หนึ่งเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว
หยานเฉินไคตัวน้อยวิ่งเล่นอยู่ที่ลานหน้าบ้าน เขามักวิ่งไปป่วนโจวหยางอยู่เสมอ จนชายชราต้องปวดกระบาลเป็ประจำ
โจวหยางได้แต่ส่ายหน้าด้วยความระอา เขายกมือคว้ากลางอากาศเบา ๆ ร่างของเด็กน้อยก็ลอยขึ้นเหนือพื้นทันที
หยานเฉินไคดิ้นรนโวยวายเสียงดัง พยายามสลัดพลังปราณที่พันธนาการรอบกาย จนในที่สุดเขาก็หลุดออกมาได้สำเร็จ เด็กน้อยแลบลิ้นล้อเลียนโจวหยาง ก่อนจะวิ่งขาสั้น ๆ กลับเข้าบ้านไปอย่างอารมณ์ดี
‘เด็กคนนี้ ช่างร่าเริงเสียจริง…’ โจวหยางคิดในใจ พลางเดินไปยืนอยู่ริมหน้าผา แม้สายลมจะแรงเพียงใด ก็ไม่อาจทำให้ร่างของเขาสั่นไหวได้เลย
‘แม้ข้าจะอยากให้เขาเริ่มบำเพ็ญเพียร แต่ข้าก็อยากให้เขาเข้าใจความเป็มนุษย์ก่อน’
เสียงทุ้มสงบเอื้อนออกมาจากริมฝีปากชายชรา
“โจวอี้... ไปแดนโลกีย์กับข้าหรือไม่?”
เสียงนั้นสะท้อนไปทั่วดินแดนลับ หยานเฉินไคที่อยู่ในบ้านได้ยินก็ขมวดคิ้ว พลางวิ่งออกมาด้วยความสงสัย เขาเอียงศีรษะน้อย ๆ ก่อนจะก้าวเข้าไปหาชายชรา
โจวหยางถามย้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย
“ไปไหม?”
หยานเฉินไคพยักหน้าเบา ๆ ก่อนตอบเสียงใส
“อื้ม... ข้าได้ยินท่านพูดถึงสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์มานาน ข้าสนใจจริง ๆ นะ... ท่านพ่อบุญธรรม”
ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เด็กน้อยได้ยอมรับชายชราเป็พ่อบุญธรรมแล้ว แม้คำขอจะเริ่มจากความจำเป็ แต่แท้จริงในใจของโจวหยางกลับมีเหตุผลลึกซึ้งกว่านั้น
เขา้าควบคุม “ความไม่ปกติ” ที่ซ่อนอยู่ในตัวหยานเฉินไค เพื่อปกป้องโลกใบนี้จากการล่มสลาย หากเด็กน้อยควบคุมพลังไม่ได้
เขาอาจทำลายทุกสรรพสิ่งโดยไม่ตั้งใจ
โจวหยางไม่กล้าทำร้ายเด็กน้อยโดยตรง เพราะกลัวว่าสายฟ้าสีดำที่หลับใหลในกายเขาจะตื่นขึ้นและสังหารทุกชีวิต เขาจึงเลือกจะเฝ้ามองและชี้นำอย่างใกล้ชิดแทน
แต่เพียงไม่กี่วัน... หัวใจแก่ชรานั้นกลับถูกความซุกซนของเด็กน้อยละลายไปเสียสิ้น เขาค่อย ๆ หลงรักหยานเฉินไคโดยไม่รู้ตัว มองอีกฝ่ายดั่งบุตรแท้ ๆ ของตน
เขาสอนเด็กน้อยหลายสิ่งหลายอย่าง และยิ่งสอน ก็ยิ่งใในพร์ของอีกฝ่าย
เพียงไม่กี่วัน หยานเฉินไคก็เรียนรู้คำศัพท์ได้ทั้งหมด เข้าใจการคำนวณ และเริ่มมีความคิดที่เกินกว่าเด็กทั่วไปจะมีได้
โจวหยางพยักหน้าเบา ๆ ก่อนส่งพลังปราณโอบร่างเด็กน้อยให้ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างอ่อนโยน
ชายชราลอยตัวตามขึ้นไป เคลื่อนผ่านเมฆหมอกอย่างสงบและมั่นคง
สายลมแรงพัดผ่าน เส้นผมของหยานเฉินไคพลิ้วไหว เขาเบิกตากว้าง มองวิวเบื้องล่างที่ค่อย ๆ ห่างออกไปทุกขณะ เสียงหัวเราะใส ๆ ดังขึ้นอย่างร่าเริง
“ท่านพ่อบุญธรรม! ข้าบินได้จริง ๆ ด้วยหรือ!?” เด็กน้อยส่งเสียงตื่นเต้น มือเล็ก ๆ เหยียดออกกางรับลมราวกับนกน้อยที่เพิ่งหัดบิน
