แม้ว่าไอปราณของลานเล็กๆจะไม่หนาแน่นเท่ากับริมแม่น้ำหยกวารีที่ประตูหลังของจวนตระกูลหยาง แต่ก็แตกต่างกันไม่มากนัก
ในเมื่อบ้านที่ตนอยู่อาศัยมีไอปราณหนาแน่นพอหลันเฟิงจึงไม่จำเป็ต้องไปที่ริมแม่น้ำหยกวารีและแย่งชิงที่ฝึกบำเพ็ญเพียรกับคนหนุ่มสาวในตระกูลและช่วยลดความเป็ไปได้ที่คนอื่นจะล่วงรู้ลงไปหลายส่วน
เขาอดทนมาสามปี ก็แค่ไม่ร้องเท่านั้นแต่หากร้องก็ต้องทำให้ผู้คนตกตะลึง
หลันเฟิงเอาแต่ฝึกบำเพ็ญเพียรอย่างหนักอยู่ภายในบ้านทั้งวันเขาออกจากบ้านเพียงไม่กี่ครั้งจนแทบจะนับครั้งได้ แม้แต่แม่หนูหยางเสวี่ยมาหาเขาก็ไม่ออกไปพบ ทำให้แม่นางคิดว่าเขาเปลี่ยนใจ จึงรู้สึกเสียใจมาก
เวลาแทบจะทั้งหมดของเขาถูกนำไปใช้กับการฝึกบำเพ็ญเพียร
การฝึกฝนอย่างบ้าคลั่งย่อมทำให้เกิดผลลัพธ์ที่สังเกตเห็นได้โดยธรรมชาติ
ระยะเวลาสั้นๆเพียงครึ่งเดือน พลังยุทธ์ของเขาก็พัฒนาจากระดับรวบรวมปราณขั้นหกเป็ระดับรวบรวมปราณขั้นแปด
ได้รับผลประโยชน์มากกว่าการจ่ายไปผลเช่นนี้ย่อมทำให้หลันเฟิงรู้สึกพึงพอใจมาก
หากไม่มีอะไรผิดพลาดเขาต้องทะลวงระดับรวบรวมปราณไปยังระดับที่ตัวเขาเมื่อสามปีก่อนไปไม่ถึงได้อย่างแน่นอน
ทว่าในยามที่เขากำลังพยายามจะทะลวงกำแพงป้องกันระดับรวบรวมปราณขั้นเก้ากลับถูกข่าวกะทันหันขัดจังหวะการฝึกฝนเสียก่อน
ผู้ที่มาถ่ายทอดคือหยางฝูรองพ่อบ้านตระกูลหยาง ตำแหน่งพ่อบ้านประจำตระกูลทั้งสามเป็รองเพียงาุโทั้งสามเท่านั้นจึงไม่ค่อยมีคนกล้าไม่เคารพ และชายชราผู้นี้ก็ไม่ใช่ผู้ที่หลันเฟิงจะไปวางท่าใส่ได้
เขารีบเดินออกจากห้องมาอยู่ตรงหน้าชายชราแล้วคารวะด้วยสีหน้าสุขุมเยือกเย็น พลางเอ่ยอย่างไม่ถ่อมตนหรือหยิ่งผยองว่า“ท่านลุงฝู”
สายตาของชายชราหยุดลงบนใบหน้าของชายหนุ่มด้วยความแปลกใจเขาคิดไม่ถึงว่าจะเห็นใบหน้าหมดจดเหมือนเมื่อสามปีก่อน ซ้ำใบหน้านี้ยังดูเหมือนจะเติบโตขึ้นสุขุมขึ้นหลายส่วน และริ้วรอยบนใบหน้าก็ชัดเจนขึ้นกว่าเมื่อสามปีก่อน
เขาฟื้นฟูใบหน้ากลับมาั้แ่เมื่อไรกัน
ชายชราตื่นตะลึงไปเล็กน้อยแววตาฉายแววประหลาดใจออกมา ผ่านไปสามปี คิดไม่ถึงว่าเขาจะได้ัักับความมั่นอกมั่นใจและรัศมีที่มองไม่เห็นของชายหนุ่มอีกครั้งดวงตาที่เคยเป็สีเทาขมุกขมัว ยามนี้กลับเปล่งประกาย เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา
มาดของชายชราแทบจะมลายหายไปตามจิตใต้สำนึกใบหน้าเผยรอยยิ้มน้อยๆ ราวกับได้อาบสายลมวสันตฤดูออกมา “คุณชายเฟิง”
“คุณชายเฟิง?”
