารักมากกว่าน่ากลัว เห็นดั่งนั้นทำให้โหลวเซียงถึงกับต้องมาล๊อคตัวอีกฝ่ายไว้เพื่อห้ามมวย
"หากก้าวเข้ามา ข้าจะโบกให้ผมเปียเจ้าเสียทรงเลยคอยดู" อู๋เซี่ยนทำยักคิ้วหลิ่วตายืนกอดกดพยักหน้าท้าทาย
พฤติกรรมนี้ทำให้หยงกวนถึงกับส่ายหน้าเพราะจะมีบุรุษใดเล่าแสดงกิริยาไม่ให้เกียรติสตรีเช่นนี้
"เอาล่ะๆ ทั้งสองหยุดเถียงกันสักวันเถิด" ต้วนมู่พูดขึ้นอย่างอ่อนใจเพราะตั้งแต่เริ่มเดินทาง คนทั้งสองก็เถียงกันได้ทุกเรื่องไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่
ท่าทางน่ามองของหญิงสาวส่งผลให้ชายหนุ่มทั้งสามมองเธอเป็นสายตาเดียวทำให้ต้วนมู่ถึงกับเขินอาย
"ใช่ซี้เพราะพี่สาวต้วนมู่งดงามพวกเจ้าก็เลยสนใจแต่นาง"จี้เหนียงที่เริ่มสงบกลับยิ่งรู้สึกโมโหมากขึ้น
ในระหว่างที่ทุกคนกำลังห้ามมวยกันอยู่นั้น
กรรมีเสียงคำรามดังออกมาจากโพรงไม้ไม่ไกลจากจุดที่ทุกคนอยู่
มีสัตว์อสูรตัวสีขาวก้าวออกมาอย่างเชื่องช้า
"นั่นมันตัวอะไรหน้าตามันจึงแปลกนัก" จี้เหนียงพูดอย่างกล้าๆกลัวๆ
เพราะร่างใหญ่โตนั้นไร้ขนแต่ลำตัวทั้งหมดกลับเป็นสีขาวอีกทั้งศีรษะของมันยังแบ่งออกเป็นสองอีกด้วย ศีรษะด้านซ้ายเป็นสุนัข ส่วนด้านขวาเป็นสิงโต
มีเพียงอู๋เซี่ยนกับหยงกวนเท่านั้นที่มีท่าทีเคร่งขรึมเพราะพวกเขาต่างรู้ว่าอสูรตนนี้อยู่ในระดับห้าซ้ำยังเป็นถึงขั้นกลาง
"อสูรตนนี้อยู่ในระดับห้าทุกคนเตรียมหนี"หยงกวนส่งข้อความเสียงผ่านกระแสจิตบอกทุกคน เพราะเหตุการณ์ที่บึงน้ำยังฝังใจ ทำให้เขาไม่มีความคิดที่จะต่อสู้เลย
บัดนี้เพราะอู๋เซี่ยนจงใจแสดงระดับการบ่มเพาะออกมาเพียงขุนพลขั้นต้นทำให้อสูรไม่ได้รู้สึกเกรงกลัวเขาเช่นกันมันกวาดตาสายตามองร่างทุกคนราวกับเป็นเพียงกระต่ายน้อยตัวหนึ่งเท่านั้น
อู๋เซี่ยนถึงกับส่ายหน้า หยงกวนแม้จะมีอุปนิสัยกล้าหาญแต่ประสบการณ์ในการรบก็ยังน้อยเกินไปจริงๆ ตัวอีกฝ่ายนั้นแม้จะอยู่ในเทพสงครามขั้นต้นแต่เมื่อเจออสูรระดับห้าขั้นกลางเช่นนี้ ก็ควรจะหาหนทางเอาชนะก่อนไม่ใช่คิดแต่จะหนีอย่างเดียว
"หากเป็นเช่นนั้นจริง มิสู้เราร่วมมือล้มมันด้วยกันดีกว่าหรือไม่"กลับเป็นต้วนมู่ที่หยิบคันศรออกมาเตรียมยิง
"ข้าเองก็พร้อมที่จะสู้เช่นกัน" โหลวเซียงดึงกระบี่ออกจากฝักเขาอยากจะแก้มือดูสักครั้ง