โจวหยางเหลือบมองรอยยิ้มสดใสนั้น แล้วหัวใจก็อบอุ่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เขาเพียง้าทดสอบว่าหยานเฉินไคจะใหรือหวาดกลัวหรือไม่... ทว่ากลับพบเพียงแววตาที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความสุข
ลมแรงตัดผ่านขอบฟ้า เมฆสีขาวถูกแหวกออกเป็ทาง ชายชราทะยานขึ้นสูงอย่างเชื่องช้า
หยานเฉินไคเริ่มลองควบคุมพลังปราณในร่างตามโจวหยาง
พลังบางอย่างตอบสนองต่อเจตจำนงของเขา ร่างของเด็กน้อยพลันพยุงตัวอยู่ได้เองชั่วครู่ ก่อนที่โจวหยางจะรีบใช้พลังช่วยพยุงไว้
“หึ... ยังเด็กแท้ ๆ แต่พลังลมปราณกลับรับรู้การเคลื่อนไหวได้เองงั้นหรือ”
โจวหยางพึมพำกับตัวเอง สายตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจปนภาคภูมิ
เพียงไม่นาน พวกเขาก็บินถึงจุดสูงสุดของท้องฟ้า ความสูงประมาณพันสองร้อยกิโลเมตร ที่ซึ่งแม้แต่เมฆหมอกก็สลายไปหมด เหลือเพียงท้องฟ้าสีเข้มราวผืนผ้าไหมแห่งรัตติกาล
โจวหยางค่อย ๆ ประสานมือเป็อิน ส่งพลังปราณผ่านปลายนิ้ว นิ้วชี้ของเขาแตะไปยังอากาศเบื้องหน้า
เสียงแตกดัง แคร่ก! ก้องสะท้อนทั่วฟากฟ้า
ท้องฟ้าพลันปริออกเป็รอยมิติขนาดใหญ่ สายแสงสีเงินและม่วงไหลวนราวเกลียวคลื่นแห่งกาลเวลา
หยานเฉินไคมองภาพนั้นด้วยดวงตาเบิกกว้าง เต็มไปด้วยความสนใจและตื่นตะลึง
“นี่คือ... ประตูมิติหรือขอรับ?”
โจวหยางเพียงยิ้มมุมปากเล็กน้อย
“เ้าจะรู้เอง... เมื่อก้าวข้ามมันไป”
สิ้นคำพูด ร่างของทั้งคู่ก็แหวกผ่านรอยแยกมิติ ดินแดนลับเื้ัค่อย ๆ เลือนหายไป
และเมื่อพวกเขาก้าวออกมาอีกครั้ง สิ่งที่รออยู่ตรงหน้า คือ โลกที่แท้จริง...
เสียงจอแจของผู้คนดังระงมปนกลิ่นอาหารหอมกรุ่นที่ลอยมาตามสายลม หยานเฉินไคตัวน้อยกวาดสายตามองรอบตัวอย่างตื่นตาตื่นใจ
รอบกายเต็มไปด้วยแสงสี เสียงดนตรี และผู้คนแต่งกายแปลกตา ที่แตกต่างจากสิ่งที่เขาเคยเห็นในดินแดนลับโดยสิ้นเชิง
“ที่นี่... คือโลกมนุษย์จริง ๆ หรือขอรับ?”
เสียงใสเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ
โจวหยางพยักหน้าเบา ๆ เขากวาดตามองไปทั่วตลาด สิ่งปลูกสร้างสูงเสียดฟ้า ทางเดินปูด้วยหินเรียบสะอาดตา มีแสงไฟหลากสีส่องสว่างราวกับกลางวัน แม้จะอยู่ในยามค่ำคืน
“ใช่แล้ว... นี่คือโลกมนุษย์แหล่งรวมความปรารถนา ความหลง และความจริงแท้ของใจคน”
เสียงของชายชราเรียบสงบ หากแฝงไว้ด้วยความลึกซึ้ง
ทว่าทันทีที่พวกเขาก้าวเท้าเข้ามาในตลาด ผู้คนรอบข้างก็เริ่มหันมามอง
เพราะท่ามกลางฝูงชนที่แต่งกายสมัยใหม่ กลับมีชายชราร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมยาวสีเทาเข้ม ปักลวดลายัเงินที่แ่ไหวไปตามลม และเด็กน้อยในชุดคลุมขาวปนแดง สะพายถุงผ้าปักลายยันต์โบราณ
“อ๊ะ... สองคนนั่นแต่งชุดอะไรน่ะ? ละครย้อนยุคเหรอ?”