ริมฝีปากหลันเฟิงหยักยิ้มเย้ยหยันตนเองพลางคิดใคร่ครวญคำเรียก ก่อนจะหัวเราะอย่างขมขื่นออกมาไม่ได้“ยามนี้ข้ายังมีคุณสมบัติได้รับคำเรียกเช่นนี้อีกหรือ”
คำเรียกว่าคุณชายเฟิงเมื่อสามปีก่อนย่อมเป็การยกย่องเขาอย่างไม่ต้องสงสัย
สามปีต่อมาคำเรียกเช่นเดียวกันกลับแฝงไว้ด้วยการเสียดสีอยู่หลายส่วน
และเพราะเขาถูกลดขั้นให้เป็เพียงญาติสายรองธรรมดาคนหนึ่งจึงไม่มีที่พึ่งพิง คำเรียกคุณชายเฟิงจึงห่างจากเขาไป
คนที่ยังคงเรียกเขาว่าคุณชายเฟิงกำลังคิดอะไรในใจนั้นเขาไม่ต้องคิดก็รู้
นอกเสียจากเอาศักดิ์ศรีที่คุณชายเฟิงผู้ตกอับเคยเสียไปกลับมาชิงของที่เคยสูญเสียไปทั้งหมดกลับมา แต่หากมีโอกาส คนเหล่านี้ก็คงไม่รังเกียจที่จะเหยียบย่ำเขาอีกครั้ง
ชายชราฉีกยิ้มบางอย่างไม่แยแสเขาเข้าใจสิ่งที่ชายหนุ่มประสบมาไม่น้อยและเคยรู้สึกเห็นใจและเสียดายแต่ท่าทางที่ชายหนุ่มแสดงออกมาในวันนี้กลับแตกต่างจากในข่าวลือ
“ตาเฒ่ารับคำสั่งให้มาถ่ายทอดคำพูดพิธีสวมกวาน[1]ของคุณชายกวงถูกกำหนดเป็วันมะรืนนี้สถานที่คือเรือนบรรพบุรุษ ยามนั้นหวังว่าคุณชายเฟิงและบิดาจะไปเข้าร่วมอย่างตรงเวลา”ชายชราเอ่ยด้วยเสียงอ่อนโยน
หลันเฟิงเลิกคิ้วในหัวมีเงาร่างชายหนุ่มที่มีคุณธรรมสูงส่งปรากฏขึ้นพลางครุ่นคิด
คำสอนของบรรพบุรุษกล่าวไว้ว่าหากสมาชิกในครอบครัวทะลวงระดับไอปราณได้ภายในอายุสิบหกปีล้วนมีคุณสมบัติในการจัดพิธีสวมกวานที่เรือนบรรพบุรุษและทุกคนในตระกูลจะได้รับคำเชิญให้เข้าร่วมพิธี มันถือเป็เกียรติสูงสุดของสมาชิกในตระกูลไม่ว่าผู้ใดก็ตาม
หยางกวง ในฐานะยอดฝีมือระดับดาราคนที่สามสิบสองที่ถูกบันทึกไว้ในบันทึกตระกูลหยางย่อมมีคุณสมบัติในการชื่นชมเกียรติยศนี้
นับดูแล้วอายุของหลันเฟิงก็ยังน้อยกว่าหยางกวงสามเดือน
“เกรงว่าการไปครั้งนี้คงหลีกเลี่ยงคำหัวเราะเยาะของคนพวกนั้นไม่ได้”หลันเฟิงครุ่นคิดในใจ ในหัวพลันมีความคิดบางอย่างวาววาบ ก่อนพยักหน้าให้ชายชราแล้วเอ่ยว่า“ขอรับ”
เมื่อส่งข่าวเสร็จชายชราก็ไม่มีความจำเป็ต้องรั้งอยู่อีก จึงกล่าวลาอย่างอ่อนโยนและหันกายจากไป
