ทุกๆ ปี ่วันหยุดสงกรานต์ ผมมักจะกลับบ้านที่ต่างจังหวัดเสมอ ปีนี้อุตส่าห์บอกกับแม่ว่าจะไม่กลับ เพราะติดงาน แต่พออกหักแล้วรู้สึกไม่มีกะจิตกะใจทำงานต่อ เลยเปลี่ยนแผนกะทันหันโดยไม่บอกใคร...ยกเว้นสาลี่ หลังจากผู้จัดการรู้เข้าคงจะโวยวายน่าดู แต่ผมไม่สนอะไรแล้ว กลับไปหลบเลียแผลใจที่บ้านดีกว่า อยู่คนเดียวสักพักคงจะดีขึ้น เจ็บครั้งนี้สาหัสนัก เพราะตั้งความหวังเอาไว้มาก ราวกับเป็ความหวังครั้งสุดท้าย และดูเหมือนจะใกล้เคียงความจริงมากที่สุดด้วย แต่สุดท้าย...รักก็หลุดลอยไป
ยิ่งอายุมากขึ้น แต่ละครั้งที่อกหัก ความรุนแรงมันจะทวีเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เพราะการลืมจะทำได้ยากเย็นมากกว่าเดิม สงกรานต์ปีนี้สำหรับผมจึงแสนจะเงียบเหงา เห็นคนอื่นเขาครื้นเครงดีใจที่ได้กลับบ้าน แต่สำหรับผมมันตรงกันข้าม มันช่างเป็การเดินทางกลับ...ที่เศร้าสร้อยที่สุด
ภูมิลำเนาเดิมของผมอยู่ที่เชียงใหม่ แต่ดั้นด้นมาตามหาฝันในกรุงเทพฯ โชคดีที่ได้งานมั่นคง เป็ช่างเทคนิคของบริษัทใหญ่ ปีหน้าอายุผมก็ขึ้นเลขสามแล้ว แต่ก็ยังหาแฟนไม่ได้สักคน ผมเป็ทุกข์กับเื่นี้ไม่น้อย เกรงว่าจะต้องอยู่คนเดียวตอนแก่ เห็นคนแถวๆ บ้าน ทั้งรุ่นน้องและรุ่นเดียวกัน ต่างก็แต่งงานมีลูกมีเต้ากันไปหมดแล้ว แม่ของผมก็บ่นอยากอุ้มหลานเต็มที พวกคนต่างจังหวัดเขานิยมแต่งงานกันเร็ว ถ้าอายุ 30 แล้วยังไม่แต่งงานนั้นมีน้อยคนนัก ซึ่งผมก็ตกเป็หนึ่งในจำนวนนั้นอย่างไม่ตั้งใจ ตอนนี้แม่ก็ได้แต่อุ้มหลานของคนอื่นไปพลางๆ โดยไม่มีหลานเป็ของตัวเองสักที ยิ่งทำให้ผมรู้สึกกดดันหนัก เพราะรู้สึกสงสารแม่และผิดหวังตัวเองที่ทำให้แม่มีความสุขไม่ได้
เห็นทีต้องพิจารณาตัวเองเสียหน่อยแล้วว่าบกพร่องตรงไหน หรือว่าจะเป็เพราะนิสัยที่ยังเหมือนเด็กของผม แม่ชอบบ่นเสมอว่านิสัยผมเหมือนไม่รู้จักโตเป็ผู้ใหญ่ ชอบเล่นอะไรเหมือนเด็ก แถมยังติดการ์ตูนญี่ปุ่นอยู่อีก เฮ้อ…กลุ้ม หรืออาจจะเป็เพราะผมตั้งสเปคเอาไว้สูงเกินไป ผมน่าจะลองเชื่อคำพูดเพื่อนของผมดูบ้าง คือ “ลดคุณภาพ เพื่อเพิ่มปริมาณ” เพื่อนของผมน่ะ มันมีแฟนตั้งหลายคน ทั้งที่หน้าตาของมันออกจะขี้เหร่กว่าผมเสียด้วยซ้ำ แต่แฟนของมันไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ ก็แค่พอไปวัดไปวา