“หรือจะเป็พวกนักแสดงถ่ายหนัง?”
เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นรอบด้าน
หยานเฉินไคหันมามองโจวหยางแล้วกระซิบเบา ๆ
“ท่านพ่อบุญธรรม... พวกเขาจ้องพวกเราด้วยสายตาแปลก ๆ นะขอรับ”
ชายชรากลั้วหัวเราะในลำคอ “ฮึ ๆ พวกเขาไม่รู้จักชุดนักบำเพ็ญเพียรหรอก... โลกนี้ลืมสิ่งนั้นไปนานแล้ว”
เด็กน้อยพยักหน้า แม้จะไม่เข้าใจทั้งหมด แต่แววตาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น เขาเดินเข้าไปในตลาดต่ออย่างร่าเริง มือเล็ก ๆ เอื้อมไปจับทุกสิ่งที่เห็น
“ท่านพ่อบุญธรรม! ดูสิ ขวดนี้มีแสงอยู่ข้างในด้วย!”
โจวหยางมองตามสายตา เห็นเป็หลอดไฟดวงเล็กวางเรียงอยู่บนแผงขายของ เขาเพียงยิ้มจาง ๆ
“นั่นไม่ใช่ิญญาขังแสงหรอกนะเ้าหนู... มันคือสิ่งที่มนุษย์เรียกว่า ‘เทคโนโลยี’”
“เท... เทคโนโลยี?” หยานเฉินไคออกเสียงอย่างติดขัด “มนุษย์ทำแสงได้โดยไม่ต้องใช้พลังปราณหรือนี่... เหลือเชื่อจริง ๆ”
เสียงหัวเราะใส ๆ ดังขึ้นพร้อมกับดวงตาเป็ประกาย เขาวิ่งไปดูร้านโน้นร้านนี้ไม่หยุดมือ ขณะโจวหยางค่อย ๆ เดินตามไปเงียบ ๆ ดั่งเงา
แม้จะแตกต่างจากผู้คนโดยรอบ แต่พลังของโจวหยางกลับสงบเยือกเย็นจนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้เกินระยะหนึ่ง
ผู้คนรู้สึกได้ถึงแรงกดดันบางอย่างโดยไม่รู้ตัวราวกับลมรอบกายหยุดเคลื่อนไหวเมื่อเขาผ่านไป
“ท่านพ่อบุญธรรม ข้านึกสงสัยว่ามนุษย์ในโลกนี้... ใช้ชีวิตอย่างไรโดยไม่มีพลังปราณ”
“ก็เหมือนเ้าที่เรียนรู้จะหายใจโดยไม่ต้องคิด... มนุษย์มีหนทางของตน แม้จะอ่อนแอ แต่ก็แข็งแกร่งในแบบของพวกเขาเอง”
คำพูดนั้นชวนให้หยานเฉินไคครุ่นคิด เด็กน้อยเงยหน้ามองผู้คนที่หัวเราะและยิ้มให้กัน เห็นแม่ค้าขายของเรียกลูกค้าด้วยเสียงสดใส
เห็นเด็กเล็กวิ่งไล่กันข้างทาง เสียงหัวเราะของพวกเขาเต็มไปด้วยพลังชีวิตอย่างแท้จริง
เขาเริ่มเข้าใจ “ความเป็มนุษย์” ที่โจวหยางเคยกล่าวไว้
“ท่านพ่อบุญธรรม... พวกเขาดูไม่มีพลังเลย แต่กลับมีแสงในดวงตาเยอะมากกว่าผู้บำเพ็ญเพียรบางคนอีกนะ”
โจวหยางหันมามอง แล้วรอยยิ้มอบอุ่นก็ผุดขึ้นที่มุมปาก
“เ้ามองเห็นได้ดี... แสงนั้นเรียกว่า ‘จิตแห่งชีวิต’ สิ่งที่ทำให้โลกมนุษย์ไม่ดับสูญ”
ทั้งคู่เดินต่อไปเรื่อย ๆ ผ่านร้านอาหารที่ส่งกลิ่นหอมจนหยานเฉินไคกลืนน้ำลายเงียบ ๆ
“ท่านพ่อบุญธรรม ข้าหิวแล้ว...”