รอยยิ้มบนใบหน้าของหลันเฟิงเองก็ค่อยๆหายไปพร้อมกับชายชราเช่นกัน
เมื่อสามปีก่อนหยางกวงถูกอัจฉริยะอย่างเขากดเอาไว้มาสิบกว่าปีเป็เวลาสิบปีที่ภาพลักษณ์อัจฉริยะของเขาทิ้งเงาขนาดใหญ่ไว้ในใจของอีกฝ่าย ในระหว่างนั้นย่อมสั่งสมความโกรธแค้นไว้ไม่น้อยหากไม่ใช่เพราะเื่เมื่อสามปีก่อนบางทีหยางกวงอาจจะถูกเขากดจนโงหัวไม่ขึ้นไปตลอดชีวิตเขาไม่คิดว่าหยางกวงจะเป็มิตรกับเขามากนัก
แต่ไม่นานหลันเฟิงก็หัวเราะออกมา
“สามปียังทนได้ แล้วจะกังวลไปทำไม”
เขามีประสบการณ์การถูกคนอื่นหัวเราะเยาะมามากแล้วจะไปสนใจทำไมอีก
เขาจัดการความรู้สึกได้ในชั่วพริบตาก่อนหันกายเดินกลับเข้าไปในห้อง แล้วเริ่มฝึกฝนอีกครั้ง
พละกำลังถึงจะเป็หลักสำคัญ
หากไม่อยากถูกดูถูกและกดหัวก็มีเพียงต้องพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง
วันนึงที่ตนเข้มแข็งพอกล้าหาญพอ แข็งแกร่งพอ ย่อมไม่มีผู้ใดกล้าปฏิบัติเช่นนั้นกับตนอีก
หลันเฟิงราวกับถูกกระตุ้นอย่างไรอย่างนั้นเขาเริ่มฝึกฝนอย่างหนัก ฝึกฝนจนแทบเสียสติ
เมื่อถึงคืนก่อนวันจัดพิธีสวมกวานในที่สุดการฝึกฝนอย่างบ้าคลั่งของหลันเฟิงก็หยุดลง
“ระดับรวบรวมปราณขั้นเก้า”ปากเล็กเผยอออกน้อยๆ แล้วพ่นลมหายใจออกมา แววตาของหลันเฟิงพลันเปล่งประกายวาววับ
เขากำหมัดแน่น แม้ว่าพละกำลังจะไม่ต่างอะไรกับสามปีก่อนแต่ความมั่นใจของหลันเฟิงกลับมากกว่าสามปีก่อนมาก
ั้แ่พลังยุทธ์ไม่มีจนถึงระดับรวบรวมปราณขั้นเก้าเขาใช้เวลาเพียงยี่สิบวันเท่านั้น เพียงยี่สิบเขาก็เดินไปยังเส้นทางที่เคยใช้เวลาถึงเจ็ดแปดปีจนจบฟื้นฟูทั้งหมดกลับมาแล้ว
แม้ว่าประสบการณ์การฝึกฝนในอดีตจะช่วยประหยัดเวลาให้เขาได้ไม่น้อยแต่หลักๆ ก็คือพรสววรรค์ที่เพิ่มขึ้นอย่างน่ากลัวของเขา
ความเร็วในการฝึกฝนระดับนี้ช่างน่ากลัวจริงๆ
ิญญาศาสตราก้านเจี้ยงที่ลอยอยู่กลางอากาศพยักหน้าอย่างพึงพอใจ“ไม่เลวๆ จากอัตราความเร็วนี้ มากสุดอีกเจ็ดวันเ้าก็เลื่อนสู่ระดับไอปราณแล้ว”
ผู้บำเพ็ญเพียรระดับไอปราณนั่นคือสิ่งที่เรียกว่ายอดฝีมือระดับดารา
ในจวนตระกูลหยางตำแหน่งของยอดฝีมือระดับดาราไม่ต่ำต้อย!