หลังจากที่ได้ยินคำรบเร้า หยงกวนเองก็มีแววตาแน่วแน่พลังปราณในระดับเทพสงครามปะทุออกมาจากตัวเขาราวกับพายุที่โหมกระหน่ำ
แต่ท่าทางข่มขวัญจากทุกคนก็ไม่ทำให้อสูรคิดถอยหนีแม้แต่น้อยมันประเมินได้ทันทีว่าผู้แข็งแกร่งสุดในกลุ่มที่สามารถคุกคามชีวิตมันได้คือชายร่างใหญ่
นัยน์ตาสี่ข้างของมันมองไปที่สาวผมเปียก่อนเป็นอันแรก"ฆ่าเพื่อข่มขวัญ"
ในขณะที่ทุกคนยังไม่ทันได้ตั้งตัวอสูรก็พุ่งสลับฟันปลาเป็นเส้นแสงผ่านร่างทุกคนไปแต่กลับตรงมาที่หญิงสาวร่างเล็ก ศีรษะของสุนัขอ้าปากกว้างเตรียมกัดอีกฝ่ายให้ตกตาย
"ดาบมารฆ่าแล้วดูดกลืนพลังชีวิตมัน" อยู่ดีๆอู๋เซี่ยนก็หลุดปากพูดออกมา
คำพูดนี้ทำให้สีหน้าของตัวเองหมองลงเล็กน้อยหลายครั้งแล้วที่กำลังจะต่อสู้เขาก็มักจะหลุดปากพูดประโยคพวกนี้เป็นเพราะความทรงจำทั้งหมดยังไม่กลับมา สิ่งที่เขาจดจำได้นอกจากชื่อ สมญานาม และสิ่งยิบย่อยที่ไม่ปะติดปะต่อก็มีดาบมารนี่แหละที่ตนคิดคะนึงถึงอยู่ตลอด
"เจ้าตู้ยาเคลื่อนที่มัวเพ้ออะไรอสูรใกล้เข้ามาแล้ว" จี้เหนียงพูดอย่างกล้าๆ กลัวๆ
เสียงเรียกของอีกฝ่ายทำให้อู๋เซี่ยนได้สติ
เขาใช้มือซ้ายคว้าคอเสื้อจี้เหนียงแล้วเธอโยนไปด้านหลัง
มือขวาปรากฏทวนไม้เล่มเก่าขึ้นมา
"พลังฟาดหัวใจยอดยาหยี" ทวนไม้ที่มีแสงสีเงินส่องประกายถูกฟาดจากเบื้องบนลงสู่เบื้องล่าง
ราวกับถูกคำนวณไว้ปลายทวนฟาดเข้าศีรษะซ้ายของอสูรเต็มๆทำให้มันร้องออกมาด้วยความโมโห
ศีรษะด้านขวาที่เป็นหมู่ป่าดิ่งเข้ามาหมายใช้คมเขี้ยวเสียบร่างของชายหนุ่มให้ทะลุ
"เพลงทวนยอดนักรัก" ร่างของชายหนุ่มชุดทองลอยตัวขึ้นเล็กน้อยหมุนควงสว่านพร้อมแทงทวนไม้เข้าตรงส่วนที่เป็นใบหน้าหมู่ป่า
คล้ายกับอสูรสัมผัสได้ถึงอันตรายมันถอนการโจมตีทั้งหมดกระโดดถอยไปด้านหลังเพื่อดูเชิง
เนื่องจากทุกสิ่งเกิดขึ้นเร็วเกินไปทำให้ทุกคนตั้งตัวไม่ทันคนเหลือจึงตั้งท่าเตรียมส่งการโจมตีเข้าใส่อสูร
"เจ้าโยนข้าแรงไปหรือไม่" หญิงสาวผมเปียลูบก้นน้อยๆด้วยสีหน้าไม่พอใจแต่เมื่อเห็นท่าทีเคร่งขรึมของอีกฝ่ายทำให้เธอหุบปาก
สาเหตุที่อู๋เซี่ยนนิ่งไปนั้นเพราะกำลังนึกว่าทักษะทวนที่มีชื่อแสลงหูพวกนี้ตนไปฝึกฝนมาจากที่ใด