โจวหยางหัวเราะเบา ๆ ก่อนพยักหน้า เขาไม่เคยคาดคิดว่าตนจะได้ยินคำพูดแบบนี้จากเด็กที่มีพลังมากพอจะสลายูเาได้ในพริบตา
พวกเขาเข้าไปในร้านอาหารเล็ก ๆ ที่ตกแต่งเรียบง่าย คนในร้านต่างหยุดมองเมื่อเห็นชายชราในชุดคลุมโบราณเดินเข้ามาพร้อมเด็กน้อยในชุดสีขาวแดง
บางคนแอบถ่ายรูป บางคนกระซิบกระซาบอย่างสนุกสนาน
พนักงานสาวยิ้มเกรงใจ “เอ่อ... สองท่าน้านั่งโต๊ะไหนคะ? เอ่อ... จะถ่ายรายการหรือเปล่าคะ?”
โจวหยางเลิกคิ้วเล็กน้อย ไม่เข้าใจคำว่า “รายการ” แต่ก็พยักหน้าอย่างสุภาพ “ข้าเพียงอยากลองอาหารของโลกมนุษย์เท่านั้น”
หญิงสาวหัวเราะแห้ง ๆ “ค่ะ ๆ เชิญทางนี้เลยค่ะ”
เมื่อนั่งลง หยานเฉินไคมองเมนูด้วยความงุนงง ตัวหนังสือสมัยใหม่ทำให้เขาขมวดคิ้ว “ท่านพ่อบุญธรรม... ทำไมชื่ออาหารมันไม่เหมือนในตำราของท่านเลยล่ะ?”
“เพราะที่นี่... ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา”
โจวหยางเอ่ยพร้อมมองรอบตัว รู้สึกถึงความมีชีวิตชีวาในทุกอณู
ไม่นานอาหารก็ถูกนำมาเสิร์ฟ กลิ่นหอมลอยอบอวลในอากาศ หยานเฉินไคมองตาโต ก่อนจะคีบชิ้นเนื้อเข้าปาก
ความร้อนและรสชาติทำให้เขาเบิกตากว้าง “นี่มัน... สุดยอดยิ่งกว่ายาเม็ดบำรุงลมปราณอีก!”
เสียงหัวเราะของผู้คนรอบโต๊ะดังขึ้น โจวหยางเองก็หัวเราะเบา ๆ เช่นกัน “อาหารของโลกนี้... เติมเต็มจิตใจ ไม่ใช่เพียงร่างกาย”
เมื่อกินเสร็จ ทั้งคู่ลุกออกจากร้าน เสียงลมเย็นพัดผ่าน เสื้อคลุมโบราณปลิวไหวสะท้อนแสงไฟนีออนราวกับอาภรณ์จากยุค์
ผู้คนที่เดินสวนไปมา ต่างหันกลับมามองด้วยความตะลึง
มีเด็กคนหนึ่งดึงแขนแม่ “แม่จ๋า... พวกนั้นเหมือนเทพเลย!”
หญิงคนนั้นยิ้มพลางลูบหัวลูก “ใช่ลูก... เทพที่ยังคงหลงอยู่ในโลกของเรา”
หยานเฉินไคได้ยินเข้า แววตาเด็กน้อยเปล่งประกาย เขาเงยหน้ามองโจวหยางแล้วพูดเบา ๆ
“ถ้ามนุษย์คิดว่าเราเป็เทพ... แล้วเทพจริง ๆ ต้องเป็ยังไงกันนะ?”
ชายชราหยุดก้าว ก่อนหันไปมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยแสงดาว
“เทพ... ก็คือผู้ที่เข้าใจหัวใจของมนุษย์ได้โดยไม่ต้องเป็มนุษย์อีกต่อไปและบางครั้ง... การเข้าใจนั้นเริ่มจากการได้เดินท่ามกลางพวกเขา”
ลมเย็นพัดผ่าน ชุดคลุมทั้งสองปลิวสะบัดราวกับร่ายรำในคืนเดือนดาว
และท่ามกลางตลาดที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะนั้น
ไม่มีใครรู้เลยว่า... ชายชราและเด็กน้อยผู้แปลกหน้า คู่นี้ คือสิ่งที่อยู่เหนือกาลเวลา
สิ่งที่ครั้งหนึ่ง... มนุษย์เรียกว่า “เซียน”