“คืนนี้ไม่ต้องฝึกฝนต่อแล้วพักผ่อนเสียหน่อยแล้วกัน การรักษาสมดุลระหว่างการฝึกฝนและพักผ่อนนั้นสำคัญประสิทธิภาพดีกว่าการตะบี้ตะบันฝึกฝน” ชาชราเงียบขรึมไปเล็กน้อย แล้วเอ่ยแนะขึ้น
การอยู่ในสภาวะตึงเครียดเป็เวลานานจะทำให้เส้นเอ็นตึงเกินไปมีผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการฝึกบำเพ็ญ
สิ่งที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายของชายชราก็คือหลันเฟิงตอบตกลงทันทีโดยไม่ปฏิเสธ
ความตึงเครียดตลอดทั้งวันพลันคลายลงหลันเฟิงนอนลงบนเตียงไม่นานก็ผล็อยหลับไป
ในห้องพลันมีเสียงลมหายใจดังขึ้นเสียงนั้นทั้งแ่เบาและอ่อนโยน ภายใต้แสงแห่งจันทราและดวงดาวพร่างพรายที่กำลังเริงระบำเป็จังหวะเพลงอันงดงาม
จันทราคล้อยตะวันเคลื่อนชั่วพริบตาดวงอาทิตย์ที่ร้อนแรงก็เข้ามาแทนที่จันทร์เสี้ยว
หลันเฟิงกินข้าวเช้ากับหลันเสียนหลงแล้วสองพ่อลูกก็ยืนขึ้นเดินไปทางเรือนบรรพบุรุษของตระกูล
หมอกที่ปกคลุมสองพ่อลูกใน่สามปีที่ผ่านมาเริ่มสลายหายไปั้แ่ตอนที่หลันเฟิงฟื้นฟูตันเถียนกลับมา
จิตใจของหลันเสียนหลงในยามนี้เองก็ผ่อนคลายลงมากใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยของประสบการณ์อันโชกโชนเผยรอยยิ้มออกมาเป็ครั้งคราว
ความเปลี่ยนแปลงของหลันเฟิงไม่มีผู้ใดเข้าใจดีไปกว่าหลันเสียนหลงแม้ว่าจะไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับบุตรชาย แต่ทุกอย่างกำลังพัฒนาไปยังทางที่ดี
ในเมื่อบุตรชายเลือกที่จะไม่บอกเขาก็ไม่สะดวกจะพูด ไม่มีความคิดจะซักถามเลยสักนิด
แค่เขาได้รู้ว่าบุตรชายของตนเองฟื้นฟูกลับมาก็พอแล้ว
ส่วนฟื้นฟูกลับมาได้อย่างไรนั้นสำคัญด้วยหรือ
ัและเสือเดินไปตามทางเล็กๆใบหน้าของหลันเสียนหลงประดับด้วยรอยยิ้มจางๆ ฝีเท้ามั่นคงขึ้น
หลันเฟิงที่อยู่ด้านหลังก็ตามไปอย่างไม่เร่งรีบไม่เชื่องช้าด้วยสีหน้าเกียจคร้านเผยความผ่อนคลายและความสบายใจออกมาหลายส่วน
ผู้คนในตระกูลที่พบเจอระหว่างทางล้วนตกตะลึงเมื่อมองไปที่หลันเฟิงโดยเฉพาะใบหน้าของหลันเฟิงที่ทำให้คนจำนวนมากในตระกูลตกตะลึงไม่น้อย
หากไม่ใช่เพราะใกล้จะถึงเวลาเริ่มพิธีสวมกวานแล้วเกรงว่าคนในตระกูลเหล่านี้คงไม่รังเกียจที่จะหยุดพิจารณาเขาให้ละเอียดสักครู่
ใบหน้าอ่อนวัยและหมดจดดวงนี้ทำให้พวกเขาตกตะลึงมากเกินไปจริงๆ