ผมเลือกรถทัวร์รอบสามทุ่ม เลือกเบาะฝั่งที่ติดกับทางเดิน เพราะลุกไปเข้าห้องน้ำได้สะดวกกว่า ใช้เวลาเดินทางประมาณแปดชั่วโมง กลับถึงบ้านก็เช้าพอดี ระหว่างทางที่นั่งรถทัวร์ ผมพยายามกลั้นน้ำตาและความรู้สึก เพราะอายคนข้างๆ ที่เป็สุภาพสตรีแปลกหน้าวัยกลางคน หลังจากรถทัวร์แล่นไปได้สักครึ่งชั่วโมง ผมก็ผล็อยหลับไปทั้งน้ำตาที่คลอ
ขณะที่ห้วงความรู้สึกกำลังกึ่งหลับกึ่งตื่น ผมรู้สึกเหมือนกับมีใครมาสะกิดเรียกจากเบาะด้านหลัง
“ตัวเองๆ”
ผมสะลึมสะลือ…งัวเงีย ลืมตาขึ้นช้าๆ และหันไปมองตามเสียงเรียก
ยามนี้ แม้บนรถทัวร์จะปิดไฟมืดสนิทเพราะผู้โดยสารนอนหลับกันหมดแล้ว แต่แสงไฟจากข้างทางยังพอช่วยให้มองเห็นได้เป็ระยะๆ
เ้าของเสียงเรียก…คือเด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารัก มัดผมจุกหางม้า วัยประมาณเก้าขวบ ยืนอยู่ตรงทางเดิน เยื้องไปทางข้างหลังผม จ้องมองผมตาแป๋ว อมยิ้มเล็กๆ ที่มุมปาก
“มีอะไรเหรอน้อง” ผมถามเบาๆ
“ฉันไม่ใช่น้องเธอ”
คำตอบนั้นฟังแล้วเข้าใจว่าเธอกำลังกวนผม เลยกวนกลับไปบ้าง “อ้าว ไม่ใช่น้องแล้วเธอเป็อะไร?”
“เป็เนื้อคู่เธอไง”
“ห๊ะ!?!” ยิ่งกวนหนักเข้าไปใหญ่ “ยัยเด็กบ้า..” ผมสบถในใจ คนยิ่งอกหักยังจะมาแกล้ง
“ไม่ได้แกล้ง” เธอตอบราวกับได้ยินคำสบถในใจนั้น “เราเป็เนื้อคู่กันจริงๆ จำไว้นะ ฉันชื่อพิกุล ประเดี๋ยวเราก็จะได้เจอกันแล้ว” เธอทำหน้าตื่นเต้นดีใจลุกโพลงขึ้นมา
หากสิ้นประโยคนั้น…ผมก็สะดุ้งตื่น!!!
พร้อมกับจังหวะรถทัวร์เบรกกระตุกแรงๆ หนึ่งครั้ง จนทำให้ผู้โดยสารทุกคนบนรถกระตุกไปข้างหน้าตาม
ฝันไปหรือเนี่ย…
ผมสูดลมเข้าปอดลึกๆ ก่อนจะพ่นมันออกมาเฮือกใหญ่
อกหักจนฟุ้งซ่านนะเรา สงสัยอ่านการ์ตูนเยอะไปหน่อย ฝันไปเรื่อย…
หลังจากนั้น…เวลาก็ผ่านไปไม่รู้กี่ชั่วโมง
จนกระทั่ง ผมค่อยๆ ได้สติตื่นขึ้นมาอีกครั้ง รู้สึกปวดตุบๆ ที่ท้ายทอยขึ้นมาทันที เลยเอามือคลำเบาๆ
“อูย...ไปโดนอะไรมาวะเนี่ย นอนตกหมอนก็ไม่น่าจะใช่”
เมื่อปรับสายตาช้าๆ...และมองอะไรได้ชัดเจนขึ้น ผมก็พบว่าตัวเองนอนอยู่กับพื้นราบท่ามกลางความมืดสลัวๆ
“เฮ้ย!” ผมผุดลุกขึ้นนั่ง กวาดตามองไปรอบๆ ด้วยความไม่คุ้นตา
“ที่นี่มันที่ไหน?“
“ไม่ใช่บนรถทัวร์นี่!”