"ข้าจิงหนานลำดับสิบสี่ขอบังอาจท้าประลองท่านโบราณกล่าวไว้เสือสองตัวย่อมอยู่ถ้ำเดียวกันมิได้"
"ที่ใดมีรักที่นั่นมี...เอ่อช่างเถอะ ข้าลืมไว้จะไปฝึกท่องมาใหม่ เอาเป็นว่าอย่าถ่อมตัวไปเลยน้องชายบุรุษยอมทุกสิ่งเพื่อสตรีที่ตนหลงใหล กระทั่งชีวิตก็ยอมพลีได้เพื่อความรัก!มะจริงงง ขะข้าจะต้องเป็นยอดวีรบุรุษนักรักอันดับหนึ่งตะแต่เพียงผู้เดียว”
ภาพเงาเลือนรางของชายร่างท้วมปรากฏขึ้นในใจ
เม็ดเหงื่อเริ่มผุดขึ้นมาบนใบหน้า"นี่ข้าเคยไปชิงตำแหน่งวีรบุรุษนักรักบ้าบอนี้ด้วยหรือ"
เป็นเพราะความทรงจำไม่ปะติดปะต่อทำให้เขารู้สึกมึน
"คุณชายอู๋ระวัง" เสียงของต้วนมู่ทำให้เขาได้สติ
ในครรลองสายตาเขาพบร่างอสูรที่กระโดดลอยตัวสูงอยู่หลายเมตรกำลังมุ่งมาทางตน
แม้แต่จี้เหนียงที่อยู่หลังก็แหกปากร้องลั่น
สายตาชายหนุ่มชุดทองกลับมาทอประกายเท้าขวากระทืบผืนดินจนแยกออกเพื่อส่งร่างของตนขึ้นบนท้องฟ้าทวนไม้เก่าในมือขวาหมุนควงแทงสวนขึ้นไป
"ทวนสยบนภา" ปากของเขาพึมพำ
แสงของทักษะทวนกลายเป็นภาพสามเหลี่ยมยักษ์สีฟ้าพุ่งเข้าใส่ร่างของอสูรทำให้โลหิตของมันสาดกระเซ็นร้องด้วยความเจ็บปวด
เมื่อสิ้นสุดการใช้กระบวนท่าชายหนุ่มชุดทองก็กลับมายืนที่พื้นด้วยอาการเหม่อลอย
"รุมสังหารมันเร็ว" หยงกวนที่เห็นว่าอสูรกลับบาดเจ็บ รีบชักกระบี่ตรงเข้าใส่ร่างของมันทันที
แสงสีและเสียงระเบิดของทักษะยุทธดังสนั่นไปทั่วผืนป่า
จากนั้นไม่นานอสูรที่เคยมีร่างกายสีขาวก็อาบย้อมไปด้วยโลหิตสีแดง
รอบร่างไร้วิญญาณของมันมีคนทั้งสี่ยืนหายใจอย่างเหนื่อยหอบ
"มันตายแล้วใช่หรือไม่" ต้วนมู่ยังคงไม่วางใจ
"พวกเราควรดูอาการเจ้าตู้ยาเคลื่อนที่ก่อนดีหรือไม่ เขาอาจผลาญหยดน้ำทิพย์ที่มีจึงได้ระเบิดพลังออกมาได้มากมายถึงเพียงนั้น"
คำพูดของจี้เหนียงทำให้ทุกคนมองไปยังร่างในชุดทองที่กำลังยืนเหม่อลอยด้วยอาการเป็นห่วง
เมื่อผู้ฝึกตนเข้าตาจนก็มักจะสละหยดน้ำทิพย์ที่มีเพื่อให้พลังโจมตีของทักษะสูงขึ้นชั่วคราววิธีนี้ไม่เป็นที่นิยมเพราะนอกจากทำให้ผู้ฝึกตนเสียเวลาในการบ่มเพาะไปโดยใช้เหตุ ซ้ำยังมีโทษมหันต์เพราะน้ำทิพย์ที่ถูกสร้างกลับมาใหม่จะทวีความยากขึ้นหลายเท่าตัว
"ข้าคือวีรบุรุษนักรักอันดับหนึ่ง..." เสียงชายหนุ่มในชุดสีทองตะโกนดังลั่นป่า