“หลัน...”บางคนในตระกูลหยุดฝีเท้า คิดจะเข้าไปทักทาย แต่ยังไม่ทันได้ก้าวเข้าไปหาก็ล้มเลิกความคิดไปเพราะความกังวลบางอย่าง
หลันเสียนผู้เป็บุรุษอายุสี่สิบปีเศษภาคภูมิใจและหยิ่งทะนงในตนเองมากผู้ใดไม่อยากเกี่ยวข้องกับพวกเขา เขาย่อมไม่สนใจจะเป็ฝ่ายเข้าหาก่อน
หลันเฟิงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยเป็รอยยิ้มโค้งงดงามราวกับกำลังหัวเราะเยาะตนเองและเหมือนกับเสียดสีตนเอง
สองพ่อลูกเดินผ่านกลุ่มคนจำนวนมากที่หยุดอยู่ที่นั่นไปราวกับไม่มีผู้ใดอยู่ไม่มีเจตนาจะหยุดฝีเท้าลงสนทนาเลยสักนิด
ปรากฎการณ์เช่นนี้กลายเป็ทัศนียภาพที่งดงามไปโดยพลัน
คนจำนวนไม่น้อยขมวดคิ้วมุ่นพลางนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับสองพ่อลูกตระกูลหลันแต่ไม่นานก็คลายออกชายหนุ่มที่เคยเป็อัจฉริยะคนหนึ่งและาุโลำดับที่สามที่เคยดำรงตำแหน่งสูงสุดคนหนึ่งยามนี้พวกเขากำลังตกอับ ดังนั้นปฏิกิริยาของสองพ่อลูกจึงไม่คุ้มค่าพอให้ไปทำความเข้าใจ
แต่ทว่า พวกเขาคงจินตนาการไม่ออกแน่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของหลันเฟิง
เมื่อสองพ่อลูกตระกูลหลันเดินเข้าไปในเรือนบรรพบุรุษก็มีคนกว่าครึ่งของตระกูลมาถึงแล้ว
สิ่งที่เข้ามาในครรลองสายตาคือฉากที่คึกคักพวกเขากำลังพูดคุยกันอย่างมีความสุข บางครั้งก็ส่งเสียงหัวเราะร่วนออกมารวมทั้งเสียงซุบซิบบางอย่าง ทว่าสายตาส่วนใหญ่กลับรวมอยู่ที่ชายหนุ่มผู้แต่งกายด้วยสีสันสดใสงดงาม
ในบรรดาสายตาเ่าั้มีทั้งอิจฉาเคารพนับถือ ริษยาและต่างๆ นานา
ทว่า ยามนี้เงาร่างของสองพ่อลูกตระกูลหลันกลับดึงดูดสายตาไปเหล่าสมาชิกในตระกูลที่เดิมกำลังจับจ้องหยางกวงเลื่อนสายตามายังสองพ่อลูก โดยเฉพาะบนเรือนร่างของหลันเฟิง
ไม่ว่าเหล่าคนในตระกูลจะมีสัมพันธ์กับสองพ่อลูกตระกูลหลันอย่างไรแต่ยามที่พวกเขาเห็นหลันเฟิงแวบแรกนั้นต่างก็รู้สึกถึงความเปล่งประกาย
ใบหน้าหมดจดคุ้นเคยที่เผยออกมานั้นกลายเป็จุดสนใจในเรือนบรรพบุรุษโดยไม่ได้ตั้งใจ
แววตาของทุกคนฉายแววตกตะลึงเห็นได้ชัดว่าพวกเขาจำชายหนุ่มหน้าตาหมดจดผู้นี้ได้
หลันเฟิง!
[1] พิธีสวมกวานหมายถึง พิธีที่ทำให้รู้ว่าเด็กหนุ่มเติบโตเป็ผู้ใหญ่แล้วมักทำเมื่อเด็กผู้ชายอายุ 16 ปี