“แล้วเรามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง!? ฝันอีกแล้วเหรอ!” ผมรู้สึกงงไปหมด นิ่งเงียบไปอึดใจ
ท่ามกลางความเงียบกริบ เสียงหนึ่งก็แว่วเข้าหูเบาๆ ราวกับว่าต้นกำเนิดเสียงนั้นอยู่ห่างออกไปไกลแสนไกล ฟังสำเนียงแล้วรู้สึกคุ้นๆ หู เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน
ชั่วแวบเดียว ผมก็ระลึกขึ้นได้...
“เฮ้ย นั่นมันเสียงพระสวดศพนี่หว่า!”
มันเป็เสียงที่เจือจางอยู่ในอากาศ...แทบจะแ่กระซิบ แต่ด้วยบรรยากาศที่เงียบกริบทำให้พอที่จะรับรู้เสียงนั้นได้ ฟังแล้ว...น่าขนลุก
รอบๆ ตัว...มีหมอกควันสีขาวอบอวลไปทั่ว ทุกอย่างที่ผมเห็นดูเหมือนจะเป็ภาพลางๆ ผมอยากจะคิดว่านี่มันเป็เพียงฝันร้ายอีกครั้ง จึงหยิกตัวเองเพื่อพิสูจน์
“โอ๊ย!…เจ็บ...คราวนี้ไม่ใช่ฝันแล้ว นี่มันเื่จริง แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้น คนอื่นๆ ที่นั่งมาด้วยกัน หายไปไหนหมด?”
พอเริ่มรู้ว่านี่ไม่ใช่ความฝัน ผมสับสนจนทำอะไรไม่ถูก จึงค่อยๆ ระลึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆ ว่าก่อนหน้าที่จะเผลอหลับไปนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง ความทรงจำที่ค่อยๆ ผุดขึ้นมานั้น มันคลับคล้ายกับความฝันปะปนกับเื่จริงอย่างแยกไม่ออก จำได้ว่า...ผมนั่งรถทัวร์จากกรุงเทพฯ เพื่อจะกลับบ้าน ระหว่างทางก็ผล็อยหลับไป ต่อจากนั้นรู้สึกว่ามีเสียงรถเบรกแผดดังลั่น และชนกับอะไรสักอย่างเข้าอย่างจัง จนแตกกระจาย ผมใตื่นขึ้นพร้อมกับเสียงร้องะโของผู้โดยสารที่นั่งมาด้วยกัน รู้สึกว่ารถจะหมุนพลิกตีลังกาหลายตลบ “รถคงจะตกเหวแน่ๆ!” แล้วศีรษะของผมก็ไปกระแทกกับของแข็งบางอย่าง อย่างแรง...จนหมดสติ
“เอ๊ะ!…หรือว่า...เราตายไปแล้ว!!! งั้นที่นี่ก็คือนรกน่ะสิ!”
คิดได้ดังนั้น ใจผมก็หายวูบ...ก่อนจะเต้นแรงและถี่ยิบ ประดุจกลองที่ถูกตีรัวไม่ยั้ง…
วินาทีนี้...หนังสือที่เคยอ่านมาเล่มหนึ่งก็แวบเข้ามาในสมอง หนังสือที่มีชื่อว่า...‘ชีวิตหลังความตาย’ ตายแล้วจะไปที่ไหน...?
“ไม่จริง!...เราต้องยังไม่ตาย เป็ไปไม่ได้”
อย่าเพิ่งคิดให้ใจเสียอย่างนั้นเลย...ผมพยายามปลอบใจตัวเอง
ผมรู้สึกสับสน ไม่รู้ว่าตัวเองตายไปแล้วจริง หรือเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตกันแน่ จึงพยายามตั้งสติกับชะตากรรมใหม่ที่ไม่คุ้นเคย ลุกขึ้นยืนและก้าวเท้าเดิน...เดินออกไปเรื่อยๆ ท่ามกลางหมอกขาวที่อบอวลนั้น เพราะเป็สิ่งเดียวที่ทำได้ในตอนนี้…
เพื่อหนีความมืดของที่นี่ หรืออย่างน้อย...ก็เพื่อหนีไปให้พ้นจากเสียงสวดอภิธรรมที่แ่เบานั่น
โดยหารู้ไม่ว่า...กำลังเดินไปผิดทาง
หลังจากเดินเคว้งคว้างอยู่คนเดียวมาพักใหญ่ เสียงสวดนั้นก็เงียบหายไปสนิท หมอกขาวก็ค่อยๆ จางลง ในขณะที่แสงสว่างก็เพิ่มขึ้น ทีละน้อยๆ จนเริ่มมองเห็นอะไรบางอย่างอยู่ไกลๆ
ผมเห็นผู้คนมากมายเดินต่อแถวเป็แนวยาว บนพื้นดินโล่งกว้างซึ่งอยู่ระดับต่ำกว่าลงไป อยู่ห่างจากผมประมาณร้อยเมตร และมีอีกหลายคนที่เดินกระจัดกระจาย กำลังทยอยมาต่อที่ท้ายแถวนั้น
ยามนี้ ผมรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อเห็นว่ามี ‘เพื่อนร่วมทาง’ จึงตัดสินใจเดินไปยังท้ายแถวทันที เพื่อจะได้ซักถาม
แต่มันไม่ได้เป็อย่างที่คิดเอาไว้ พอเดินไปถึง ผมก็ประหลาดใจมาก ผู้คนเหล่านี้แม้จะมีจำนวนหลายร้อยคนก็จริง แต่ไม่มีใครส่งเสียงพูดคุยกันเลย บรรยากาศจึงดูเงียบงันและวังเวง
พวกเขาล้วนแล้วแต่เป็คนแปลกหน้าสำหรับผมทั้งสิ้น
ผมพยายามมองหาคนที่พอจะคุ้นหน้าบ้าง อย่างน้อยก็ผู้โดยสารที่นั่งมาด้วยกันก็ยังดี
แล้วบังเอิญก็เจอชายคนหนึ่ง ทรงผมหยิก หัวฟูๆ ผิวสีดำแดง เดินอยู่ไม่ไกล ผมจำหน้าเขาได้ เพราะเคยยืนรอรถด้วยกัน และที่นั่งของเขาก็อยู่ถัดออกไปข้างหน้าประมาณ 2-3 เบาะ ยามนี้เขาใส่เสื้อผ้าเดินตัวเปล่า ปราศจากสัมภาระที่ห้อยพะรุงพะรังดังเช่นที่เคยเห็นในคราวแรก น่าแปลกใจที่ว่า เขาเอาสัมภาระเ่าั้ไปทิ้งไว้ที่ไหนหมด...
เขาเดินช้าๆ เอื่อยๆ ไม่พูดไม่จา...ใบหน้านั้นนอกจากจะนิ่งแล้ว ยังซีดเผือด...ราวกับไม่มีเืมาหล่อเลี้ยงเลยแม้แต่หยดเดียว ทั้งแววตาก็ดูไร้ความรู้สึก...ผิดกับที่เคยเจอกันก่อนหน้านี้เป็คนละคน ซึ่งออกจะโหวกเหวก พูดมาก....จนน่าหมั่นไส้
มีคำถามมากมายเกิดขึ้นในใจ “ว่าที่นี่มันที่ไหน? ทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่? แล้วพวกเรากำลังจะเดินไปที่ไหน?” แต่ผมก็ไม่กล้าที่จะเอ่ยถามเขา หรือถามใคร เพราะถ้าส่งเสียงออกไปในบรรยากาศที่เงียบวังเวงอย่างนี้ อาจจะเป็จุดเด่นและไม่เป็ผลดีต่อผมก็ได้ เลยจำต้องทำตัวกลมกลืน เดินตามๆ เขาไปก่อน
ก้าวเท้าเดินต่อได้อีกสักพักก็เริ่มเห็นท้องฟ้าที่ปราศจากเมฆ มีแสงแดดสีแดงเรื่อๆ ที่ปลายขอบฟ้า แสงแดดที่เห็นเป็บรรยากาศเหมือนกับ่เวลาหัวค่ำ ดั่งที่เขาเรียกกันว่า “แสงแดดผีตากผ้าอ้อม” แต่ผมมองแล้วกลับรู้สึกสะพรึงกลัว เพราะมันเหมือนขอบฟ้ากำลังเปื้อนเื
เวลาผ่านไปไม่กี่อึดใจ ผู้คนก็เริ่มชะลอฝีเท้าลง จึงเดาว่า...คงใกล้จะถึงที่หมายแล้วกระมัง
ท่ามกลางความเงียบ...ผมก็ได้ยินเสียงหนึ่ง ะโขึ้นดังก้อง
“เอ้า! เข้าแถวให้เป็ระเบียบหน่อย!”
เสียงนั้นฟังดูขึงขังและมีอำนาจ
เ้าของเสียงเป็ชายรูปร่างสันทัด แต่งกายด้วยชุดสีดำล้วน ยาวคลุมถึงข้อเท้า ประดับด้วยลวดลายไทยสีทอง คิ้วดกชี้ แววตาดุ ขอบตาหนาและหนวดดำคมเข้ม อารมณ์บนใบหน้าเรียบเฉย กำลังยืนอยู่บนเนินดินที่สูงเหนือศีรษะ เขาหันหน้ามาทางพวกเรา และคอยกวาดตามองทุกๆ คน ส่วนด้านหลังของเขามีชายยืนอยู่อีก 4 คน มองดูคล้ายกับเป็สมุน แต่งกายต่างจากหัวหน้าเล็กน้อย แต่เหมือนกันทั้ง 4 คนราวกับเป็ฝาแฝด
ผลจากเสียงะโเมื่อครู่ทำให้ผู้คนที่ยืนระเกะระกะ รวมทั้งผมด้วย ขยับตัวเข้าแถวกันให้เป็ระเบียบมากยิ่งขึ้น
“เฮ้ย...ทำไงดีวะ?”
ผมถามตัวเองไม่รู้จะกี่รอบอย่างกระวนกระวาย เพราะกำลังทำตัวไม่ถูก
สายตาของเขากำลังสำรวจผู้คนเบื้องล่าง ไล่มาตามแถวทีละคน...ทีละคน...และแล้วความตื่นเต้นของผมก็เพิ่มขึ้นอีกเป็ทวีคูณ เมื่อสายตาของเขาดันมาหยุดอยู่ที่ผม และจ้องเขม็งพิจารณา ประดุจว่าผมเป็ตัวประหลาด...หรือไม่ก็ไปทำผิดอะไรมา
ผมยืนลุ้นระทึก ว่าเขาจะพูดอะไร หรือทำอะไรกับผม
“ทำไมต้องจ้องมาที่เราวะ”
แล้วเขาก็ตวาดขึ้นด้วยเสียงอันดัง
“ไอ้คนนั้นยังไม่ตายนี่! ใครพามา!!!?”